“เหนียงเหนียง วางใจเถิด ข้าจะไปตายง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร”
“นั่นสินะ” สีหน้าของเวินเยว่เคร่งขรึม “เหตุใดถึงเกิดเื่นั้นขึ้นได้โดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ แผนของฮ่องเต้ใช่หรือไม่?”
ซูิเยว่คิดไม่ถึงว่าเวินเยว่จะทายถูก นางจึงไม่ได้ปิดบังแล้วบอกไปตามตรง “เพคะ เป็นักฆ่าที่ฮ่องเต้ส่งมา แต่โชคดีที่องค์ชายป้องกันเอาไว้ก่อนแล้ว”
นางไม่ได้บอกว่าเื่ในครั้งนี้เป็แผนแกล้งตายที่พวกเขาร่วมกันวางแผน
ใบหน้าของเวินเยว่แสดงความเป็ห่วง “เช่นนั้นถือว่าครั้งนี้ฮ่องเต้ทำไม่สำเร็จ เขาจะต้องไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่ พวกเ้าวางแผนจะทำอย่างไร?”
“เื่นี้องค์ชายมีแผนของตัวเองเพคะ” ซูิเยว่กล่าว “ที่หม่อมฉันเข้าวังมาในวันนี้ก็เพราะมีเื่อยากให้เหนียงเหนียงช่วยเพคะ”
ก่อนหน้านี้ซูิเยว่ได้ช่วยชีวิตนางเอาไว้ ตอนนี้ซูิเยว่จึงอยากให้นางช่วยบ้าง เวินเยว่จะต้องรับปากอยู่แล้ว “เ้าพูดมาเลย หากข้าสามารถช่วยเ้าได้”
ซูิเยว่พูดเสียงเบา “หม่อมฉันอยากพาหญิงบ้าคนนั้นที่รู้จักท่านแม่ออกจากวังเพคะ”
เวินเยว่ชะงักพร้อมกับเบิกตากว้างด้วยความใ “มันอันตรายเกินไป ฮ่องเต้มีรับสั่งว่าในยามปกติไม่อนุญาตให้ใครเข้าใกล้วังเย็น”
“หม่อมฉันรู้ หม่อมฉันรู้ว่าเื่นี้อันตรายไปสักหน่อย ดังนั้นถึงได้มาขอให้เหนียงเหนียงช่วยเพคะ” ซูิเยว่เล่าแผนคร่าวๆ ให้เวินเยว่ฟัง หลังจากที่เวินเยว่ได้ฟังแล้วก็ใจนิญญาแทบจะหลุด
“คนคนนี้พวกเราจะพาออกจากวังเย็นด้วยตัวเองเพคะ หม่อมฉันกับองค์ชายปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว วางแผนว่าจะลงมือคืนพรุ่งนี้ แล้วปล่อยข่าวเื่วังเย็น ถึงตอนนั้นคนขององค์ชายจะพาคนมาหาท่านที่นี่ ตอนนี้เหนียงเหนียงช่วยหาวิธีได้หรือไม่ ถึงตอนนั้นก็ช่วยพวกเราพาคนออกจากวัง”
ซูิเยว่อับจนหนทางแล้วจริงๆ ถึงได้มาหาเวินเยว่ เวินเยว่อยู่ในตำแหน่งสูงของวังหลังมาหลายปี นางจะต้องมีวิธีแน่นอน
เวินเยว่ไม่ได้พูดอะไร นางหันตัวไปหลุบตาลงครุ่นคิด
ซูิเยว่เองก็ไม่อยากจะทำให้เวินเยว่ลำบากใจ “เหนียงเหนียงไม่ต้องฝืนก็ได้เพคะ หากเหนียงเหนียงไม่มีวิธี พวกเราจะคิดหาวิธีด้วยตัวเองเพคะ”
เวินเยว่คิดอยู่ครู่หนึ่งถึงได้หมุนตัวกลับมามองนาง “ขอแค่เ้าเอ่ยปาก ไม่ว่าจะเื่อะไรเปิ่นกงจะต้องช่วยเ้าให้ได้ เพียงแต่ข้ากำลังคิดว่า จะส่งคนคนนี้ออกไปอย่างไร”
ซูิเยว่ได้ยินเวินเยว่ตกลงว่าจะช่วย ใบหน้าก็เผยความดีใจออกมา “ขอแค่เหนียงเหนียงคิดวิธีพาคนออกมาได้ ขั้นต่อไปพวกเราจะจัดการเองเพคะ”
เวินเยว่เงียบไปนานก่อนจะเงยหน้ามองซูิเยว่อย่างจริงจังแล้วพูดเสียงเข้ม “เอาเช่นนี้แล้วกัน คืนพรุ่งนี้หากคนขององค์ชายได้ตัวคนแล้วก็ให้พามาที่หลังโรงครัว เื่โรงครัวในวังกับซื้อของเข้าวังล้วนเป็เปิ่นกงคอยดูแลอยู่
ทุกคืนโรงครัวจะขนพวกของเสียออกไป ถึงตอนนนั้นเปิ่นกงจะส่งคนไปรอพวกเ้าที่นั่น แล้วให้พวกเ้านั่งไปพร้อมรถขนของเสีย”
“ขอบคุณเพคะเหนียงเหนียง”
เวินเยว่ถอนหายใจออกมาเบาๆ “ไม่ต้องเกรงใจหรอก ขอแค่ช่วยเ้าได้เปิ่นกงก็ดีใจแล้ว”
หลังจากนั้นซูิเยว่ก็ออกจากวังมุ่งตรงไปยังจวนองค์ชายสามเพื่อบอกแผนของเวินเยว่ให้กับจี๋โม่หาน เพียงครู่เดียวเขาก็เรียกคนมาและติดต่อกับคนที่อยู่ในวังเพื่อเริ่มวางแผนเื่นี้
ทั้งหมดถูกเตรียมการมาอย่างดี เพียงครู่เดียวก็ถึงคืนวันต่อมา
ตรอกเล็กๆ ห่างไกลผู้คน ใกล้ๆ กับกำแพงวังมีรถม้าที่ไม่สะดุดตามาจอดอยู่ตรงนั้นอยู่ก่อนแล้ว
ภายในรถม้า ซูิเยว่กับจี๋โม่หานได้นั่งรออยู่เงียบๆ
“คงไม่เกิดเื่อะไรขึ้นใช่หรือไม่?”
ถึงแม้จี๋โม่หานจะวางแผนเอาไว้อย่างดีแล้ว แต่ซูิเยว่ยังกลัวว่าจะเกิดเื่ไม่คาดคิดขึ้น
“วางใจเถิด” จี๋โม่หานปลอบใจนาง “คนที่จัดไว้ในวังล้วนเป็คนที่เชื่อถือได้ รอหลังจากที่วังเย็นเกิดไฟไหม้แล้ว พวกเขาก็จะพาคนไปยังหลังโรงครัวตามที่นัดกันไว้ ที่นี่อยู่ใกล้กับโรงครัวมาก พวกเราแค่รออยู่ที่นี่ก็พอแล้ว”
ทั้งสองคนรออยู่ครู่หนึ่ง พวกหลิงชวนเองก็คอยสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวรอบๆ อย่างแ่า
เมื่อถึงยามซวี [1] หลิงชวนก็แหวกผ้าม่านเข้ามารายงาน “องค์ชาย พระชายา เริ่มดำเนินการแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ซูิเยว่กับจี๋โม่หานเปิดผ้าม่านออกจากรถม้า ไม่รู้ว่าภายในวังมีควันมาจากที่ไหนไม่รู้ แสงไฟสะท้อนแดงไปครึ่งท้องฟ้า
ดูแล้วแผนคงจะดำเนินได้อย่างราบรื่นสินะ
ซูิเยว่หันไปมองจี๋โม่หาน แผนทั้งหมดภายในวังล้วนเป็จี๋โม่หานที่วางแผน ส่วนรายละเอียดนั้นนางไม่รู้เลย แต่มีจุดหนึ่งที่นางค่อนข้างประหลาดใจ “หากพวกเราจะพาคนออกมาจำเป็ต้องมีตัวแทน ท่านจัดคนไว้อย่างไรหรือ?”
จี๋โม่หานมองนางแล้วยกยิ้มมุมปาก “แม่หนูวางใจเถิด ข้าจัดการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว คนที่มาแทนที่ก็คือสาวใช้ที่ทำงานซักผ้าในวังหลัง นิสัยไม่ดี ทำร้ายคนไปไม่น้อย คนเช่นนี้ตายไปก็ดี วางเพลิงในวังเย็นข้าก็ได้สั่งการไปแล้ว ไม่มีทางทำให้คนบริสุทธิ์าเ็ แม่หนูวางใจได้เลย”
ซูิเยว่ถึงได้วางใจ ถึงแม้นางอยากจะช่วยคนออกมา แต่ก็ไม่อยากให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมาาเ็
วินาทีที่ถึงยามซวี ถึงแม้จะมีกำแพงสูงกั้นอยู่ก็ได้ยินเสียงวุ่นวายจากในวังอยู่ลิบๆ
ไฟยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่องสว่างไปครึ่งฟ้า
ซูิเยว่ไม่กล้าที่จะผ่อนคลายเลยแม้แต่วินาทีเดียว นางจ้องประตูด้านหลังที่โรงครัวจะใช้ออกจากวังอยู่ตลอด เพียงครู่เดียวเงาดำก็ประคองคนคนหนึ่งเดินออกมาจากประตูหลัง หลิงชวนจึงรีบไปรับ
“นายท่าน”
เงาดำเป็สตรีคนหนึ่ง ในมือของนางพยุงสตรีบ้าคนนั้นที่สลบอยู่ออกมา
“เพื่อป้องกันไม่ให้นางใ หม่อมฉันจึงทำให้นางสลบไป อีกไม่นานก็คงตื่นแล้วเพคะ”
หลิงชวนรับสตรีบ้ามาพยุงเอาไว้
จี๋โม่หานพยักหน้าน้อยๆ “ดีมาก หากในวังมีการเคลื่อนไหวอะไรให้รีบมารายงานทันที”
“เพคะ หม่อมฉันขอทูลลาก่อนเพคะ” สตรีชุดดำพูดจบก็ออกไปเลย
ซูิเยว่ช่วยหลิงชวนพยุงหญิงบ้าคนนั้นขึ้นรถ เมื่อลองตรวจสอบชีพจรของนางแล้วก็ไม่ได้ผิดปกติอะไร
“ไปเถิด อยู่ที่นี่นานไม่ดี”
พวกเขาจึงออกจากตรงนั้นเงียบๆ แล้วกลับไปที่จวนองค์ชายสาม
จี๋โม่หานให้คนจัดห้องให้หญิงบ้าคนนั้น ซูิเยว่คอยเฝ้าอยู่ข้างเตียงตลอด
จี๋โม่หานถอนหายใจน้อยๆ “อย่ากังวลไปเลยแม่หนู รอให้นางตื่นขึ้นมาก่อนค่อยว่ากัน”
ซูิเยว่เงยหน้ามองเขาแล้วพยักหน้า “อืม หม่อมฉันรู้แล้ว”
พวกเขาเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่นาน หญิงที่นอนอยู่บนเตียงก็ค่อยๆ รู้สึกตัว หลังจากที่นางลืมตาขึ้นมาแล้วมองไปรอบๆ ใบหน้าก็ปรากฏสีหน้าทำอะไรไม่ถูก
ซูิเยว่หัวเราะพลางเอียงตัวไปด้านหน้า ตอนที่กำลังคิดจะพูดอะไร หญิงบ้าคนนั้นกลับทำเหมือนเจอเื่น่าใมาก นางลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วแล้วกอดผ้าห่มขดตัวเข้ามุม ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา พวกเ้าเป็คนไม่ดีทั้งนั้น”
ซูิเยว่ชะงักไป จี๋โม่หานรีบเข้ามาบังตรงหน้านางทันที เพื่อป้องกันหญิงบ้าทำอะไรไม่ดีกับนาง
“ไม่เป็ไร” ซูิเยว่ส่งสายตาปลอบประโลมไปให้จี๋โม่หาน จากนั้นก็คุกเข่าอยู่บนเตียงพร้อมกับยื่นมือไปให้หญิงบ้าคนนั้น แล้วพูดด้วยเสียงอ่อนโยน “เ้าอย่ากลัวเลย ที่นี่ปลอดภัยมาก พวกเราไม่ใช่คนร้าย”
หญิงบ้ามองนางอยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่ขยับ นางยังคงกอดผ้าขดตัวสั่นอยู่ที่มุมกำแพง ปากยังพูดพึมพำ “เ้าอย่าเข้ามา เ้าอย่าเข้ามา พวกเ้าเป็คนไม่ดีทั้งนั้น”
เชิงอรรถ
[1] ยามซวี (戌时) คือเวลา 19.00 น. – 21.00 น.
