“หลิวชงอายุ 24 แล้วนะ” จางกุ้ยหลานเอ่ยขึ้น พลางเหลือบมองต้าฉินและเสี่ยวฉิน แล้วก็กลืนคำพูดที่เหลือลงคอ
ฮวาเจาหัวเราะเบาๆ พลางหันไปถามต้าฉิน “พี่ชายของพวกคุณดีกับพวกคุณไหม?”
คำพูดที่ไม่อยากจะกล่าวออกมา จางกุ้ยหลานไม่กล้าพูดเอง ก็ให้พวกเด็กๆ เป็คนพูดเองเสียเลย อย่างนี้จะได้ไม่มีใครมากล่าวโทษได้
เด็กหญิงทั้งสองส่ายหน้าทันที
“เขาเคยตีหรือด่าพวกคุณบ้างไหม?” ฮวาเจาถามต่อ
เด็กหญิงทั้งสองพยักหน้าทันที
ฮวาเจาหุบยิ้ม เด็กตัวเล็กแค่นี้ ไอ้เด็กอายุ 24 นั่นก็ยังทำร้ายได้ลงคอ ช่างเป็คนใจร้ายเสียจริง
“แล้วคู่หมั้นเขาล่ะ เป็คนยังไง?” ช่างตาถั่วเสียจริง ฮวาเจาถามจางกุ้ยหลาน
“ก็เป็คนงานหญิงในโรงงานอาหารเหมือนกัน” จางกุ้ยหลานตอบ “หน้าตาสะสวยทีเดียว อายุยังน้อย แค่ 18 ปีเอง แต่ค่าสินสอดก็เรียกเยอะ 200 หยวน เงินสด พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้าสามอย่าง”
เื่นี้ทำให้หลิวชงอาละวาดที่บ้านไปหลายหน
คุณย่าหลิวไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้ ลูกสะใภ้ที่ค่าตัวแพงขนาดนี้ แถมหลานชายยังชอบนักชอบหนา พอเข้าบ้านมาจะไม่เอาแต่ใจกับคนทั้งบ้านหรือไง? อายุอานามมากขนาดนี้แล้ว จะต้องมาคอยเอาใจลูกสะใภ้ไปอีกหรือ?
เธอไม่ยอม
หลิวเซี่ยงเฉียนผู้เป็พ่อสามีที่สมเหตุสมผลกลับไม่รู้สึกอะไร ลูกชายอยากได้เมียสวย เขาเข้าใจได้ดี เื่นี้เขาไม่ยุ่ง เพราะเขาไม่มีเงิน เงินทั้งหมดอยู่ที่คุณย่าหลิวนั่นแหละ
ส่วนจางกุ้ยหลานที่เป็แม่เลี้ยง ก็ดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น
“แล้วตกลงจะแต่งกันไหมเนี่ย?” ฮวาเจาซุบซิบ “ถ้าแต่งแล้วจะอยู่กันที่ไหน? ก็ต้องอยู่ที่บ้านหลิวเหรอ? อย่างนี้ก็ดีสิ เธอจะได้ออกมาได้ ไม่ต้องกลับไปปรนนิบัติคนอีก”
จางกุ้ยหลานกำลังถอนวัชพืชอย่างคล่องแคล่ว พลางพยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อกลับมายังหมู่บ้านเค่าซาน ยืนอยู่เชิงเขา ทำงานใช้แรงงานเช่นนี้ กลับรู้สึกสบายตัวอย่างยิ่ง แถมยังสบายขึ้นเรื่อยๆ ความกังวลตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ราวกับถูกปลดปล่อยไปในพริบตา
“เธอเดาถูกแล้ว ตอนนี้โรงงานอาหารก็ไม่ค่อยดี คู่แต่งงานใหม่ก็ไม่ได้รับบ้านพักสวัสดิการ พวกเขาเลยต้องอยู่ในบ้านหลิว ตอนนั้นฉันก็ไม่ใช่ต้องปรนนิบัติคนเพิ่มอีกคนนะสิ ไม่ใช่สิ ต้องสองคน” จางกุ้ยหลานเหลือบมองท้องของฮวาเจา แล้วก็กระซิบเป็นัย “ก็ใหญ่พอๆ กับท้องของเธอนั่นแหละ”
ฮวาเจาเบิกตากว้าง นี่มันคนใจกล้าอีกคนแล้วนี่ กล้าทำเื่แบบเดียวกับเธอ ท้องก่อนแต่ง?
ถ้าเื่นี้แพร่งพรายออกไปตอนนี้ ชื่อเสียงก็คงหมดไป โดนคนหัวเราะเยาะไปตลอดชาติแน่
“ถ้าเป็แบบนี้ แล้วทางบ้านผู้หญิงยังไม่ยอมลดราวาศอกอีกเหรอ ยังกล้าเรียกสินสอดเยอะขนาดนี้? ถ้าปล่อยไว้นานไปเดี๋ยวก็เกิดเื่” ฮวาเจาพูดตามสถานการณ์ที่เป็จริง
จางกุ้ยหลานกระซิบ “ทางบ้านผู้หญิงก็มีทางเลือกอีกทางนะ” เธอพูดเสียงเบาลงอีก “ถ้าบ้านหลิวไม่ยอม พวกเขาจะไปฟ้องว่าหลิวชงทำอนาจาร!”
“จึ๋ย! จึ๋ย! จึ๋ย! ร้ายกาจ!” ฮวาเจาส่ายหน้าไปมา แล้วก็หัวเราะออกมา “ช่างเป็คู่ที่เหมาะสมกับบ้านหลิวเสียจริง”
แค่ดูจากท่าทีของบ้านหลิวที่มีต่อจางกุ้ยหลาน ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนดีอะไร การมีญาติแบบนี้ก็สมน้ำสมเนื้อกันแล้ว
“เธออยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะ ลูกสะใภ้แบบนี้ สงสัยเธอคงสู้ไม่ได้หรอก” ฮวาเจาพูด
จางกุ้ยหลานพยักหน้า “ฉันสู้ใครไม่ได้หรอก” เธอรู้ตัวเองดี และเมื่อเธอกลับมาแล้ว ก็ไม่ได้คิดจะกลับไปอีก
เมื่อก่อน เธอทำงานหนักจนแทบตายในเมือง ก็แค่หาข้าวให้ลูกกิน ตอนนี้ ถึงแม้ถั่วงอกจะงอกไม่ได้ ทำเงินไม่ได้ เธอก็ยังเลี้ยงลูกได้ด้วยสวนผักเล็กๆ ตรงนี้ ด้วยที่ดินทำกิน ด้วยการทำงานในทีมผลิต ทำไมเธอจะต้องกลับไปอีก?
เพื่อไปโดนหลิวเซี่ยงเฉียนทำร้ายหรือ? เพื่อไปซักผ้าให้หลิวเหล่าโถวหลิวเหล่าไท่หรือ?
เธอไม่ใช่คนต่ำต้อยขนาดนั้นเสียหน่อย!
เมื่อฟ้าเริ่มมืด สองคนก็พาลูกๆ กลับบ้านไปทำอาหาร
ครั้งนี้จางกุ้ยหลานเป็คนลงมือ ทำมันฝรั่งตุ๋นกับกะหล่ำปลี และด้วยความยืนกรานของฮวาเจา จึงใส่เนื้อไปสองสามชิ้น
ก็ยังคงหอมอร่อยเหมือนเดิม
เมื่อกินอิ่มกันอีกมื้อ ต้าฉินและเสี่ยวฉินก็เข้าไปนอนในผ้าห่มหอมๆ อย่างสบายใจ
ฮวาเจาจึงเรียกจางกุ้ยหลานไปที่ห้องเก็บของ แล้วแอบยื่นเงินให้ 150 หยวน
“นี่เป็เงินที่ขายบ้านเก่าได้” เธอเล่าเื่ทั้งหมดให้ฟัง
จางกุ้ยหลานแอบชมลูกสาวว่าเก่ง แล้วก็ยัดเงินกลับใส่มือเธอ “เธอเก็บไว้เถอะ บ้านหลังนั้นฉันกับพ่อเธอสร้างด้วยกัน ตอนนี้ฉันก็แต่งงานใหม่แล้ว บ้านนั้นไม่เป็ของฉัน มันเป็ของเธอ เงินนี้ก็ถือว่าเป็สินสอดของเธอ เป็ความตั้งใจของพ่อเธอด้วย”
“ถ้าเขาเห็นว่าเธอได้แต่งงานดี เขาก็ต้องมีความสุขแน่ๆ” จางกุ้ยหลานพูดด้วยความรู้สึกมากมาย
10 ปีแล้ว เธอแทบไม่เคยนึกถึงฮวาเฟิง นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าหน้าตาเขาเป็ยังไง
เธอกับฮวาเฟิงก็รู้จักกันจากการดูตัว ฮวาเฟิงตอนนั้นหล่อเหลา จิตใจดี ทำงานเก่ง เก็บเงินสินสอดได้ 100 หยวน ทางบ้านจางก็ตกลงเื่แต่งงานอย่างง่ายดาย
หลังแต่งงาน สองคนก็เคยมีความสุข แต่เมื่อทางบ้านจางมาขอความช่วยเหลือบ่อยเข้า ความสัมพันธ์ก็เริ่มแย่ลง เธอก็โดนทำร้ายไปไม่น้อย... ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป ก็มีแต่ภาพการทะเลาะวิวาท
แต่ฮวาเฟิงกับฮวาเจาดีกันมาก ไม่เคยรังเกียจที่เธอเป็ผู้หญิง ชอบขี่คอเขา พาไปตลาดอยู่เสมอ
ฮวาเจาก็จำความทรงจำเ่าั้ได้ เธอถอนหายใจแล้วก็รับเงินมา “ก็ได้ ฉันก็ถือว่าเป็คนที่มีสินสอดแล้วกัน”
จางกุ้ยหลานก็หัวเราะขึ้นมา “ได้ยินมาว่าลูกเขยให้สินสอดเธอ 2,000 หยวน จริงหรือเปล่า?” เื่นี้แม่เฒ่าหม่าเป็คนเล่าให้ฟังตอนที่มาส่งเธอ ตอนนั้นเธอแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
ลูกสาวในเมืองแทบตายก็จะได้แค่ 200 หยวนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าสามอย่าง แต่ลูกสาวเธอที่เป็คนชนบท กลับได้สินสอด 2,000 หยวน กับเครื่องใช้ไฟฟ้าสามอย่าง!
แค่นึกถึงเื่นี้ เธอก็มีความสุข! ในใจก็รู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก
แต่พอมองดูรูปร่างและหน้าตาที่สวยงามของลูกสาวภายใต้แสงไฟ เธอก็รู้สึกว่า 2,000 หยวนนี่มันน้อยไปด้วยซ้ำ
เธอเคยอยู่ในเมืองใหญ่ เธอไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนสวยเท่าลูกสาวเธอเลย
“จริงสิ” ฮวาเจาตอบด้วยความเขินอาย
“เขาเป็คนดีไหม? ได้ยินว่าหล่อเหลามาก?” จางกุ้ยหลานถามอีก เมื่อวานรีบร้อน อีกทั้งยังเป็การพบกันครั้งแรก หลายเื่เธอไม่กล้าถาม
หลังจากได้ใช้เวลาร่วมกันอีกวัน เธอรู้แล้วว่าฮวาเจาเป็คนใจกว้าง ไม่โกรธไม่เกลียดเธอ เธอจึงกล้าถาม
“ใช่ๆๆ” ฮวาเจาพยักหน้าอย่างรัวเร็ว “เขาหล่อมาก! แถมยังดีกับฉันมากด้วย” ถึงขนาดโดนเธอข่มเหงแล้วก็ยังไม่เอาเื่เธอเลย...
“อย่างนั้นก็ดีแล้วๆ” จางกุ้ยหลานถอนหายใจอย่างโล่งอก
คุยกันอีกสองสามคำ ฮวาเจาก็เริ่มพูดถึงเื่สำคัญ
“ดูนี่สิ ถั่วงอกในตะกร้านี้ ฉันทำเสีย” ฮวาเจาชี้ไปยังตะกร้าข้างๆ
ตะกร้าหลายร้อยใบในห้องเก็บของถูกเธอจัดการให้ชาวบ้านไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลืออยู่แค่ 10 กว่าใบ
ที่กำลังใช้เพาะถั่วงอกอยู่มีแค่ 7 ใบ เธอก็ยังคงรักษาอัตราการออกถั่วงอกวันละตะกร้าอยู่ แต่ก็ไม่ทุกตะกร้าจะสำเร็จ
“ถั่วงอกเต็มตะกร้าขนาดนี้ ทำเสียแล้ว คนก็ไม่รับซื้อ กินเองก็ไม่หมด จะทิ้งก็เสียดาย เธอเอาไปขายในเมืองดีไหม? เงินที่ได้เราก็แบ่งกันคนละครึ่ง” ฮวาเจาพูด
“ไม่ต้องๆๆ ไม่ต้องเลย!” จางกุ้ยหลานรีบโบกมือ “ฉันแค่ไปธุระให้ ยังจะเอาเงินจากเธออีกหรือ? จะเป็อะไรไปกันเนี่ย!”
เธอมองตะกร้าแล้วพูดว่า “เธอไม่ต้องห่วงหรอก ถั่วงอกตะกร้านี้ฉันจัดการให้เอง”
ไปขายของในตลาดมืด เธอเคยไปั้แ่เด็กแล้ว ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แถมยังเป็คนงานชั่วคราวในโรงงานอาหาร ทำงานหนักที่สุดมาแล้ว ของหนัก 100 ชั่ง ไม่ใช่เื่ใหญ่
เช้าวันต่อมา จางกุ้ยหลานก็แบกตะกร้าออกเดินทางแต่เช้าตรู่
