ตอนที่ 8 ตลาดแลกชีวิต
มื้อกลางวันที่น่าอัศจรรย์ใจจบลงท่ามกลางความเงียบที่น่ากระอักกระอ่วน ย่าหวังยังคงนั่งหน้าตึงเป็รูปปั้นหิน แม้ท้องของนางจะร้องประท้วงเสียงดังจนได้ยินไปทั่ว แต่ทิฐิที่สูงเทียมฟ้าก็ไม่อนุญาตให้นางลดตัวลงไปแตะต้องวัชพืช ที่หลานสาวนอกคอกหามาได้ นางทำได้เพียงจ้องมองคนอื่นๆ ที่กินข้าวคลุกผักป่าอย่างเอร็ดอร่อยด้วยสายตาที่ลุกเป็ไฟ
หนิงหนิงไม่สนใจท่าทีนั้นเลยแม้แต่น้อย นางกินอาหารของตัวเองอย่างมีความสุข ล้างจานชามของทุกคนอย่างเงียบๆ แล้วเริ่มลงมือทำงานบ้านใน่บ่ายต่อทันที
นางนำเห็ดหูหนูและเห็ดฟางที่เก็บมาได้ไปล้างจนสะอาดสะอ้าน จากนั้นก็นำเชือกป่านเส้นเล็กๆ มาร้อยเห็ดเ่าั้ให้เป็พวงสวยงาม แล้วนำไปแขวนตากลมไว้ที่ใต้ชายคาซึ่งเป็จุดที่แดดไม่ส่องโดยตรงแต่มีลมพัดผ่านตลอดเวลา นี่คือวิธีการถนอมอาหารแบบโบราณที่จะทำให้เธอมีวัตถุดิบชั้นดีเก็บไว้ใช้ได้นานๆ
การกระทำของเธออยู่ในสายตาของจ้าวหลันตลอดเวลา ผู้เป็แม่ไม่ได้เข้ามาช่วยโดยตรงตามที่หนิงหนิงขอร้องไว้ แต่นางก็คอยมองดูลูกสาวอยู่ไม่ห่างด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งทึ่ง ทั้งเป็ห่วง และมีความหวังเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างช้าๆ
เวลาผ่านไปจนถึง่บ่ายคล้อย เมื่อชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงทำงานอยู่ในนา และย่าหวังเข้าห้องไปนอนพักผ่อนตามปกติ หนิงหนิงก็เห็นว่านี่คือโอกาสทอง
เธอย่องเข้าไปในครัวอย่างเงียบกริบ เปิดฝาเล้าไก่ที่ทำจากไม้ไผ่สานอย่างเบามือ แม่ไก่สองตัวที่ได้กินไส้เดือนเป็อาหารมื้อพิเศษเมื่อเช้ากำลังนอนกกไข่อยู่ในรังอย่างมีความสุข หนิงหนิงค่อยๆ สอดมือเข้าไปใต้อกของแม่ไก่ตัวหนึ่งอย่างนุ่มนวลที่สุด
ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในฝ่ามือ
เธอหยิบของล้ำค่าชิ้นนั้นออกมา ไข่ไก่สดใหม่ฟองแรก!
มันเป็ไข่ไก่ฟองเล็กๆ เปลือกสีน้ำตาลอ่อน แต่ในสายตาของหนิงหนิงแล้ว มันคือ เงินทุนก้อนแรกของเธอ
นางไม่รอช้า รีบนำไข่ไก่ฟองนั้นไปซ่อนไว้ในอกเสื้ออย่างมิดชิด จากนั้นก็เดินไปหยิบตะกร้าสานใบเล็กที่บุรองด้วยผ้าขี้ริ้วเก่าๆ และเสียมอันเดิม แล้วแสร้งทำทีเป็เดินออกไปทางหลังเขาอีกครั้งราวกับจะไปหาผักป่าเพิ่ม
จ้าวหลันเห็นดังนั้นก็มีสีหน้ากังวล "จะไปไหนอีกแล้วล่ะลูก? แดดร่มลมตกแล้วนะ"
"หนูจะไปหาโอกาสค่ะแม่" หนิงหนิงตอบด้วยรอยยิ้มปริศนา "แม่ไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ ค่ำนี้เราอาจจะได้กินของอร่อยกว่าเดิมก็ได้"
พูดจบนางก็เดินลิ่วๆ หายไปในแนวป่าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เป้าหมายของนางไม่ใช่ผักป่าอีกต่อไป
เส้นทางสู่ตลาดมืด
หนิงหนิงไม่ได้เดินขึ้นไปบนเนินเขา แต่นางกลับเดินเลียบไปตามชายป่า ใช้แนวต้นไม้เป็ที่กำบังสายตาของผู้คน นางเดินลัดเลาะไปตามทางเดินเล็กๆ ที่เกิดจากการย่ำเท้าของพวกพรานป่าหรือคนที่แอบลักลอบตัดฟืน เส้นทางนี้ไม่ได้นำไปสู่ที่ไหนเป็พิเศษ แต่มันจะไปกับถนนดินเส้นเล็กๆ อีกสายหนึ่งที่อยู่นอกเขตหมู่บ้านชิงเหอ
ความทรงจำของสวีหนิงคนเดิมนั้นเลือนรางเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ นางรู้เพียงแต่ว่าเป็ที่ที่พวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านห้ามไม่ให้เด็กๆ เข้าไปใกล้ และมักจะเรียกมันว่า "ตลาดผี"
แต่หนิงหนิงจากอนาคตรู้ดีว่า ตลาดผีที่ว่านี้ ก็คือ ตลาดมืดนั่นเอง
ในยุค 70 ที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกควบคุมและปันส่วนโดยรัฐบาล การค้าขายส่วนตัวถือเป็สิ่งผิดกฎหมาย เป็พฤติกรรมของนายทุน ที่ต้องถูกกวาดล้าง แต่ในพื้นที่ชนบทอันห่างไกล ความ้าพื้นฐานของมนุษย์ย่อมมีพลังมากกว่ากฎระเบียบที่เข้มงวด
ตลาดมืดจึงถือกำเนิดขึ้นอย่างเงียบๆ ตามจุดนัดพบที่เป็ความลับ มันไม่ใช่ตลาดที่มีแผงลอยเป็กิจจะลักษณะ แต่เป็เพียงการรวมตัวกันของคนที่มีของ และคนที่ ้า พวกเขาจะมาพบกันใน่เวลาสั้นๆ แลกเปลี่ยนสินค้ากันอย่างรวดเร็วแล้วแยกย้ายกันไปก่อนที่เ้าหน้าที่จะมาเห็น
มันคือตลาดแลกชีวิตอย่างแท้จริง ที่ซึ่งผู้คนนำผลผลิตส่วนเกินที่แอบเก็บไว้ ของป่าที่หามาได้ หรือแม้แต่ตั๋วปันส่วนที่ตัวเองไม่ได้ใช้ มาแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ตัวเองขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็เกลือ น้ำตาล ผ้า หรือแม้แต่ยาเส้น
การมาที่นี่คือความเสี่ยง หากถูกจับได้อาจจะแค่ถูกตักเตือนและยึดของกลาง แต่ถ้าโชคร้ายเจอเ้าหน้าที่ที่เข้มงวด ก็อาจจะถูกนำตัวไปวิพากษ์วิจารณ์ในที่ประชุมและถูกลงโทษอย่างหนัก
หนิงหนิงรู้ดีถึงความเสี่ยงนั้น แต่ “หากไม่เข้าถ้ำเสือ ไฉนเลยจะได้ลูกเสือ” ไข่ไก่เพียงฟองเดียวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่มันสามารถใช้เป็เหยื่อล่อ เพื่อเปิดประตูสู่โลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสได้
หลังจากเดินลัดเลาะมาเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดนางก็มาถึงจุดนัดพบ มันเป็บริเวณลานดินว่างเปล่าที่ถูกโอบล้อมด้วยป่าละเมาะสามด้าน ทำให้ยากต่อการมองเห็นจากถนนใหญ่
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้นางต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ที่นี่มีคนอยู่ประมาณสิบกว่าคน ทั้งชายและหญิง ทั้งแก่และหนุ่ม ทุกคนมีท่าทีระแวดระวัง สายตาของพวกเขาสอดส่ายไปมารอบตัวตลอดเวลา ไม่มีใครพูดคุยกันเสียงดัง มีเพียงการกระซิบกระซาบและการต่อรองราคาด้วยภาษามือเท่านั้น
สินค้าที่วางขาย หากจะเรียกว่าวางขายก็คงไม่ถูกนัก ส่วนใหญ่จะถูกวางอยู่บนผ้าขี้ริ้วผืนเล็กๆ บนพื้นดิน หรือไม่ก็ซุกซ่อนอยู่ในตะกร้าที่ปิดคลุมไว้อย่างมิดชิด มีทั้งมันเทศ ข้าวโพด ลูกท้อป่า ปลาแม่น้ำที่ยังสดๆ หรือแม้แต่เศษผ้าสีสวยที่ดูเหมือนจะถูกตัดออกมาจากเสื้อผ้าเก่า
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและไม่ไว้วางใจ ทุกคนคือคนแปลกหน้าของกันและกัน และทุกคนก็คือคู่แข่งกันในเวลาเดียวกัน
การปรากฏตัวของเด็กสาวหน้าตาแปลกประหลาดที่เนื้อตัวมอมแมมอย่างหนิงหนิง ทำให้ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่นางเป็ตาเดียว
"นังหนู มาหาอะไรที่นี่?" ชายวัยกลางคนที่มีหนวดเคราครึ้มและมีรอยแผลเป็ที่คิ้วเอ่ยถามขึ้นเป็คนแรก น้ำเสียงของเขาแหบห้าวและไม่เป็มิตร
หนิงหนิงใจเต้นระรัวด้วยความประหม่า นี่คือการเผชิญหน้ากับโลกใต้ดินครั้งแรกของเธอ นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้า "หนู หนูมีของมาแลกค่ะ"
"ของ? ของอะไร?" ชายคนนั้นถามพลางหรี่ตามองตะกร้าที่ว่างเปล่าของนางอย่างดูแคลน
หนิงหนิงค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้วหยิบสมบัติของนางออกมาอย่างทะนุถนอม ไข่ไก่ฟองนั้น
ทันทีที่ไข่ไก่ปรากฏขึ้น บรรยากาศรอบๆ ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย!
ในยุคที่เนื้อสัตว์เป็ของหายาก ไข่ไก่ถือเป็อาหารบำรุงชั้นดี เป็โปรตีนที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับเด็ก คนป่วย และหญิงมีครรภ์ การได้เห็นไข่ไก่สดใหม่สักฟองที่นี่ จึงเป็เื่ที่ไม่ธรรมดา
"ไข่ไก่งั้นรึ!" หญิงชราคนหนึ่งที่นั่งยองๆ อยู่ไม่ไกลอุทานออกมาเบาๆ ดวงตาของนางเป็ประกาย "จะแลกกับอะไรล่ะแม่หนู?"
หนิงหนิงมองไปรอบๆ เพื่อประเมินราคาตลาด นางเห็นชายคนหนึ่งมีมันเทศกองเล็กๆ วางอยู่ เห็นหญิงอีกคนมีข้าวสารห่อเล็กๆ อยู่ในมือ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่นาง้าในตอนนี้
สิ่งที่นาง้าคือ เกลือ
เกลือคือปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการปรุงอาหาร แต่ในยุคนี้มันกลับเป็ของที่ถูกควบคุมและปันส่วนอย่างเข้มงวด เกลือที่บ้านของนางมีเหลืออยู่เพียงก้นไหเท่านั้น หากไม่มีเกลือ ต่อให้หาวัตถุดิบดีแค่ไหนมาได้ ก็ไม่สามารถปรุงอาหารให้อร่อยได้
สายตาของนางกวาดไปจนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ชายชราท่าทางซื่อๆ คนหนึ่งที่นั่งหลบมุมอยู่เงียบๆ ข้างๆ เขามีห่อกระดาษสีน้ำตาลวางอยู่สองสามห่อ นางเดาว่านั่นน่าจะเป็เกลือที่เขาอาจจะได้ปันส่วนเกินมาหรือแอบขโมยมาจากโรงครัวของคอมมูน
นางเดินตรงเข้าไปหาชายชราคนนั้นทันที "คุณลุงคะ หนูขอใช้ไข่ไก่ฟองนี้ แลกกับเกลือหนึ่งห่อของลุงได้ไหมคะ?"
ชายชราเงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาของเขาดูอ่อนล้าแต่ก็ยังมีความซื่อสัตย์ฉายอยู่ "ไข่ฟองเดียว แลกเกลือทั้งห่อเลยรึ? มันจะเป็การเอาเปรียบหนูไปหน่อยรึเปล่าแม่หนู?"
คำพูดของชายชราทำให้หนิงหนิงรู้สึกดีขึ้นมาทันที อย่างน้อยในตลาดที่โหดร้ายแห่งนี้ ก็ยังมีคนที่มีความซื่อสัตย์หลงเหลืออยู่
"ไม่เอาเปรียบไปหรอกค่ะ" นางตอบ
ชายชราพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขามองไข่ไก่ในมือของนางสลับกับห่อเกลือของตัวเองอย่างชั่งใจ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ "ก็ได้ แลกก็แลก"
การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หนิงหนิงส่งไข่ไก่ให้ชายชรา ส่วนเขาก็ส่งห่อเกลือที่หนักอึ้งกว่าที่คิดให้นาง
หนิงหนิงเปิดห่อกระดาษดูเล็กน้อย เกลือเม็ดหยาบสีขาวขุ่นเต็มห่อ!
หัวใจของนางพองโตด้วยความยินดี นี่คือชัยชนะครั้งสำคัญ! นางไม่เพียงแต่ได้เกลือมาเท่านั้น แต่นางยังได้เรียนรู้กลไกของตลาดแห่งนี้ด้วย
แต่นางยังไม่กลับ ภารกิจของนางยังไม่จบสิ้น
นางเดินไปหาหญิงชราคนเดิมที่มองนางตาเป็มันั้แ่แรก "คุณยายคะ หนูเห็นคุณยายมีข้าวสารอยู่ใช่ไหมคะ?"
"ใช่จ้ะ แล้วจะทำไมรึ?"
"หนูอยากจะขอแลก แต่หนูไม่มีของมีค่าอย่างอื่นแล้ว" หนิงหนิงทำหน้าสลด "แต่หนูรู้วิธีหาของอร่อยจากในป่าได้นะ ของที่คนอื่นไม่รู้ว่ามันกินได้"
คำพูดของนางกระตุ้นความสนใจของหญิงชราและคนอื่นๆ ที่แอบฟังอยู่ทันที "ของอร่อย? ของอะไรกัน?"
"ถ้าคุณยายยอมแลกข้าวสารสองกำมือกับข้อมูลของหนู หนูจะบอกเคล็ดลับให้" หนิงหนิงยื่นข้อเสนอที่แปลกประหลาดที่สุดในตลาดแห่งนี้
การแลกเปลี่ยน "สินค้าที่จับต้องไม่ได้" อย่างข้อมูล เป็แิที่ใหม่เกินกว่าที่คนในยุคนี้จะเข้าใจได้
"นังหนูนี่เสียสติไปแล้วรึไง?" ชายหนวดครึ้มคนเดิมพูดแทรกขึ้นมา "จะเอาเื่ไร้สาระมาแลกข้าวสารเรอะ!"
แต่หญิงชรากลับมีความคิดที่แตกต่าง นางเป็คนผ่านโลกมามากกว่า และนางก็มองเห็นแววบางอย่างในตัวเด็กสาวคนนี้ "ข้อมูลอะไรที่ว่าล่ะ? ลองว่ามาสิ ถ้ามันน่าสนใจจริง ข้าวสารแค่สองกำ ข้ายกให้เ้าก็ได้"
หนิงหนิงยิ้ม ปลากินเบ็ดแล้ว!
นางก้มลงกระซิบข้างหูหญิงชรา บอกถึงลักษณะของผักกูดและผักเบี้ยใหญ่ที่นางเพิ่งเก็บมากินเมื่อตอนกลางวัน พร้อมทั้งอธิบายวิธีปรุงง่ายๆ ที่จะทำให้มันอร่อยและปลอดภัย
ดวงตาของหญิงชราเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ฟัง นางเคยเห็นวัชพืชเ่าั้อยู่บ่อยๆ แต่ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะกินได้! ถ้ามันเป็ความจริง นั่นหมายความว่านางจะมีแหล่งอาหารเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย!
"จริงรึ! เ้าแน่ใจนะว่ามันไม่เป็พิษ!"
"หนูลองกินมาแล้วเมื่อกลางวันนี้เองค่ะ" หนิงหนิงยืนยัน "ถ้ายายไม่เชื่อ พรุ่งนี้ลองเก็บมาต้มให้ไก่กินดูก่อนก็ได้ ถ้าไก่ไม่เป็อะไร ยายก็ค่อยลองชิมดู"
ข้อเสนอนี้สมเหตุสมผลและลดความเสี่ยงได้มาก หญิงชราตัดสินใจเชื่อ นางตวงข้าวสารสองกำมือใหญ่ๆ ใส่ลงในตะกร้าของหนิงหนิงตามสัญญา
หนิงหนิงกล่าวขอบคุณ แล้วรีบเดินออกจากตลาดทันที นางไม่้าอยู่ที่นี่นานเกินไป เพราะมันอันตรายเกินไปสำหรับนางในตอนนี้
นางกลับมาถึงบ้านใน่ที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดินพอดี ในตะกร้าของนางมีเกลือหนึ่งห่อใหญ่และข้าวสารอีกสองกำมือ คือผลลัพธ์ของการเดิมพันในวันนี้
เมื่อจ้าวหลันเห็นของในตะกร้า นางก็ถึงกับตาค้าง "์! ลูกไปเอาของพวกนี้มาจากไหนกัน!"
"หนูเอาความรู้ไปแลกมาค่ะแม่" หนิงหนิงตอบด้วยรอยยิ้ม "คุณแม่คะ ในยุคที่ทุกคนมีแต่แรงงาน คนที่มีความรู้ คือคนที่จะอยู่รอด"
คืนนั้น ครัวบ้านตระกูลสวีก็มีกลิ่นหอมของซุปปลาที่ถูกปรุงรสด้วยเกลือใหม่ลอยฟุ้งออกมาเป็ครั้งแรกในรอบหลายปี เป็กลิ่นแห่งความหวังที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านหลังนี้ไปตลอดกาล
