บทที่ 9
ทุกอย่างเป็ความผิดของฉู่ชิงชวน ส่วนซู...
มือขวาที่โชกไปด้วยเืของซูว่านฉี วางลงบนฝ่ามือของเจียงชิวหนิงอย่างแ่เบา สีแดงของเืและสีขาวของผิวตัดกันอย่างงดงามทว่าน่าตื่นตะลึง
ทุกคนยืนอึ้งอยู่กับที่ แววตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยความตกตะลึงและคาดไม่ถึง ซูว่านฉีในความทรงจำของพวกเขานั้นทั้งดื้อรั้นและอำมหิตมาโดยตลอด
นางหลงรักฉู่ชิงชวนอย่างบ้าคลั่งจนยอมทำเื่เลวร้าย ใช้แผนชั่วทำร้ายเจียงชิวหนิงที่อยู่ข้างกายเขา
แต่ทว่า... ก่อนที่จะหลงรักฉู่ชิงชวนล่ะ? ซูว่านฉีมีหน้าตาเป็อย่างไร?
ไม่มีใครจำได้ และไม่มีใครใส่ใจ ในอดีตอันไกลโพ้น นางจะดูสงบและอ่อนโยนเหมือนในตอนนี้หรือไม่?
นางจะเคยเป็ศิษย์สำนักไท่ชิงที่อ่อนโยนและเที่ยงธรรมหรือเปล่า? บางทีนางอาจจะแค่... หลงผิดไปชั่ววูบ และตอนนี้เพิ่งจะได้สติกลับคืนมา
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างเกลียดชังนางเข้าไส้ แต่ตอนนี้กลับเผลอหาเหตุผลมาแก้ต่างให้กับการกระทำของนางในใจ
เพราะในตอนนี้ นางได้ชดใช้ราคาที่สูงพอแล้ว และเจียงชิวหนิงที่ถูกนางทำร้าย ก็ได้รับบัว์เหมันต์ทมิฬไปเป็การทดแทน
ศิษย์คนหนึ่งลอบมองหนิงเมิ่งหลานอย่างระมัดระวัง ในเมื่อเ้าสำนักและผู้าุโรองต่างก็ยกโทษให้ซูว่านฉีแล้วไม่ใช่หรือ?
ทว่าในตอนนี้หนิงเมิ่งหลานไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจสายตาเ่าั้เลย ทั้งเขาและผู้าุโรองที่อยู่ข้างกาย ต่างมีสีหน้าที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง พวกเขารู้ดีว่าบัว์เหมันต์ทมิฬล้ำค่าเพียงใด ดังนั้นเมื่อเห็นสิ่งที่ซูว่านฉีทำ พวกเขาจึงยิ่งรู้สึกะเืใจและไร้ทางออก
การยอมเสี่ยงต่อการที่ระดับพลังจะเสียหายหรือถึงขั้นกลายเป็คนพิการเพื่อขุดเอากล้วยไม้ต้นนี้ออกมา... แถมยังจะควักจินตานของตัวเองโดยไม่ลังเล
ซูว่านฉีไม่ใช่แค่หมดอาลัยตายอยากในชีวิต แต่นางมองข้ามแม้กระทั่งเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรไปแล้ว
ส่วนประมุขยอดเขาฉีอวิ๋นแห่งยอดเขาว่านเจี้ยนซึ่งไม่รู้ตื้นลึกหนาบางที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้น เต็มไปด้วยความใปนมึนงง
เดิมทีเขามารับหน้าแทนลูกศิษย์ที่ไปก่อเื่ และตั้งใจจะมาขอโทษเจียงชิวหนิง แต่พอเข้ามาถึงเขากลับเห็นภาพซูว่านฉีขุดกล้วยไม้ออกจากเืและกระดูกสดๆ ยังไม่ทันจะหายอึ้งที่นางมีของล้ำค่าขนาดนี้ ก็ต้องมาเห็นนางจะผ่าท้องตัวเองอีก—
จนกระทั่งทุกอย่างจบลง เขาจึงคิดขึ้นมาอย่างมึนชาว่า แบบนี้ เขาคงไม่ต้องขอโทษเจียงชิวหนิงแล้วมั้ง?
ในเวลานี้ เจียงชิวหนิงได้หลอมรวมกับบัว์เหมันต์ทมิฬอย่างสมบูรณ์แล้ว นางััได้ถึงรากิญญาที่ถูกชำระล้างอย่างเงียบเชียบ ขนตาหนาสั่นไหวเล็กน้อย แม้กล้วยไม้จะผ่านเ้าของมาสองคนและอานุภาพลดลงไปบ้าง แต่ตราบใดที่มีสมบัติวิเศษมาส่งเสริม มันย่อมให้ผลลัพธ์ตามที่นาง้า ด้วยสมบัติระดับเซียนชิ้นนี้ นางสามารถทะลวงสู่ระดับมหายานขั้นกลางได้ทุกเมื่อ
ในโลกบำเพ็ญเพียร ไม่มีเซียนคนไหนไม่อยากก้าวหน้า ยกเว้นเสียแต่—
เจียงชิวหนิงลืมตาขึ้น จ้องมองซูว่านฉีที่คุกเข่าอยู่ข้างเตียง ในแววตามีทั้งความใและความสับสน
ซูว่านฉี... ทำไปเพื่ออะไร? หากเป็แค่การขอขมา นางไม่จำเป็ต้องทำถึงขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ นาง... เป็คนแบบไหนกันแน่?
ภาพลักษณ์ของคนที่บ้าคลั่งและมืดมนในใจเจียงชิวหนิง ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยภาพของหญิงสาวที่สงบและอ่อนโยนในตอนนี้ ขณะที่นางกำลังอึ้งอยู่นั้น นางพลันรู้สึกถึงหยดเือุ่นๆ หยดหนึ่งตกลงบนฝ่ามือ
วินาทีถัดมา มือที่วางอยู่บนฝ่ามือนางก็ร่วงหล่นลงอย่างไร้เรี่ยวแรง เจียงชิวหนิงได้สติทันทีและรีบรับร่างที่าเ็สาหัสจนหมดสติของซูว่านฉีไว้
นางโอบกอดอีกฝ่ายไว้ในอ้อมแขน มือหนึ่งกุมมือขวาที่โชกเืของนางไว้แน่นเพื่อถ่ายทอดพลังปราณพลางร้องเรียกด้วยน้ำเสียงร้อนรนที่หาได้ยาก “รีบเอาโอสถทิพย์มาเร็วเข้า!”
สิ้นเสียงนาง ทุกคนก็เคลื่อนไหวทันที ฉู่ชิงชวนเผลอแตะถุงมิติของตัวเอง แววตาแฝงด้วยความกังวลที่ซ่อนไม่มิด
หนิงเมิ่งหลานและผู้าุโรองสะบัดมือเพียงครั้งเดียว พืชวิเศษที่ทำให้เซียนนับไม่ถ้วนต้องอิจฉาตาร้อนก็ปรากฏขึ้น
คนที่ตอบสนองไวที่สุดคือต้วนจื่อเหวย ก่อนที่เจียงชิวหนิงจะพูดจบ เขาได้ค้นหาของวิเศษบำรุงร่างกายและโอสถเสริมปราณเืจากหยกมิติบนตัวออกมาจนหมด
เขาหอบสมบัติเ่าั้เข้ามาหาซูว่านฉี พลางมองดูร่างที่ชโลมเืของนางด้วยท่าทางทำอะไรไม่ถูก ปากก็บ่นงึมงำด้วยความกังวล
“ไม่กี่วันก่อนนางเพิ่งใช้ค่ายกลสะบั้นิญญาไป ร่างกายยังไม่ทันได้พักฟื้นเลย...”
“แถมเจตจำนงแห่งดาบยังแตกสลาย ความเสียหายที่เกิดจากวิถีแห่งใจถูกทำลายนั้นประเมินค่าไม่ได้เลยสักนิด...”
“แล้ววันนี้นางยังจะทำแบบนี้กับตัวเองอีก...”
ร่างของเจียงชิวหนิงที่โอบกอดซูว่านฉีอยู่พลันแข็งทื่อ นางเงยหน้ามองต้วนจื่อเหวยด้วยความมึนงง สงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า
ที่ว่า... ใช้ค่ายกลสะบั้นิญญากับตัวเองคืออะไร? เจตจำนงแห่งดาบแตกสลายคืออะไร?
แม้ต้วนจื่อเหวยจะนิสัยเอาแต่ใจและโอหัง แต่เขาไม่เคยพูดจาเลื่อนลอยต่อหน้านาง ดังนั้น... ทั้งหมดคือเื่จริงงั้นหรือ? ในวินาทีนี้ นางรู้สึกว่าร่างในอ้อมแขนช่างเบาหวิวเหลือเกิน เบาเสียจนนางกลัวว่าจะรักษาชีวิตของอีกฝ่ายไว้ไม่ได้
ส่วนศิษย์สำนักไท่ชิงที่ไม่รู้เื่รู้ราวนั้นมึนงงยิ่งกว่าเจียงชิวหนิงเสียอีก ข้อมูลเหล่านี้มันหนักหนาเกินไปจนพวกเขาไม่รู้จะใเื่ไหนก่อนดี
ต้วนจื่อเหวยจำผิดหรือเปล่า? ซูว่านฉีจะใช้ค่ายกลสะบั้นิญญากับตัวเองทำไม? นั่นมันคือสิ่งที่เซียนทุกคนได้ยินชื่อแล้วต้องขวัญผวาเลยนะ! แล้วยังมีอะไรอีก..
. เจตจำนงแห่งดาบแตกสลายงั้นรึ? เป็ไปได้ยังไง? ต่อให้วรยุทธหายไปเจตจำนงแห่งดาบก็ควรจะยังอยู่ จะมีเซียนที่เจตจำนงแห่งดาบแตกสลายได้อย่างไร?
ทันใดนั้น เสียงที่แฝงความใและสงสัยของเ้าสำนักไท่ชิงก็ดังขึ้น “ต้วนจื่อเหวย เ้าบอกว่านาง... เจตจำนงแห่งดาบแตกสลายงั้นหรือ?”
ศิษย์รอบข้างได้สติทันที เห็นไหมล่ะ เ้าสำนักยังไม่เชื่อเลย... อ้าว เดี๋ยวสิ? ทำไมเ้าสำนักไม่ถามเื่ค่ายกลสะบั้นิญญาล่ะ??
ศิษย์บางคนที่เริ่มคิดทันรีบหันไปมองเ้าสำนักด้วยตาที่เบิกกว้าง นั่นแปลว่า เื่ที่ซูว่านฉีใช้ค่ายกลสะบั้นิญญากับตัวเอง... เป็เื่จริงงั้นสิ?!
ยังไม่ทันได้ลำดับความคิดให้ดี ต้วนจื่อเหวยก็ตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เจตจำนงแห่งดาบของนาง... ข้าเห็นกับตาในวันนั้นเอง”
เขาก้มหน้าลงและร่ายมนตร์ส่งพลังจากดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในอกที่โชกเืของซูว่านฉีอย่างเงียบเชียบ
เ้าสำนักไท่ชิงมองดูสภาพของซูว่านฉีแล้วตัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป ในยามคับขันเช่นนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษานางให้หายและเติมเต็มพลังปราณที่ขาดหายไป
ในพริบตานั้น ห้องนี้จึงเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่าที่เซียนทั่วไปอาจไม่ได้เห็นแม้เพียงครั้งเดียวในชีวิต
ทั้งเ้าสำนัก ผู้าุโรอง ต้วนจื่อเหวย ฉู่ชิงชวน และเจียงชิวหนิง ต่างร่วมมือกันนำของรักของหวงออกมาช่วยรักษา จนในที่สุด ใบหน้าของซูว่านฉีในอ้อมกอดของเจียงชิวหนิงก็เริ่มมีสีเืขึ้นมาบ้าง
นับั้แ่ซูว่านฉีเดินออกจากตำหนักคุมกฎมาได้แบบมีลมหายใจ ข่าวลือในสำนักไท่ชิงก็แพร่สะพัดไปทั่ว
ศิษย์หลายกลุ่มต่างพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ว่านางใช้วิธีไหนถึงหนีรอดมาได้ และเมื่อข่าวเื่เจียงชิวหนิงฟื้นแพร่ออกไป หลายคนก็เริ่มพนันกันว่าซูว่านฉีจะรอดไปได้อีกนานแค่ไหน
“ข้าว่าพวกผู้าุโคงกะจะรอให้ท่านเจียงฟื้นก่อน แล้วค่อยส่งยัยซูนั่นให้ท่านเจียงจัดการเอง”
“ต่อให้ท่านเจียงจะใจกว้างยอมยกโทษให้ แต่ตระกูลเจียงคงไม่ปล่อยไว้แน่ ตระกูลเจียงน่ะขึ้นชื่อเื่รักพวกพ้องที่สุด!” ศิษย์คนหนึ่งแค่นเสียงเย็น
“คนใจคออำมหิตอย่างนาง อยู่ต่อไปก็เป็ความอัปยศของสำนัก ถ้าตระกูลเจียงฆ่านางจริงๆ พวกเราคงต้องขอบคุณที่ช่วยกำจัดคนชั่วให้...”
“พอได้แล้ว!” เจียงอวี้ ศิษย์ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดในวันนี้ะโขึ้นพร้อมกำหมัดแน่น น้ำเสียงสั่นเครือ “พวกเ้าไม่รู้อะไรเลย ความจริงแล้ว...”
นางนึกถึงคำสั่งห้ามของเ้าสำนักก่อนที่จะพาซูว่านฉีออกไป จึงได้แต่สูดหายใจลึกแล้วพูดช้าๆ “ความจริงแล้ว ซูว่านฉีเมื่อก่อนน่ะ... เป็คนดี ดีมากๆ เลยล่ะ”
ศิษย์อีกคนที่เห็นเหตุการณ์พยักหน้าหงึกๆ เห็นพ้องด้วย “ใช่แล้ว เมื่อก่อนนางใจดีจริงๆ ตอนนี้ทำผิดก็กล้ารับผิด...”
ศิษย์คนอื่นๆ มองทั้งคู่ด้วยสายตาประหลาดเหมือนมองคนบ้า ซูว่านฉีเนี่ยนะใจดี? กล้ารับผิด? สามคำนี้มันเกี่ยวกันตรงไหน? มีคนหนึ่งทนไม่ไหวสวนขึ้นมา
“แต่นางตั้งใจทำร้ายท่านเจียงนะ”
“มันจะเป็ไปได้ไหม...” เจียงอวี้ครุ่นคิดถึงภาพซูว่านฉีที่ตัวซีดโปร่งแสงและโชกเื
“ว่าเป็เพราะศิษย์พี่ฉู่? ถ้าไม่ใช่เพราะเขา... หน้าตาดีเกินไปแล้วยังไม่รู้จักเว้นระยะห่างกับผู้หญิงคนอื่น ซูว่านฉีจะไปหลงรักเขาได้ยังไง? แล้วถ้าไม่รักเขา นางจะไปทำร้ายท่านเจียงทำไมล่ะ?!”
“...หา??”
ตัวต้นเหตุในความคิดของเจียงอวี้อย่างฉู่ชิงชวน กำลังยืนอยู่หน้าประตูเรือนเล็กด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขานึกถึงคำพูดของหนิงเมิ่งหลานที่บอกกับเขา แววตายิ่งมืดมนลง ซูว่านฉีพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่นาง... แค่ไม่อยากจะฟื้นขึ้นมาเท่านั้น
ในตอนนั้นเอง เงาร่างที่คุ้นเคยและดู "เยอะ" ไปหมดอย่างต้วนจื่อเหวยก็พุ่งมาหยุดตรงหน้าเขา
ฉู่ชิงชวนมองดูต้วนจื่อเหวยที่ถือถุงมิติมาพะรุงพะรังแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะเดินเข้าบ้านโดยไม่สนใจเขา เขาจึงพูดเรียบๆ “นาง้าการพักผ่อน”
ฝีเท้าของต้วนจื่อเหวยชะงักกึก เขาดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงค่อยๆ ถอยเท้าที่ก้าวเข้าไปครึ่งก้าวออกมา แม้พวกเขาจะใช้ของวิเศษรักษานางจนแผลภายนอกหายดีแล้ว แต่การเสียเืและกระดูกไปครึ่งร่าง การาเ็ซ้ำซ้อน และความเหนื่อยล้าทางจิตใจ... นางต้องพักผ่อนจริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ยังคงไม่มองหน้าฉู่ชิงชวน แต่บรรจงวางถุงมิติทั้งหมดลงที่หน้าประตูเรือน แล้วทำท่าจะลากฉู่ชิงชวนออกไปพร้อมกัน ฉู่ชิงชวนมองดูกองถุงมิติที่พื้นแล้วขมวดคิ้วแน่น “วางของล้ำค่าพวกนี้ไว้ตรงนี้ ไม่กลัวคนอื่นมาขโมยรึ?”
เดิมทีเขาคิดว่าต้วนจื่อเหวยจะลงอาคมหรือวางสมบัติป้องกันไว้ แต่ผิดคาด อีกฝ่ายกลับทำตาเป็ประกายแล้วพูดว่า “อ้าว งั้นข้าก็จะได้หาข้ออ้างหอบสมบัติมาใหม่อีกรอบได้น่ะสิ!”
