เล่มที่ 6 บทที่ 161 ฝ่าเคราะห์
เพราะได้ฝึกเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่มา ทำให้เขามีปราณโลหะเซียนเทียนเป็รากฐาน หลินเฟยจึงมีรากฐานที่แข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญทั่วไปหลายร้อยเท่า แล้วจิติญญาที่แข็งแกร่งเช่นนี้มีหรือที่จะกลัวเปลวไฟเล็กน้อยแค่นี้?
แถมตอนนี้ยัง้าใช้เปลวไฟชำระจิติญญาพอดีอีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงยิ่งลุกโชนเท่าไรก็ยิ่งดี…
เมื่อพลังจากจิติญญาปรากฏออกมา หลินเฟยก็เร่งโคจรพลังปราณอย่างต่อเนื่องราวกับเติมเชื้อไฟเข้าไปก็ว่าได้ ทันใดนั้นเปลวไฟก็ลุกโชติ่ยิ่งกว่าเดิม จิติญญาเริ่มสลายหายไปภายใต้เปลวไฟอันร้อนแรง หากคนอื่นมาเห็นเข้าละก็จะต้องใเป็แน่ เพราะเมื่อจิติญญาเริ่มสลายเมื่อใด นั่นแปลว่าความตายใกล้จะมาเยือนเมื่อนั้นแล้ว…
หลินเฟยยังคงไม่รีบร้อนเหมือนกับว่าจิติญญาที่กำลังสลายไปนั้นไม่ใช่ของตนเอง
เปลวไฟร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ จิติญญาก็สลายอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายจึงเหลือเพียงเศษเสี้ยวพลังอันอ่อนด้อยและเลือนราง…
บัดนี้ที่สำนักเชียนซาน จ้าวซื่อไห่กับหวังจิ่งกำลังมองไปทางตอนเหนือของเมืองวั่งไห่ที่ห่างออกไปนับร้อยลี้ ขณะนี้กำลังมีเปลวไฟลุกโชนจนท้องฟ้ายามค่ำคืนสว่างไสวดุจเวลากลางวัน…
“มีคนกำลังฝ่าเคราะห์ไฟอยู่สินะ…” หวังจิ่งแค่เห็นก็รู้ทันทีว่านั่นคือเปลวไฟในใจ
“คนผู้นี้มีเปลวไฟในใจที่รุนแรงมากทีเดียว ดูท่าพลังที่สะสมตอนอยู่ขั้นหย่างหยวนจะมีไม่น้อย ทว่าน่าเสียดาย…”
“ข้าว่ายังไงก็จะต้องไม่รอดแน่” จ้าวซื่อไห่ที่อยู่ด้านข้างหัวเราะออกมา ก่อนจะยกมือชี้ไปทางทิศเหนือของเมืองวั่งไห่
“ดูสีเปลวไฟนั่นสิ เปลี่ยนจากแดงเป็เขียวแล้ว น่าจะไม่ได้กดข่มเปลวไฟเอาไว้หรือไม่มีศาสตราวุธช่วยแน่ๆ การบุ่มบ่ามฝ่าเคราะห์เช่นนี้ หากรอดมาได้ก็แปลกแล้ว…”
“หากอยู่ในสำนักเชียนซานละก็ ข้ายังสามารถใช้ค่ายกลคุ้มกันสำนักช่วยกดข่มเปลวไฟให้ได้ แต่น่าเสียดายที่อยู่ไกลถึงเมืองวั่งไห่ ต่อให้มีใจอยากช่วยอย่างไรก็ทำไม่ได้ เปลวไฟที่รุนแรงเช่นนี้ เกรงว่าหากไม่ใช่ผู้บำเพ็ญมิ่งหุนก็ไม่อาจรับมือได้ อีกไม่เกินหนึ่งเค่อ คนผู้นี้จะต้องถูกเผาเป็เถ้าถ่านแน่นอน…”
“หึหึ ถ้าเคราะห์ขนาดนี้ก็ยังสามารถฝ่าไปได้ละก็ เกรงว่าคนคนนั้นคงจะร้ายกาจเหมือนเ้าหลินเฟย…” เมื่อพูดถึงตรงนี้จ้าวซื่อไห่ก็ชะงักไปทันที
“ทางเหนือ?”
จู่ๆก็นึกถึงภาพลำแสงกระบี่พวยพุ่ง ก่อนจะสะบั้นเคราะห์อัสนีทั้งเก้าสายขึ้นมาได้พอดี…
“หรือนั่นจะเป็หลินเฟย?”
เมื่อพูดจบ หวังจิ่งและจ้าวซื่อไห่ก็หยุดชะงักไปพร้อมกัน
ก่อนหน้านี้ทั้งคู่คิดไม่ถึงว่าคนผู้นั้นจะเป็หลินเฟย
ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะเมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อน จ้าวซื่อไห่เพิ่งเห็นหลินเฟยฝ่าเคราะห์อัสนีมากับตา แถมยังแอบใช้มนต์อัสนีอู่หยินเล่นงานอีกฝ่ายด้วย ภายในเวลาอันสั้นเช่นนี้จึงไม่มีทางที่จะได้ฝ่าเคราะห์ไฟแน่ๆ
แต่ว่าตอนที่จ้าวซื่อไห่พูดคำนี้ออกมา ทั้งคู่ก็นึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมาทันที
“หวงซีจากสำนักกระบี่หลีซาน”
ทั่วทั้งทะเลอูไห่ต่างก็รู้ว่าหวงซีบำเพ็ญอยู่ใต้ผาล้างกระบี่เป็เวลายี่สิบปี กระทั่งสุดท้ายสามารถฝ่าเคราะห์มิ่งหุนถึงห้าด่านรวด จนเกือบจะบรรลุขั้นจิงตันเลยทีเดียว
การฝ่าเคราะห์ห้าด่านรวดในสายตาผู้บำเพ็ญทั่วไปนั้น ไม่ต่างอะไรกับตำนานเลยก็ว่าได้ หวังจิ่งและจ้าวซื่อไห่เองก็ถือว่าเป็ผู้มีพร์ล้ำเลิศเช่นกัน จึงรู้ว่าหวงซีสะสมพลังตอนอยู่ที่ผาล้างกระบี่มากเกินไป จึงเกิดปะทุออกมาภายในคืนเดียว…
ขนาดหวงซียังสามารถฝ่าเคราะห์ห้าด่านรวด แล้วหลินเฟยจะฝ่าเคราะห์อัสนีและไฟภายในรวดเดียวเช่นกันไม่ได้อย่างนั้นหรือ?
“หากเป็หลินเฟยละก็…” หวังจิ่งมองไปทางเมืองวั่งไห่ด้วยสีหน้าสับสน
“เกรงว่าจะเป็หวงซีคนที่สอง…”
จ้าวซื่อไห่มองศิษย์พี่ตนเองก่อนจะส่ายหัวน้อยๆ โดยไม่พูดอะไรออกมาอีก
ในขณะเดียวกันหวงซีที่ถูกหวังจิ่งเอ่ยถึง ก็ยืนอยู่ที่ใต้ผาล้างกระบี่พร้อมกับซูจิ้ง ขณะที่กำลังจะเริ่มโคจรบำเพ็ญก็เกิดชะงักเสียดื้อๆ คิ้วก็พลันขมวดเล็กน้อย
“เป็ศิษย์น้องคนไหนอย่างนั้นหรือ? ถึงได้ใจกล้าเช่นนี้…”
ซูจิ้งมองตามสายตาหวงซีไป ก่อนจะเห็นว่าที่ทางเหนือของเมืองวั่งไห่มีเปลวไฟพวยพุ่งอยู่ ทันใดนั้นก็เข้าใจทันทีว่ามีคนกำลังฝ่าเคราะห์ไฟอยู่
แต่ซูจิ้งยังคงไม่เข้าใจว่าเพียงเคราะห์ไฟธรรมดาแท้ๆ แต่ทำไมศิษย์พี่ซีจึงเอ่ยชมขึ้นมาได้ เพราะศิษย์พี่ซีเป็ถึงยอดอัจฉริยะที่ฝ่าเคราะห์ห้าด่านภายในคืนเดียว เรียกได้ว่าเป็ยอดอัจฉริยะที่พันปีจะมีสักคนของสำนักกระบี่หลีซานก็ว่าได้…
ดูเหมือนหวงซีจะรู้ว่าซูจิ้งไม่เข้าใจ หลังจากมองไปทางเหนือของเมืองวั่งไห่ เขาจึงเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม
“คนผู้นี้มีเปลวไฟในใจที่รุนแรงเลยทีเดียว จึงแปลว่าตอนที่อยู่ขั้นย่างหยวนจะต้องสะสมพลังไว้ไม่น้อยเลย บัดนี้เมื่อปลดปล่อยออกมาจึงทำให้เกิดปรากฏการณ์เปลวไฟลุกโชติ่เช่นนี้ แถมยัง…”
พอพูดถึงตรงนี้ จู่ๆหวงซีก็ชะงักทันที ก่อนจะเอ่ยต่อทั้งที่สายตายังจ้องมองไปทางตอนเหนือของเมืองวั่งไห่
“แถมคนผู้นี้ยังไม่ได้กดข่มเปลวไฟ และไม่ใช้ศาสตราวุธคุ้มกายเลยด้วยซ้ำ สงสัยคงจะมีจุดประสงค์สำคัญบางอย่างสินะ…”
“หา?”
“เ้ารู้ไหมว่าทำไมขั้นมิ่งหุนถึงจะต้องฝ่าเคราะห์หกด่าน?”
“เพื่อชำระร่างกาย” ซูจิ้งได้ยินก็ตอบทันทีอย่างไม่ลังเล เพราะนี่เป็คำตอบที่ผู้บำเพ็ญขั้นมิ่งหุนทุกคนต่างก็รู้ดี
ทว่าหลังจากที่ซูจิ้งเอ่ยออกมา หวงซีกลับส่ายหน้า
“ถูกแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น…”
“หา หมายความว่ายังไง?”
“หากแค่ชำระร่างกาย ฝ่าเคราะห์อัสนีก็พอแล้ว แล้วทำไมต้องฝ่าอีกห้าเคราะห์ด้วยเล่า?”
“นี่…” ซูจิ้งได้ยินดังนั้นก็พูดไม่ออก ‘นั่นสินะ หลังจากฝ่าเคราะห์อัสนีแล้ว กายเนื้อก็ถือว่ามั่นคง แล้วจะต้องฝ่าเคราะห์อีกห้าด่านที่เหลือไปเพื่ออะไรอีก?’
“ข้าถึงบอกว่าคนผู้นี้ช่างใจกล้าไม่เบา ถึงกลับกล้าใช้เปลวไฟในใจมาชำระจิติญญาได้ หากข้าเดาไม่ผิดละก็ ตอนที่ฝ่าเคราะห์ไฟ คนผู้นี้จะต้องปลดปล่อยจิติญญาตนเองออกมาเป็แน่ แบบนั้นแล้วเปลวไฟก็จะแผดเผาจิติญญาโดยตรง…”
“เป็ไปได้อย่างไร!” ซูจิ้งได้ยินเช่นนั้นก็อดที่จะสูดลมหายใจไม่ได้ เพราะการปล่อยให้เปลวไฟแผดเผาจิติญญานั้น ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตายเลยด้วยซ้ำ
“หึหึ หากเ้ามีจิติญญาที่แข็งแกร่งก็สามารถทำได้เช่นกัน…”
“ศิษย์พี่ซีคิดว่าคนผู้นี้จะเป็ใครงั้นหรือ?…”
“เื่นี้นับว่าพูดยากเหมือนกัน ศิษย์ที่มีฝีมือในแถบทะเลอูไห่ล้วนมาจากสามสำนักใหญ่ แต่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าศิษย์ที่ยังไม่ฝ่าเคราะห์ไฟคนไหนจะมีความกล้าเช่นนี้ หรือบางทีคนผู้นี้อาจจะไม่ใช่ศิษย์ของสามสำนักใหญ่ก็เป็ได้…”
“ไม่ใช่ศิษย์สามสำนัก…” ซูจิ้งมองไปทางเปลวไฟที่สว่างจ้า จากนั้นก็หยุดชะงักขึ้นมาทันที เขารีบหันไปทางหวงซีก่อนจะเอ่ยออกมา
“หรือจะเป็หลินเฟย?”
“หลินเฟย?” หวงซีได้ยินดังนั้นก็หยุดชะงักลง เพียงครู่เดียวก็เผยรอยยิ้มออกมา
“หากเป็หลินเฟยจริงๆละก็ ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว…”
สามชั่วยามผ่านไป เปลวไฟค่อยๆมอดดับลง พลังปราณของหลินเฟยถูกเปลวไฟชำระจนมีสีโปร่งใส จิติญญาที่ถูกแผดเผาจนเหลือเพียงดวงน้อยก็เริ่มฟื้นคืนภายใต้พลังปราณที่ส่งเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาไม่น้อยเลย…
แม้จะยังนั่งอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ แต่ทั่วทั้งร่างกลับมีแสงเรืองรองปรากฏออกมา
กระทั่งหนึ่งเค่อผ่านไป หลินเฟยจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ เปลวไฟที่ลุกโชนก็ถูกสูบเข้าร่างจนหมด ทั่วทั้งบริเวณร้านหลอมอาวุธไม่เหลือดวงไฟแม้แต่น้อยแล้ว
สุดท้ายหลินเฟยก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง…
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
