ัไฟที่เกิดจากการรวมตัวกันของเส้นแสงไฟสีแดงฉาน หลังจากที่กระแทกจนโล่ขอบโลหิตของอวี๋ถงปลิวกระเด็นออกไป ก็ยังคงเกาะตัวเข้าหากันไม่สลายไปไหน
เส้นแสงสีแดงเพลิงที่ร่วงลงมาจากท้องฟ้ามีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และยังคงมารวมตัวกับัไฟพร่าเลือนตัวนั้น จนัไฟ... ค่อยๆ ยาวถึงยี่สิบเมตร
ส่วนเนี่ยเทียนก็กักตัวอวี๋ถงจากด้านหลังไว้แน่น
เขากดมีดทรงโค้งที่เก็บมาได้ลงบนลำคอของอวี๋ถง คำรามกร้าวเสียงดัง “เฟิงหลัว! ปล่อยพวกเขาซะ!”
สถานการณ์เปลี่ยนแปลง ต่อให้เป็เฟิงหลัวเองก็ยังตั้งตัวไม่ทัน รอจนเขารู้สึกว่าท่าไม่ดีก็พบว่าอวี๋ถงถูกจับตัวเอาไว้แล้ว
“ต๋อม!”
คนโลหิตที่เกิดจากน้ำเืรวมตัวกัน เดิมทียังโอบล้อมโจมตีอันซืออี๋ ตอนนี้พลันละลายลงไปรวมกับธารน้ำสีเืใต้ฝ่าเท้า
เฟิงหลัวหยุดการยับยั้งอันซืออี๋
สีหน้าของเขามืดทะมึน มองเนี่ยเทียนด้วยสายตาเ็า กล่าว “ปล่อยเสี่ยวถงซะ!”
“ปล่อยรึ?” เนี่ยเทียนแสยะปากยิ้ม มีดโค้งที่อยู่ในมือกรีดลงไปเบาๆ หนึ่งครั้ง
เมื่อมีดกรีดลงมาที่ลำคอเรียวยาวผิวขาวนวลของอวี๋ถง ทันใดนั้นเองก็เกิดเป็รอยาแเล็กเรียวยาวหนึ่งรอย เืสีแดงสดไหลออกมาจากรอยแผลนั้นทันที
อวี๋ถงที่ยืนหันหลังให้เขา ใบหน้าเต็มไปด้วยความอัปยศและไม่ยอมแพ้ นางมองัเพลิงตัวนั้นที่ยังคงก่อตัวกันขึ้นกลางอากาศด้วยความสับสนไม่คลาย
ไม่ว่าอย่างไรนางก็คิดไม่ถึงว่าเนี่ยเทียนที่กำลังต่อสู้กับนางใช้วิธีการใดถึงได้สร้างัเพลิงตัวหนึ่งขึ้นมากลางอากาศได้?
อานุภาพการโจมตีของัเพลิงน่ากลัวยิ่งกว่าเพลงหมัดที่เนี่ยเทียนร่ายออกมาในโลกมายามรกตมากมายนัก!
โล่ขอบโลหิตที่นางเตรียมมาเพื่อเพลงหมัดนั้นโดยเฉพาะกลับไม่สามารถสกัดกั้นการโจมตีของัไฟได้ โดนกระแทกเพียงครั้งเดียวก็พังทลายลงไปในพริบตา
“ยังไม่ปล่อยพวกเขาอีกรึ?”
ในดวงตาของเนี่ยเทียนเต็มไปด้วยความโเี้ มือข้างนั้นที่ถือมีดโค้งกะน้ำหนักลงไปอย่างมั่นคงมีพลัง หมายจะกรีดลงไปอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้ ตำแหน่งที่มีดโค้งนั้นเล็งไปไม่ใช่ลำคอของอวี๋ถง แต่เป็ข้างแก้มที่เนียนใสของนาง
มองเห็นว่ามีดโค้งลำนั้นย้ายมาอยู่ตรงใบหน้า อวี๋ถงก็แสดงสีหน้าใและหวาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ในสายตาของนาง เฟิงหลัวควบคุมตัวพวกพันเทาและกำราบอันซืออี๋ไว้ เนี่ยเทียนย่อมไม่กล้าฆ่านางอย่างแน่นอน อย่างมากที่สุดก็จับตัวนางมาเพื่อใช้ข่มขู่เฟิงหลัวเท่านั้น
รอยกรีดบนลำคอ นางมั่นใจว่าสามารถใช้เวทลับสำนักโลหิตมารักษาาแให้หายดีได้โดยที่ไม่ทิ้งรอยแผลเป็เอาไว้
ดังนั้นเมื่อครู่นี้นางจึงไม่ใกลัว
ทว่าใบหน้าคือจุดที่พลังิญญายืดขยายไปถึงได้ยากที่สุด หากใบหน้าถูกกรีดเป็รอยแผล นางไม่มั่นใจว่าจะสามารถรักษาให้หายสนิทได้
และใบหน้าที่งดงามก็เป็จุดที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่นางมาโดยตลอด สำหรับผู้หญิงทุกคนที่รักสวยรักงามแล้ว หากใบหน้ามีรอยแผลเป็เพิ่มขึ้นมา นั่นถือเป็เื่ที่ยากจะทำใจยอมรับได้
สีหน้าตะลึงพรึงเพริดของนาง เนี่ยเทียนมองไม่เห็น ทว่าพวกเฟิงหลัวและพันเทากลับเห็นอย่างชัดเจน
“อย่า!” เฟิงหลัวรีบห้ามปราม
เนี่ยเทียนหยุดชะงักข้อมือชั่วคราว ไม่ได้พูดอะไร เอาแต่จ้องมองเฟิงหลัวด้วยสายตาอำมหิต
เฟิงหลัวมองเขาด้วยสายตาลึกล้ำ ไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็พยักหน้า “ตกลง! ข้าจะปล่อยพวกเขา!”
พูดจบ มือทั้งคู่ของเขาก็ปรากฏตราประทับแปลกประหลาดตราหนึ่ง ใช้เวทลับของสำนักโลหิตเปลี่ยนแปลงคลื่นของน้ำสีเืใต้ฝ่าเท้า
เมื่อเขาร่ายเวท เนี่ยเทียนจึงมองเห็นว่าน้ำสีเืที่ห่อหุ้มพวกเจียงหลิงจู และอันอิ่งเอาไว้ค่อยๆ ไหลลงมาจากร่างของพวกเขา แล้วกลับเข้าสู่ธารสีเืใต้ฝ่าเท้าอีกครั้ง
พวกเจียงหลิงจูเดิมทีไม่สามารถขยับกายได้ รอจนน้ำสีเืเ่าั้หายไปจากร่างแล้ว พวกเขาก็พลันผ่อนคลายขึ้นมาทันที
นาทีถัดมา พวกเขาก็พบว่าตัวเองไม่เพียงแต่เคลื่อนไหวได้ตามใจชอบ ยังพูดคุยสนทนาด้วยเสียงอันดังได้ด้วย
“เนี่ยเทียน! ทำได้ยอดเยี่ยมมาก!” พันเทาะโด้วยความตะลึงระคนดีใจ
พวกเจียงหลิงจูและอันอิ่ง หลังจากที่รอดชีวิตมาจากความตายก็มองเขาด้วยสายตาที่ทั้งใและดีใจ ต่างรู้สึกเหลือเชื่อ
“ฟู่วๆ!”
ัเพลิงที่เกิดจากการรวมตัวของเส้นแสงสีแดงลอยอยู่เหนือหัวเนี่ยเทียนประมาณสิบเมตร หยุดนิ่งไม่ขยับ ยังคงรวบรวมพลังของเปลวเพลิงมาไว้อย่างต่อเนื่อง
พวกเขามองัไฟตัวนั้น แล้วก็มองมาที่เนี่ยเทียนอีกครั้ง ต่างก็เดากันว่าัเพลิงตัวนั้น... น่าจะเป็อาวุธวิเศษที่ทรงพลังชิ้นหนึ่งของเนี่ยเทียน
“ข้าปล่อยพวกเขาแล้ว เ้าล่ะ?” หลัวเฟิงกล่าวอย่างสงบ
เนี่ยเทียนยังคงจี้ตัวอวี๋ถงเอาไว้ ไม่มีความคิดที่จะปล่อยมือ “พี่หญิงอัน ท่านพาพวกเขาหนีไปก่อน อีกครู่ข้าจะตามไป”
อันซืออี๋ที่เผาผลาญพลังิญญาไปมหาศาลขมวดคิ้วมุ่น กล่าว “พานังหนูนั่นไปจากที่นี่พร้อมกัน รอพวกเราหนีพ้นแล้วค่อยปล่อยนางไป”
“ฝันไปเถอะ!” เฟิงหลัวหน้าตาเคร่งเครียดทันควัน มองเนี่ยเทียนด้วยความโกรธเคือง “ข้ายอมถอยให้แล้ว เ้าก็น่าจะเข้าใจข้อตกลงนี้อยู่กระมัง? หากเ้าพาเสี่ยวถงไปด้วยแล้วเปลี่ยนใจฆ่านาง ก็มิใช่ว่าข้าถูกหลอกเปล่าๆ หรอกหรือ? คนอื่นจากไปได้ แต่เ้า... ต้องอยู่ต่อเป็คนสุดท้าย!”
“พี่หญิงอัน พวกท่านไปก่อน ไม่ต้องเป็ห่วงข้า ข้าไม่เป็อะไรหรอก” เนี่ยเทียนเอ่ยเร่งด้วยความร้อนใจ
เขาเองก็รู้ว่าหากคิดจะทำอย่างที่อันอิ่งบอก พาอวี๋ถงหนีไปด้วยกัน เฟิงหลัวย่อมไม่มีทางยอมอย่างแน่นอน
เฟิงหลัวไม่มีทางปล่อยให้อวี๋ถงหายไปจากเส้นสายตา เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาลงมือสังหารอวี๋ถงในภายหลังแล้วหนีเอาชีวิตรอดต่อไป
ที่เขากล้าอยู่ต่อก็เพราะ... เขาััได้ถึงปราณของหยดเืที่ค่อยๆ รวมตัวกันอย่างเชื่องช้าอยู่ในเกราะัเพลิง
ตอนนี้พลังเปลวเพลิงที่เกราะัเพลิงนั้นรวบรวมได้อยู่ในระดับที่น่าใ แม้แต่เฟิงหลัวเองก็อาจจะไม่สามารถโจมตีัเพลิงที่รวบรวมเปลวไฟให้พังทลายลงได้
อันซืออี๋ยังคงลังเล
“ตูมๆๆ!”
เทือกเขาเล็กเตี้ยที่ห่างออกไปไกลพลันมีเสียงกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวลอยมา ูเาลูกนั้นะเิกระจุยกระจาย ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลที่น่าหวาดกลัว
“ข้าไม่เป็อะไรหรอก!” เนี่ยเทียนใช้สายตาบอกเป็นัยกับอันซืออี๋ว่าัเพลิงตัวนั้นยังอยู่
อันซืออี๋ได้ยินเสียงพื้นดินและูเาเขย่าคลอนดังมาจากที่ห่างไกล จึงมองไปยังัเพลิงที่ยังคงเปลี่ยนแปลงตัวนั้นอีกครั้ง ในที่สุดก็กัดฟันพยักหน้า กล่าว “เ้ารักษาตัวด้วย!”
พูดจบนางก็เร่งพวกพันเทาให้รีบตามนางออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด
ทุกคนที่รู้ว่าเทือกเขาชื่อเหยียนกำลังจะเกิดเหตุการณ์สะท้านฟ้า แม้จะเป็ห่วงความปลอดภัยของเนี่ยเทียน แต่เนื่องจากการดำรงอยู่ของัเพลิงตัวนั้นจึงรู้สึกว่าเนี่ยเทียนไม่น่าจะเป็อะไร
ภายใต้เสียงเอะอะโวยวายของอันซืออี๋ พวกเขาจึงตัดสินใจจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว
“เนี่ยเทียนระวังตัวด้วย!”
“พวกเราจะรอเ้าอยู่ด้านหน้า เ้ารีบตามมาล่ะ!”
“เ้ารู้ว่าอีกเดี๋ยวจะเกิดอะไรขึ้น อย่ามัวล่าช้าเด็ดขาด!”
ตอนที่จากไป พวกเขายังกำชับเนี่ยเทียนด้วยเสียงอันดัง บอกให้เขาระวังตัว เตือนให้เขาระวังการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นบนเทือกเขาชื่อเหยียน
เนี่ยเทียนพยักหน้าแรงๆ ยิ้มแป้นสดใส กล่าว “วางใจเถอะ ข้าจะมีชีวิตรอดปลอดภัยแน่นอน!”
ไม่นาน ทุกคนที่มีอันซืออี๋เป็ผู้นำก็หายไปจากเส้นสายตาของเฟิงหลัวและเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนหนักแน่นราวหินผา กดมีดลงไปบนลำคอของอวี๋ถงอีกครั้ง กล่าวเนิบช้า “รออีกครึ่งเค่อ[1] แล้วข้าจะปล่อยนาง”
“ตกลง!” หลัวเฟิงเองก็ยอมรับ
เขารู้ว่าที่เนี่ยเทียนทำอย่างนี้ก็เพื่อ่ชิงเวลาที่มากพอให้กับพวกอันซืออี๋ แต่เขาเชื่อว่าด้วยความสามารถของเขา ต่อให้อันซืออี๋มีเวลาเพิ่มมากขึ้นอีกหน่อย เขาก็ยังตามไปได้ทันก่อนที่พวกเขาจะออกจากเทือกเขาชื่อเหยียนอยู่ดี
เขาเชื่อว่าผลลัพธ์ท้ายที่สุดจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเพราะการที่เนี่ยเทียนจับตัวอวี๋ถงเอาไว้ได้
เขาเพียงแต่ประหลาดใจว่า เนี่ยเทียนที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน เหตุใดถึงได้โจมตีให้อวี๋ถงพ่ายแพ้ติดกันถึงสองสามครั้ง ทำให้ความภาคภูมิใจของสำนักโลหิตของพวกเขาเกิดความจนใจ
“ตระกูลเนี่ยของเมืองเฮยอวิ๋น ตระกูลเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียง เด็กที่เมื่อหนึ่งปีก่อนยังไม่โด่งดังกลับสร้างคลื่นลูกใหญ่ให้เกิดขึ้นได้ถึงเพียงนี้” เฟิงหลัวขมวดคิ้ว แอบครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง รู้สึกว่าต่อไปจะต้องศึกษาเนี่ยเทียนอย่างจริงจังแล้ว สืบหาเส้นทางการเติบโตของเขาให้แน่ชัด
เขาเริ่มมองเนี่ยเทียนอย่างจริงจัง มองเนี่ยเทียนเป็เด็กรุ่นเล็กที่โดดเด่นที่สุดของสำนักหลิงอวิ๋น มองว่าหากอนาคตเนี่ยเทียนสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งเช่นนี้ต่อไป จะต้องกลายมาเป็ศัตรูตัวฉกาจของพวกอวี๋ถงและโม่ซีได้อย่างแน่นอน
“เสี่ยวถง ที่เ้าแพ้ครั้งนี้เป็เพราะเขามีอาวุธวิเศษที่ทรงพลัง” เฟิงหลัวใคร่ครวญหาถ้อยคำที่เหมาะสมอยู่ครู่หนึ่งก็พูดกับอวี๋ถงที่ั์ตาเต็มไปด้วยความหดหู่ “อาวุธวิเศษชิ้นนั้น... แปลกประหลาดอย่างมาก แม้แต่ข้าก็ยังมองไม่ออกถึงความผิดปกติของมัน ไม่รู้ระดับที่แน่นอน ข้าเดาว่าจะต้องเป็อาวุธแข็งแกร่งที่ตาเฒ่าอูมอบให้เขาอย่างแน่นอน”
“แพ้ให้กับอาวุธวิเศษที่ทรงพลังเช่นนี้ ไม่ใช่ความผิดของเ้า เ้าไม่ต้องคิดมาก”
“ข้าเชื่อว่าหากไม่มีอาวุธวิเศษชิ้นนั้น เ้าเด็กนี่ก็ต้องถูกมีดอัคคีของเ้ากรีดฟันจนเืไหลหมดตัวไปนานแล้ว”
เขากลัวว่าอวี๋ถงจะรู้สึกสิ้นหวัง กลัวว่าจะหดหู่จนไม่ฟื้นคืนขึ้นมาอีกเพราะความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ดังนั้นจึงฉวยโอกาสตอนที่ยังมีเวลาพูดเกลี้ยกล่อมนางต่อหน้าเนี่ยเทียน
“หึ อย่าไปฟังที่เขาพูดเหลวไหล” เนี่ยเทียนแนบริมฝีปากเข้าใกล้ใบหูของนาง พูดด้วยเสียงแ่เบา “หากข้าอาศัยอาวุธวิเศษ แล้วเ้าล่ะ... ก็ไม่เป็เหมือนกันหรอกหรือ?”
“ไม่มีโล่ชิ้นนั้น แค่ข้าใช้เพลงหมัดเพลงเดียวก็สามารถโจมตีเ้าให้พ่ายแพ้ย่อยยับได้เหมือนกัน”
“เ้าเองก็รู้ ตอนนั้นที่ข้าหลอมลมปราณขั้นแปด ก็สามารถใช้หมัดเดียวเอาชนะเ้าได้ถึงสองครั้งติด”
“ครั้งที่สาม เ้าใช้ตาข่ายปฐีเวทต้องห้ามของสำนักโลหิตก็ยังสังหารข้าไม่ได้ ทั้งตัวเองยังโดนพลังโจมตีกลับ ด้วยไม่ใช่หรือ?”
“อวี๋ถงเอ๋ยอวี๋ถง เ้าไม่มีทางเป็คู่ต่อสู้ของข้าได้ เ้ายอมรับเสียเถอะ”
“ไม่ว่าจะมีอีกกี่ครั้ง เ้าก็ต้องพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของข้า วันนี้เป็เช่นนี้ วันหน้าก็ไม่ต่างกัน”
“...”
ขณะที่เฟิงหลัวพูดเกลี้ยกล่อมอวี๋ถง เนี่ยเทียนก็ยังพูดโจมตีนางเสียงเบาอย่างสบายอารมณ์ หมายจะปลูกฝังเงามืดแห่งความพ่ายแพ้ลงไปในใจนาง ทำให้เมื่อใดที่นางคิดถึงตนก็จะต้องรู้สึกอัปยศและพ่ายแพ้ทุกครั้ง
นี่คือการปลูกฝังเมล็ดพันธ์ด้านลบที่ไม่สามารถเอาชนะได้ตลอดกาลลงไปในใจของอวี๋ถง
เขารู้ว่าการต่อสู้ระหว่างเขาและอวี๋ถงคงยังต้องดำเนินต่อไปอีกหลายครั้ง คู่ต่อสู้เช่นนี้ ขอแค่เขาคว้าโอกาสเอาไว้ได้ เขาย่อมโจมตีอย่างไม่เกรงใจอยู่แล้ว
อวี๋ถงที่ถูกเขายั่วยุด้วยคำพูดอยู่หลายครั้ง ใบหน้าเริ่มเย็นเยียบ อยากจะหันกลับไปฆ่าเขาโดยไม่ต้องสนใจสิ่งใดอีก
ทุกครั้งที่คิดเช่นนี้ มีดโค้งของเนี่ยเทียนก็จะย้ายมาที่ข้างแก้มของนางคล้ายตั้งใจและทั้งคล้ายไม่ตั้งใจ เตือนให้นางรู้ว่าอยู่ในการควบคุมของคนอื่น หากกล้าขยับตัวไปเรื่อยแล้วนางจะต้องเผชิญกับสิ่งใด
อวี๋ถงลมหายใจถี่กระชั้น หน้าอกสาวที่ผลิพุ่งกระเพื่อมไหวน้อยๆ ก่อกลายเป็เส้นโค้งงอที่งดงาม
เนี่ยเทียนอยู่ใกล้นางมากถึงเพียงนี้ สามารถได้กลิ่นหอมหวานเย้ายวนจากใบหูของนาง ขณะที่เนี่ยเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่ต่ำ เส้นสายตาของเขาก็มองเห็นหน้าอกของนางที่กระเพื่อมขึ้นจากลมหายใจถี่ระรัว
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เนี่ยเทียนพลันเกิดความรู้สึกผิดปกติ หัวสมองพร่าเลือนตาลาย แลบลิ้นออกมาเลียที่ติ่งหูของอวี๋ถงเบาๆ หนึ่งครั้ง
ร่างของอวี๋ถงพลันแข็งค้าง
ดูเหมือนว่านางเองก็รู้สึกมึนงงเล็กน้อย คล้ายยังตั้งตัวไม่ทัน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ทว่าเพียงแค่ชั่วครู่เดียว นางก็เข้าใจขึ้นมาโดยพลัน
“เนี่ยเทียน!”
ไม่สนใจอีกต่อไปว่ามีมีดวางทาบอยู่บนใบหน้า อวี๋ถงฝืนขัดขืนหันตัวกลับมาอย่างบ้าคลั่ง หมายต่อสู้กับเขาอย่างไม่กลัวตาย
ดวงตาคู่งามของนางลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ คล้ายแม่เสือตัวหนึ่งที่โกรธจัด อยากจะฉีกเนี่ยเทียนออกเป็ชิ้นๆ แล้วเขมือบกลืนทั้งเป็
“เ้าเด็กหื่นกาม!”
เฟิงหลัวเองก็สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆ นั้นของเนี่ยเทียน แล้วก็ถูกกระตุ้นให้เดือดดาลขึ้นมาอย่างฉับพลัน ตวาดเสียงดังราวฟ้าผ่า
เนี่ยเทียนบังอาจลวนลามอวี๋ถง!
เงาเืมากมาย แสงสีเืดุร้ายหลายกลุ่มก้อนพลันลอยออกมาจากน้ำสีเืใต้ฝ่าเท้าของเขา แล้วพุ่งเข้าใส่เนี่ยเทียนทันที
เนี่ยเทียนที่มีความผิดติดตัว ตอนที่อวี๋ถงดิ้นรนจะสลัดร่างให้หลุดจึงไม่ได้กรีดมีดนั้นลงไปบนผิวของนาง รอจนอวี๋ถงบุกเข้ามาหาอย่างบ้าคลั่ง เขาก็เกิดความขลาดกลัวขึ้นเป็ครั้งแรก
เขาเองก็รู้สึกผิดเช่นกัน ตระหนักได้ว่าการกระทำเล็กๆ ของตัวเองก่อนหน้านี้หมายความเช่นไรต่ออวี๋ถง
“เอ่อ... คือว่า... เมื่อครู่ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น”
สีหน้าเขากระอักกระอ่วน รีบถอยหลังกรูด และทดลองติดต่อกับัเพลิงตัวนั้น
ัเพลิงตัวนั้นที่เรือนกายยาวเกือบสี่สิบเมตรซึ่งบิดเบือนอยู่กลางอากาศ พลันพุ่งเข้าใส่เฟิงหลัว
ส่วนเนี่ยเทียนหมุนตัวกลับ ไม่สนใจเฟิงหลัวและอวี๋ถงที่เคียดแค้นอยู่ด้านหลังอีก ไล่ตามพวกพันเทาไปโดยไม่เหลียวหลัง
-----
[1] หนึ่งเค่อเท่ากับสิบห้านาที ครึ่งเค่อประมาณ 7-8 นาที
