เล่มที่ 5 บทที่ 149 เป็สัตว์พาหนะหรือศาสตราวุธ
หลังจากเจียงหลีออกไปจากร้านหลอมแล้ว หลินเฟยก็หัวเราะออกมาน้อยๆ เพราะที่สามสำนักสามารถเป็ใหญ่ในทะเลอูไห่ได้นั้น ย่อมไม่ง่ายอย่างที่เจียงหลีคิด บางทีอันจื่อเจี๋ยกับซูจิ้งที่เป็แค่ศิษย์สายในเองก็อาจจะคิดไม่ถึง แต่ศิษย์สายตรงหรือผู้าุโของพวกเขานั้น มีหรือจะคิดไม่ได้ว่าหลินเฟยอาจจะขายกระบี่ให้ทั้งสามสำนัก?
พูดกันตามตรงก็คือกระบี่เล่มนั้นมีค่าแค่พันหินิญญาเท่านั้น แต่คุณค่าที่แท้จริงของมันคือเคล็ดลับในการหลอม ที่ยอมจ่ายราคาแพงก็เพราะเคล็ดลับในการหลอม
เพียงแค่ได้เคล็ดลับในการหลอมมา กระบี่เล่มนั้นก็ไร้ค่าทันที…
ถึงตอนนั้นสำนักโยวิก็จะอาศัยเคล็ดลับนี้พัฒนาจุดอ่อนของชื่อิ ไม่ให้มันถูกกดข่มอีก และอีกสองสำนักก็สามารถใช้เคล็ดลับนั้นพัฒนาเสิ่นทงใหม่เพื่อต่อกรกับสำนักโยวิ
หากพูดไปตามความจริงแล้ว นี่ถือเป็การเตรียมพร้อมก่อนรบเท่านั้น ก่อนที่าระหว่างสำนักจะปะทุขึ้นมา ไม่มีทางที่สามสำนักจะป่าวประกาศเื่นี้ออกมาเป็แน่ อย่างมากก็แค่เก็บความไม่พอใจเอาไว้ แล้วค่อยมาหาเื่อีกทีวันหลัง…
สิ่งที่หลินเฟยกังวลตอนนี้ก็คือการหลอมอาวุธต่อจากนี้ต่างหาก
เพราะมันคือสิ่งสำคัญที่สามารถทำลายการคานอำนาจของทุกสำนักได้นั่นเอง
หากไม่ระวังให้ดีละก็อาจจะทำให้สถานการณ์ในเมืองวั่งไห่กลับตาลปัตรขึ้นมาได้ ดีไม่ดีอาจทำลายความสมดุลระหว่างสำนักเลยทีเดียว…
แต่ก็ช่วยไม่ได้
เพราะหากได้ชิ้นส่วนประตูมิติมา ในครั้งหน้าตอนเข้าพิภพซ่างจง ก็จะพุ่งตรงไปที่หน้าผาอวิ๋นทันที ต่อให้สามสำนักในทะเลอูไห่จะทะเลาะกันรุนแรงแค่ไหน ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาอยู่แล้ว
หลังจากพูดคุยกับฟานซื่อชั่วครู่ หลินเฟยก็เดินไปทางด้านหลังของร้าน หลังจากปิดประตูก็โคจรพลังปล่อยปีศาจกระบี่ออกมา
“ไหนว่ามาสิ เ้าติดตามข้ามาั้แ่หุบเขากระบี่ ทั้งที่ไม่ใช่อาวุธคู่กาย ไม่ใช่ศาสตราวุธคุ้มกาย แม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ไม่ใช่ การติดตามโดยไม่มีฐานะอะไรเช่นนี้ คงไม่ดีเท่าไหร่กระมัง?”
“แต่อ๋องอย่างข้าคิดว่าไม่เลวเลยนะ มีกินมีใช้ แถมยังมีงิ้วสนุกๆให้ดูอีกด้วย…”
“…” หลินเฟยลอบด่าในใจ เ้านี้หน้าหนากว่าที่คิดไว้เยอะเลยทีเดียว
แต่ก็ช่างเถอะ…
เพราะเื่ที่จะทำต่อจากนี้จำเป็ต้องอาศัยเ้านี่
หลินเฟยจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกดข่มความโกรธที่ปะทุออกมา เป็เวลานานกว่าจะยกยิ้มฝืดเคืองขึ้น
“ข้าขาดลูกมืออยู่พอดี เ้าช่วยข้าอย่างหนึ่งได้ไหม หากทำได้ดี ข้าจะรับเ้าเป็อาวุธคู่กาย…”
“หึหึ…” ทว่าปีศาจกระบี่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเ็าออกมา
“หากคิดอยากจะหลอมอ๋องอย่างข้าเป็อาวุธก็พูดมาตามตรง ไม่ต้องอ้อมค้อม…”
“…”
“อ๋องอย่างข้ารู้ตั้งนานแล้วว่าเ้าคิดไม่ดีไม่ร้ายกับข้า”
“ไสหัวไปเลย!”
หลินเฟยโกรธจัดจนเืขึ้นหน้า บัดนี้เ้าปีศาจกระบี่อาศัยอยู่ในร่างชู้รักอาจารย์ปู่ หากมีใจคิดไม่ดี ป่านนี้คงถูกฟ้าผ่าตายไปนานแล้ว
“ว่ามาสิ มีอะไรอยากให้อ๋องอย่างข้าช่วย ขอบอกไว้ก่อนนะ อ๋องอย่างข้าไม่อยากเป็อาวุธคู่กาย อย่าคิดว่าไม่รู้ อาวุธคู่กายของเ้ามันก็แค่ของประดับเท่านั้น ต่อให้ฝ่าเคราะห์ขั้นมิ่งหุนพร้อมกันก็ไม่มีประโยชน์ ชั่วชีวิตนี้อย่าหวังว่าจะบรรลุขั้นเซียนเทียนได้เลย…”
“บ้าจริง!” เมื่อหลินเฟยได้ยินเช่นนั้นหัวใจของเขาก็กระตุกวูบขึ้นมาทันที ‘ทำไมถึงรู้เยอะขนาดนี้…’
“มีอะไรน่าใงั้นหรือ แม้อ๋องอย่างข้าจะเป็แค่มารปีศาจพเนจรอาศัยในป่าเขา แต่กายที่อาศัยอยู่นั้นกลับไม่ธรรมดา ถึงจะมีความทรงจำเหลือไม่เยอะ แต่ก็เพียงพอให้ข้ารู้เื่มากมาย…”
“ก็จริง…” เอาเถอะ สงสัยจะลืมไป ว่าเ้านี่มีความเป็มาไม่ธรรมดา หลินเฟยจึงเอ่ยถามต่อ
“แล้วจะเอาอย่างไร?”
“อ๋องอย่างข้า…” หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่ ปีศาจกระบี่ก็เอ่ยออกมา
“อยากเป็สัตว์พาหนะของเ้า!”
“…” หลินเฟยได้ยินก็แทบสำลักน้ำลายออกมา
“สัตว์พาหนะงั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว อ๋องอย่างข้ามีความเร็วเหนือสิ่งใด เป็บุญของเ้าแล้วที่ได้ข้าเป็สัตว์พาหนะ!” ปีศาจกระบี่พูดโอ้อวด
“ฝันไปเถอะ!” หลินเฟยปฏิเสธทันควัน แม้เ้านี่จะมีความเร็วไม่ธรรมดา ตอนที่อยู่หุบเขากระบี่ก็ลำบากแทบตายกว่าจะไล่ตามทัน หากเป็สัตว์พาหนะจริง จะย่อมรวดเร็วกว่าการเหาะกระบี่มาก
แต่ประเด็นก็คือ เ้านี่อาศัยอยู่ในร่างชู้รักของอาจารย์ปู่ หรือจะให้เขาขี่ชู้รักของอาจารย์ปู่ไปทั่ว หากเื่นี้แพร่สะพัดออกไป แบบนั้นคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแน่
หลินเฟยพินิจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เอาแบบนี้แล้วกัน ไม่ต้องสัตว์พาหนะหรอก เป็ศาสตราวุธคุ้มกายแล้วกัน ถึงอย่างไรตอนนี้เ้าก็เป็เพียงครึ่งปีศาจครึ่งกระบี่ ข้าสามารถให้เคล็ดวิชาจูเทียนฝูหลอมไอปีศาจของเ้าให้กลายเป็มนต์สะกดได้ เช่นนั้นเ้าจะได้หลุดพ้นจากการเป็ปีศาจกลายเป็ศาสตราวุธแทน วันหน้าหากข้าสำเร็จการบำเพ็ญ เ้าเองก็อาจจะพัฒนาได้เป็ขั้นเซียนเทียนไปด้วย”
“ก็ได้” คราวนี้ปีศาจกระบี่ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ผ่านไปชั่วครู่ก็เอ่ยถามต่อ
“จริงสิ อยากให้อ๋องอย่างข้าทำอะไรอย่างนั้นหรือ ขอบอกไว้ก่อนเลยนะ หากเป็เื่ที่เสี่ยงอันตรายละก็ อ๋องอย่างข้าไม่ทำหรอกนะ”
“ไม่ต้องห่วง ไม่ได้อันตรายเลยสักนิด” หลินเฟยได้ยินก็ตอบออกมาทันที ทว่าในใจกลับแอบเติมประโยคถัดมาให้ ‘ความจริงก็ไม่อันตรายเท่าไหร่หรอก แต่อาจจะทรมานเป็อย่างมาก หวังว่าเ้านี่จะไม่ทุรนทุรายจนร้องไห้ออกมา…’
“งั้นก็ดี…” หลินเฟยไม่มีทางรู้ว่าบัดนี้ปีศาจกระบี่ดีใจจนเนื้อเต้นไปแล้ว ในที่สุดก็จะได้เป็ศาสตราวุธแล้ว ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์ติดตามมาจากหุบเขากระบี่
คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่ปีศาจกระบี่รู้ตัวดีว่าเคล็ดวิชานี้พิสดารเพียงใด เพราะตนเคยถูกสูบปราณโลหะสีทองออกไปจนเกือบหมดร่างถึงสองครั้ง เคล็ดวิชานี้จึงอยู่เหนือเหล่าศาสตราวุธทั้งหมด
ตอนที่ถูกสูบปราณโลหะครั้งแรก ปีศาจกระบี่ก็รู้ทันทีว่าโอกาสกำลังมาถึงแล้ว
ร่างครึ่งปีศาจครึ่งกระบี่เช่นนี้ยากที่จะบำเพ็ญได้ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ หลายปีมานี้คงไม่ได้บำเพ็ญจนบรรลุแค่ขั้นเยาเจี้ยง หากไม่เจอวาสนาที่เปลี่ยนมันได้ละก็ เกรงว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่อาจบรรลุขั้นบำเพ็ญได้อีก
และในสายตาปีศาจกระบี่ เคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูก็คือวาสนานั้น…
อีกทั้งหลังจากพิจารณาหลินเฟยมาตลอดทาง ปีศาจกระบี่ก็รู้สึกว่าการเป็ศาสตราวุธคุ้มกายให้มนุษย์ผู้นี้ก็ไม่ใช่เื่เสียหายอะไร…
ศิษย์อายุน้อยจากสำนักเวิ่นเจี้ยนผู้นี้ ลึกล้ำกว่าที่คิดไว้มาก เรียกได้ว่าตลอดทางั้แ่หุบเขากระบี่ เ้าปีศาจเห็นทุกการกระทำของหลินเฟย ทั้งหนีตายจากเงื้อมมืออสุรกายขั้นกุ่ยหวัง ทั้งสะบั้นอัสนีเก้าสายของเคราะห์มิ่งหุน แถมยังใช้กระบี่ที่มีมนต์สะกดเพียงสิบแปดสาย ปั่นหัวคนจากสามสำนักใหญ่ผู้ที่เ้าแผนการเช่นนี้ ถ้าไม่ตายระหว่างทางละก็ วันหน้าจะต้องบรรลุถึงขั้นฟ่าเซินเป็แน่
ถึงตอนนั้นตนเองที่เป็หนึ่งในศาสตราวุธ ก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
