ยามที่ไป๋หยุนเฟยมาถึงห้องโถงใหญ่ ก็พบว่านอกจากตนเองแล้ว จิ้งิเฟิงและคนอื่นๆล้วนมาพร้อมหน้ากันแล้ว
คนตระกูลเย่ยามนี้กำลังสนทนากันอย่างสนุกสนาน จิ้งิเฟิงกับเทียนิก็พูดคุยกันอยู่ บนใบหน้าของทุกคนล้วนประดับด้วยรอยยิ้ม กล่าววาจาไปพลางยิ้มแย้มไปพลาง ขณะที่ไป๋หยุนเฟยก้าวเท้าเข้ามาในห้องก็พบเห็นใบหน้าอันสดใสเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาของเย่ถิง เพียงมองแวบเดียวก็ดูออกว่าแตกต่างจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายอันเข้มแข็งโอ่อ่าเปี่ยมบารมี อันเป็ผลจากความมั่นใจเปี่ยมล้นต่อพลังอันเข้มแข็งของตนเอง
ไป๋หยุนเฟยเมื่อปรากฏกายขึ้น สายตาทุกคู่ในห้องโถงก็จับจ้องมา เย่ถิงและเย่เฉวียนเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกันด้วยความตกตะลึง เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่มองออกถึงระดับพลังที่เพิ่มขึ้นของไป๋หยุนเฟย
“ใช้เวลาเพียงคืนเดียวก็สามารถบรรลุด่านภูติญญาระดับปลายได้แล้ว!” เย่ถิงลอบประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีอันใดออกมา ก่อนหน้านี้มันทราบว่าไป๋หยุนเฟยเป็ภูติญญาระดับกลาง แต่ก็ไม่กล้าจะสำรวจอย่างละเอียดว่าเพิ่งบรรลุระดับกลางหรือใกล้จะบรรลุระดับปลายแล้ว ในใจจึงคาดเดาว่าจะเป็อย่างหลังและเมื่อคืนอาจจะบังเอิญบรรลุพลังได้เท่านั้น --- แน่นอนว่ามันคุ้นเคยกับไป๋หยุนเฟยที่สร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้คนมาตลอดมากขึ้นแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้ตื่นใอะไรนัก
แต่เมื่อพบหน้าผู้มีพลังด้อยกว่าเช่นไป๋หยุนเฟย เย่ถิงกลับไม่กล้าแสดงท่าทีเพิกเฉย มันถึงกับลุกขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มก่อนจะเดินเข้ามาเชิญไป๋หยุนเฟย “คุณชายไป๋ ยินดีด้วย ยินดีด้วย ท่านอายุเยาว์วัยแต่กลับบรรลุถึงด่านภูติญญาระดับปลายแล้ว ช่างเป็พร์อันน่าตื่นตะลึง เป็ที่เลื่อมใสนัก!”
ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางพยักหน้าให้แก่ทุกคน จากนั้นจึงผายมือเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายกลับไปยังที่นั่ง ส่วนตนเองก็เดินไปนั่งที่ด้านข้างจิ้งิเฟิงก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านผู้นำตระกูลเย่ชมเกินไปแล้ว เพียงแค่บังเอิญทะลวงผ่านได้เท่านั้น ข้าสมควรจะยินดีกับท่านมากกว่าที่บรรลุด่านบรรพิญญาได้สำเร็จ นับแต่นี้ไปตระกูลเย่จะต้องรุ่งเรืองโชติ่อย่างแน่นอน”
“ฮ่า ฮ่า พวกเราเป็เพียงตระกูลเล็กไม่อาจทำการใหญ่ทั้งยังไร้ชื่อเสียง คงไม่อาจเป็ดังที่คุณชายไป๋ว่าไว้ได้ มิหนำซ้ำที่ข้าบรรลุด่านบรรพิญญาได้ก็เพราะอาศัยความช่วยเหลือจากคุณชายไป๋ บุญคุณในครั้งนี้นับว่าใหญ่หลวงนัก ตระกูลเย่จะไม่มีวันลืมเลือน!” เย่ถิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสัตย์ซื่อจริงใจ ไม่ใช่เพียงกล่าวอย่างเกรงใจเพื่อตอบแทนน้ำใจเท่านั้น
ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ได้ถ่อมตัวจนเกินงาม เพราะนี่เป็สิ่งที่มันสมควรได้รับ หากว่าให้ความช่วยเหลือแก่ตระกูลเย่ถึงเพียงนี้แล้วยังถูกตระกูลเย่เพิกเฉยเ็า นั่นจึงแสดงว่าอีกฝ่ายไม่ควรค่าที่จะให้ความช่วยเหลืออีกแล้ว
“จริงสิ ท่านผู้นำตระกูลเย่ สถานการณ์ทางตระกูลจ้าวมีความเปลี่ยนแปลงใดหรือไม่?” ไป๋หยุนเฟยทราบว่าที่ผู้คนมารวมตัวกันมากมายเพียงนี้คงไม่ใช่เพื่อมาฟังจิ้งิเฟิงเล่าเื่สนุกไร้สาระเป็แน่ ดังนั้นหลังจากพูดคุยกันชั่วครู่จึงได้เอ่ยปากถามเย่ถิง
เมื่อเอ่ยถึงตระกูลจ้าว เย่ถิงก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น มันพยักหน้ากล่าวว่า “มิผิด ตระกูลจ้าวในยามนี้มีท่าทีแปลกประหลาด ั้แ่เมื่อคืนก่อนประตูใหญ่ของบ้านตระกูลจ้าวก็ปิดสนิทไร้ความเคลื่อนไหว คนที่พวกเราซื้อตัวไว้ส่งข่าวก็ไร้ข่าวคราวอันใด ยามนี้จึงไม่ทราบว่าพวกมันทำอะไรอยู่กันแน่”
“ยิ่งไปกว่านั้น... เื่สำคัญที่สุดก็คือ กลางดึกคืนก่อนผู้ที่ข้าให้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่นอกคฤหาสน์ตระกูลจ้าว พบเห็นว่าผู้นำซึ่งพาศิษย์สำนักเ้าอสูรมารับการสวามิภักดิ์จากตระกูลจ้าว ได้ออกจากตระกูลจ้าวก่อนจะใช้เส้นทางออกนอกเมืองจากไปโดยไม่กลับมาอีก”
“โอ?” ไป๋หยุนเฟยตื่นตะลึง “คนสำนักเ้าอสูรจากไปแล้ว? เป็ไปได้อย่างไร หรือจะกลับไปนำกำลังเสริมจากสำนักเ้าอสูรมาอีก?”
“ไม่น่าเป็ไปได้ จากที่ได้ยินมา ยามนั้นพวกมันมีทีท่าเดือดดาลอย่างยิ่งคล้ายกับถูกผู้คนขับไล่ แต่ทว่าคนที่ข้าให้ไปสังเกตการณ์เพียงมีฝีมือต่ำต้อยไม่กล้าสะกดรอยต่อจนเกินไป จึงไม่ทราบว่าออกไปจากเมืองเกายี่จริงๆหรือไม่”
ไป๋หยุนเฟยถามด้วยความสงสัย “ถูกขับไล่ออกไป? หรือจะเป็ตระกูลจ้าวขับไล่พวกมันออกไป? ตระกูลจ้าวจะอาจหาญถึงเพียงนี้หรือ?”
“แน่นอนว่าไม่กล้า นอกจากว่าจ้าวซิงคิดจะทำลายตระกูลของตนเท่านั้น ไม่เช่นนั้นด้วยความสามารถอันต่ำต้อยของมันแล้ว มีหรือจะบังอาจหาเื่กับสำนักเ้าอสูร” เย่ถิงเองก็ไม่แน่ใจ “สถานการณ์ในยามนี้แตกต่างจากที่พวกเราคาดการณ์เอาไว้มากนัก หากเป็เช่นนี้ ตระกูลจ้าวก็จะไร้กำลังสนับสนุนจากสำนักเ้าอสูร อย่างนั้นทุกสิ่งที่พวกเราเตรียมการไว้ทั้งหมดก็จะกลายเป็ไม่จำเป็... ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้ข้าบรรลุด่านบรรพิญญาได้แล้ว เฮอะ! ต่อจากนี้จะเป็เวลาที่พวกมันต้องชดใช้ต่อตระกูลเย่แล้ว!”
ที่ผ่านมาตระกูลเย่ถูกตระกูลจ้าวบีบคั้นทุกทาง เย่ถิงได้แต่อดทนกล้ำกลืนโทสะ ยามนี้เมื่อพลังฝีมือเพิ่มพูนขึ้นมิหนำซ้ำูเาใหญ่ที่คอยหนุนหลังตระกูลจ้าวก็ไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว มันจึงเริ่มครุ่นคิดหาหนทางแก้แค้นแล้ว
ขณะเดียวกันนั้น จู่ๆก็มีคนวิ่งเข้ามาในห้องโถงด้วยความร้อนรน ก่อนจะรายงายกับเย่ถิงว่า “นายท่าน คน... คนจากตระกูลจ้าวมาขอเข้าพบท่าน!”
ทุกคนในห้องงงงันวูบ เย่ถิงถามด้วยความประหลาดใจ “ว่ากระไร? คนตระกูลจ้าวมาขอพบ? หรือจะมาพบเพราะเื่เมื่อวันก่อน? เฮอะ! จ้าวซิงช่างโอหังนัก ก่อนหน้านี้มันมีสำนักเ้าอสูรคอยหนุนหลัง ตระกูลเย่เราจึงได้แต่อดทนกล้ำกลืน ยามนี้คนของสำนักเ้าอสูรจากไปแล้ว ตระกูลเย่มิใช่คิดจะรังแกอย่างไรก็ได้เช่นเดิมอีกแล้ว!”
“ไม่ ไม่ใช่... นายท่าน ผู้นำตระกูลจ้าวไม่ได้มา ผู้ที่นำคนตระกูลจ้าวมาเป็ชายหนุ่มผู้หนึ่ง เขาบอกว่าตนเองคือจ้าวซีลั่ว มาเพื่อเยี่ยมคารวะนายท่าน อีกทั้งยังนำน้องชายมาเพื่อขอขมาโทษด้วย...”
“หา? จ้าวซิงไม่ได้มา? ขอขมาโทษ ขอขมาโทษเื่ใด? ช้าก่อน... เมื่อครู่เ้าว่าอะไร?” เย่ถิงเดิมทีสีหน้ากังขา แต่จากนั้นก็กลายเป็ตกตะลึง “เ้าว่าผู้ที่นำมาชื่อว่าอะไรนะ?!”
“เขาบอก เขาบอกว่าชื่อ...จ้าวซีลั่ว.....”
“อะไร? จ้าวซีลั่ว เ้าเด็กน้อยนั้นกลับมาแล้ว!” ครั้งนี้ ผู้ที่นั่งเงียบงันไม่เอ่ยปากมาตลอดอย่างเย่เฉวียนก็ไม่อาจระงับความตื่นใเอาไว้ได้ “มันจากไปนับสิบปี ผู้คนทั้งเมืองเกายี่เข้าใจว่าเสียชีวิตที่ภายนอกแต่แรก คิดไม่ถึงว่าจะกลับมาแล้ว? มิหนำซ้ำ ยังกลับมาใน่เวลาเช่นนี้... หรือว่าที่สำนักเ้าอสูรจากไป ก็เป็เพราะคนผู้นี้?!”
“จ้าวซีลั่วกลับมาแล้ว!” เย่ถิงแสดงท่าทีตื่นตระหนกอย่างยิ่ง หลังจากนิ่งงันไปชั่วครู่ก็เอ่ยปากขึ้น “ไม่ว่าจะเป็อย่างไร ข้าจะออกไปชมดูสักหน่อย ในเมื่อคนตระกูลจ้าวมาแล้ว คนตระกูลเย่ก็ไม่สมควรต้อนรับแเื่‘ล่าช้า’...”
กล่าวจบจึงหันไปหาไป๋หยุนเฟย ราวกับจะสอบถามความคิดเห็น ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านผู้นำตระกูลเย่ไปรับแขกเป็เื่อันสมควร ไม่จำเป็ต้องเกรงใจ ข้าจะคอยสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างเอง”
เย่ถิงเดินนำออกจากห้องโถงใหญ่ติดตามมาด้วยไป๋หยุนเฟย จิ้งิเฟิงเอ่ยปากถามเทียนิว่า “จ้าวซีลั่วผู้นี้เป็ใครกัน? ไฉนก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน?”
เทียนิตอบว่า “มันคือบุตรชายคนโตของตระกูลจ้าว เมื่อสิบปีก่อนได้ออกจากเมืองเกายี่ไปจากนั้นก็ไม่กลับมาอีก ขณะนั้นข้ายังเล็กอยู่จึงจดจำได้ไม่มากนัก เพียงแต่เคยได้ยินพี่ใหญ่เอ่ยถึงว่าคนผู้นี้ฝีมือไม่ธรรมดา...”
“ซีลั่วแห่งตระกูลจ้าว ในยามนั้นทุกคนในเมืองต่างให้ความสนใจต่อมันเพราะพร์อันเด่นล้ำ แต่ก็จากไปเนิ่นนานหลายปีแล้ว ผู้ที่ยังจดจำมันได้ก็เหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะกลับมาโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ทราบว่ายามนี้พลังฝีมือมันจะถึงระดับใดแล้ว แต่เชื่อว่าน่าจะบรรลุด่านภูติญญาระดับปลายได้แล้วกระมัง? ครั้งกระโน้นมันเก่งกาจกว่าข้ามากนัก...” เย่เทียนเหวินจงใจรั้งท้ายเพื่อเดินร่วมกับไป๋หยุนเฟยและพวก ก่อนจะกล่าวแทรกอธิบายเพิ่มเติม
“ตระกูลจ้าวกลับมีคนเช่นนี้อยู่... เชื่อว่าการจากไปของสำนักเ้าอสูรย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับมันอย่างแน่นอน อีกทั้งยามนี้ยังเป็ตัวแทนตระกูลจ้าวมาที่นี่อีก ไม่ทราบว่าเื่นี้มีเื้ัอันใดหรือไม่ ไฮ้! สถานการณ์ยิ่งมายิ่งแตกต่างจากที่ข้าคาดการณ์มากนัก...” ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจ “ยามนี้คงได้แต่คอยเฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อนเท่านั้น”
