“ขโมย!!”
“...”
สิ่งแรกที่เฉินอวี๋ทำหลังจากฟื้นตัว แล้วพบว่ามีคนแปลกหน้าอยู่ใกล้ๆ มือเต็มไปด้วยสิ่งของและสัตว์ ก็คือโจรย่องเบาที่ชอบลักขโมยเท่านั้น เขาจึงะโลั่นด้วยความใ
เสียงของเด็กนั้นแหลมและบาดใจมาก ทำให้คนเจ็ดหรือแปดคนขมวดคิ้วจนดูน่ากลัวมีจุดประสงค์ร้ายเข้าไปใหญ่
บูมมม!!!
เฉินต้าเป็คนแรกพุ่งผ่านประตูรั้วเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ทันเวลาพอดีที่จะเห็นใบหน้าอันน่าเกรงขามของคนเ่าั้ เขาคำรามแล้วะโใส่อย่างดุร้ายทันที
“โฮ๊กกก!!”
“เหว้อ”
“อะไรกัน”
“เด็กคนนี้บ้าไปแล้ว”
“…”
“…”
เสียงคำรามที่น่ากลัวนี้ ฟังดูไม่เหมือนเสียงมนุษย์ ทำให้คนเจ็ดหรือแปดคนใ จนถอยหลังไปหนึ่งก้าวใหญ่เกิดเป็ความโกลาหล
“เกิดอะไรขึ้น?”
เสียงเอะอะโวยวาย ทำให้เฉินเหนียนอู่รีบวิ่งออกจากบ้านโดยที่ยังไม่ได้ใส่รองเท้า
นางที่วิ่งออกมาเห็นประตูบ้านพังเสียหาย ไม่ไกลกันก็มีกลุ่มคนที่กำลังสู้กับเฉินต้าอยู่
“ท่านตา มีคนกำลังจะขโมยถังแก๊ส”
อูก้าาาาา!!~~~~
สิ้นเสียงะโของเฉินเหนียนอู่ ท่านตาที่น่าจะนอนหลับอยู่ในห้อง เขาก็วิ่งทะลุผนังบ้านดัง “โครม” ทิ้งรูใหญ่รูปคนไว้เื้ักระโจนร่วมวงต่อสู้
“แด่เทพีผู้หลับใหล เหนือสิ่งอื่นใดในสากลโลก”
“โปรดมองพลังแห่งการตื่นรู้และทำลายแก่สาวกเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์”
“ออกไปเลย…สโนวบอล”
ไม้กายสิทธิ์เล็กๆ ในมือส่องแสงจ้า มวลหิมะรอบตัวเคลื่อนไหวรวมเป็ก้อนเล็กๆ เท่าผลส้ม พุ่งไปใส่เป้าหมายด้วยความเร็ว ได้ยินเสียงแตกเปาะแปะหลายครั้งจากการถูกก้อนหิมะกระแทกหน้า เนื้อสัตว์ ปลา ผลไม้ ไก่ เป็ด และห่านที่คนเ่าั้ถือ ก็ดิ้นหลุดวิ่งหนีเข้ามาในบ้านร้อง “ก๊าบๆ” ด้วยความใ
สถานการณ์ที่โกลาหลอยู่แล้วก็ยิ่งวุ่นวายเข้าไปอีก ทำให้เฉินอวี๋ที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้ก้าวเท้าหรือขยับอะไรตกตะลึง
นึกว่าแม่มดกำมะลออย่างพี่สาวจะไม่มีพลังต่อสู้? แต่ดุแล้วค่อนข้างดุร้ายและสร้างความวุ่นวายในรูปแบบพื้นที่กว้างพอควร
เฉินเหนียนอู่เอามือข้างหนึ่งเท้าสะเอว อีกข้างถือไม้เล็กๆ ทำท่าขึงขังพยายามเลียนแบบความองอาจเหมือนแม่ ชี้ไปที่พวกกลุ่มคนที่กำลังร้องโหยหวนวิ่งไล่จับไก่ เป็ด และสู้กับเฉินต้าและท่านตาอยู่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงน่ากลัวว่า
“พวกแกทำอะไรที่บ้านคนอื่น? พยายามรังแกและลักพาตัวน้องชายของเราเหรอ? เดี๋ยวแม่คนนี้ก็สาปให้กระเจี๊ยวหดตัวนกเขาขันไม่ขึ้นเป็ปีซะหรอก”
“…”
“…”
เสียงเอะอะโวยวายนี้ ทำให้เพื่อนบ้านทุกคนต้องออกมาดู ฮูหยินหยู่ซื่อซึ่งอาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน เห็นเพียงเด็กๆ แต่ไม่เห็นเฉินถั่วถง เมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางจึงบอกลูกสองคนให้อยู่บ้านก่อนแล้วรีบวิ่งไปช่วยเหลือในที่เกิดเหตุ
แต่ก่อนที่นางจะทันก้าวออกจากประตูบ้าน นางก็เห็นลูกสาวคนรองของครอบครัวแซ่เฉิน โบกไม้เล็กๆ อันหนึ่งในมือและสั่งการก้อนหิมะได้ ซึ่งทำให้นางที่เห็นหยุดชะงักโดยไม่รู้ตัว คนอื่นอาจดิ้นรนหนีตายจากการทุบตีของเฉินต้าและชายชราอยู่ จึงไม่เห็นฉากนี้ั้แ่ต้น แต่ฮูหยินที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุมากกว่าเพื่อนบ้านคนอื่น มันก็เต็มตามากจนสงสัยว่าตัวเองหลอนจากอาการป่วย
หิมะที่ไร้ซี่งชีวิต ไหนเลยจะขยับเองได้เพียงแค่คำพูดประหลาดของเด็กคนหนึ่ง เป็ไปได้ที่สุด น่าจะเป็เพราะแรงสั่นะเืของกำแพง ทำให้หิมะที่อยู่บนหลังคาบ้านไหลตกลงมาจนนางตาฝาด
ใช่
มันต้องใช่แน่ๆ
“…”
เมื่อเหตุการณ์หยุดชะงัก เหล่าชายที่ถูกเฉินเหนียนอู่ตีด้วยไม้เล็กๆ แล้วได้ยินคำพูดของนาง ต่างก็แสดงสีหน้าสงสารต่อความอยุติธรรมที่ได้รับ
เมื่อถือไก่ เป็ด และจับห่านที่หลุดได้ พวกเขาที่ยังคงใกับความดุร้ายของบ้านนี้ไม่หาย จึงรีบอธิบายแก้ตัวออกมา
“ช้าก่อนคุณหนู”
“พวกเราไม่ใช่คนเลว เรามาที่นี่เพื่อขอเรียนรู้เป็ศิษย์ของนายช่างปั้นใหญ่มืออาชีพต่างหาก!”
“ไก่และเป็ดพวกนี้เป็ของเราไม่ได้ขโมยมา”
“…”
ทุกคนที่รวมกลุ่มยืนอยู่อีกฝั่งของถนน รีบชูมือทำท่าทางให้ครอบครัวแซ่เฉินใจร่มๆ
“มาขอเป็ลูกศิษย์?” เฉินเหนียนอู่ดูงุนงง
“ใช่แล้วคุณหนู นี่ใช่เรือนของนายช่างปั้นใหญ่แซ่เฉินใช่หรือไม่? เรามาขอเป็ศิษย์ของเขาด้วยใจจริง” คำพูดของผู้นำ ทำให้พวกเขาพยายามพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“เรียนรู้? ….เรียนรู้จากพ่อที่ไม่ได้เื่ของข้าเนี่ยนะ?”
นี่!!
ใครคือพ่อที่ไม่ได้เื่?
นางหมายถึงนายช่างปั้นใหญ่เฉินมืออาชีพหรือเปล่า?
แต่ลูกที่ดีควรยกย่องพ่อตัวเองไม่ใช่เหรอ?
หรือเราจะมาผิดบ้านว่ะ?
“…”
“…”
คำพูดที่ตั้งใจของเฉินเหนียนอู่?
ทำให้พวกเขาที่ได้ยินผงะเล็กน้อย แต่เห็นชัดๆ ว่าป้ายไม้้าทางเข้าเรือน เขียนชื่อว่า “ครอบครัวแซ่เฉิน” กำกับไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นพวกเขาก็น่าจะมาถูกที่ จึงพยายามอธิบายอย่างใจเย็น ว่าสัตว์ในมือพวกเป็ด ห่านและไก่ ้าเอามาเป็ค่าขึ้นครูเท่านั้น จนในที่สุด เฉินอวี๋และพี่น้องอีกสามคนก็เข้าใจ ว่าคนที่ดูไม่เหมือนคนดีและแอบมาวนเวียนอยู่หน้าบ้าน แท้จริงแล้วก็มาที่นี้เพื่อเรียนรู้วิธีสร้างเตียงคั่งจากพ่อของพวกเขา
สิ่งนี้ช่วยไม่ได้ ครอบครัวแซ่เฉินสนใจแต่ครอบครัวตัวเองเท่านั้น แม้แต่วันปกติ นอกจากเด็กครอบครัวหยู่สองคนบ้านตรงกันข้ามกัน ก็ไม่ค่อยออกไปสังสรรค์กับใครหรือไปเล่นกับเด็กที่ไหนเลย จึงไม่เคยรู้จักกลุ่มคนเหล่านี้สักเท่าไหร่ ว่าคนเหล่านี้นี่แหละ ที่ล้มเหลวในการเลียนแบบเตียงคั่งมาก่อน จนถูกหลิวจงจับไปขังคุกแล้วผู้นำสองสามคนของพวกเขาพึ่งถูกปล่อยตัวออกมา
พวกเขาไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่มันคือการหาหนทางเลี้ยงชีพ และค่านิยมของพวกเขาไม่รู้จักคำว่าลิขสิทธ์หรือการคุ้มครองสินค้า แค่เห็นอะไรที่สามารถทำเงินได้ก็พยายามทำตาม ซึ่งการสร้างเตียงคั่ง คือสิ่งที่ซับซ้อนไม่ใช่สิ่งที่จะเรียนรู้ได้จากการมองและการเลียนแบบ
“จริงเหรอ?” เฉินเหนียนอู่มองไปยังเพื่อนบ้านที่กำลังดูเหตุการณ์วุ่นวายอยู่ แล้วถามด้วยความไม่ไว้ใจ
เพื่อนบ้านทุกคนพยักหน้า แสดงว่าพวกเขารู้จักชายทั้งแปดคน เป็กลุ่มมีฝีมือเคยเกี่ยวกับงานปั้นมาก่อนจริงๆ ไม่ได้เป็ขโมยหรือคนไม่ดีอะไรขนาดนั้น
เมื่อมองดูชายฉกรรจ์น้อยใหญ่ทั้งแปดคน พวกเขากลับถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งทำให้หวาดกลัวจนยอมจำนน ซึ่งดูแล้วเป็ภาพที่ตลกมาก
ไม่มีใครรู้ว่าใครเริ่มหัวเราะก่อน แต่ไม่นานทั้งถนนเขตตรอกเล้าหมูก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะคิกคัก
“เวลาไปเยี่ยมบ้านใครก็ควรวางตัวให้เหมาะสม จู่ๆ ก็มาปรากฏตัวที่ด้านหลังคนอื่นใกล้ๆ นอกจากมือเต็มไปด้วยของมากมายแล้วยังมาทำหน้าดุดันแบบนี้อีก ข้าจะรู้ได้ยังไงว่าเป็คนดีหรือหัวขโมย?”
คำพูดเชิงสั่งสอนของเฉินอวี๋วัยสี่ขวบ ทำให้ชายทั้งแปดคนมองหน้ากัน และชายที่อายุมากที่สุดในกลุ่มก็ถามอย่างอึดอัดว่า “ขออภัยคุณชายน้อยที่ทำให้ใ คือว่าเราไม่รู้ว่าจะทักทายอย่างไรดี ว่าแต่ตอนนี้ไม่ทราบว่า…”
เฉินอวี๋ไม่คิดจะยืนฟัง เขาโบกมือให้ท่านตา เฉินต้าและคนอื่นๆ เก็บฟืนแล้วปิดประตูเดินเข้าบ้าน ทำเอาคนด้านนอกยืนตะลึงและพูดไม่ออก
“พ่อและแม่ของข้าไม่อยู่บ้าน กรุณากลับมาอีกครั้งภายหลังเมื่อพ่อของเรากลับมา!”
เสียงใสๆ ของเด็ก ดังสะท้อนมาจากลานบ้านด้านใน เมื่อเทียบกับท่าทีที่ดุดันของเฉินเหนียนอู่แล้ว น้ำเสียงของเฉินอวี๋กลับอ่อนโยนกว่ามาก ซึ่งเป็วิธีหนึ่งในการเปิดทางให้คนทั้งแปดไม่หมดสิ้นหนทาง
อีกฝั่ง เมื่อฮูหยินหยู่เห็นว่าตนเองไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ นางจึงส่ายหัวด้วยความขบขัน ไอเบาๆ จากความหนาว แล้วหันหลังกลับบ้านไปอยู่กับลูกๆบนเตียงคั่งที่อบอุ่น
ที่บ้านไม่มีผู้ใหญ่ มีแค่เด็กและคนแก่ที่น่ากลัว นอกจากความเข้าใจผิดและความขัดแย้งเล็กน้อยแล้ว คนแปดคนที่อยู่หน้าประตูจึงมองหน้ากันด้วยใบหน้าที่สิ้นหวัง
“เราจะรออยู่ที่นี่เลยหรือไม่??” เด็กชายเท้าเปล่าสวมเสื้อผ้าบางๆ ถามอย่างลังเล เขากำลังถือปลาสองตัวอยู่ในมือ ซึ่งปลาเ่าั้หยุดดิ้นแล้ว และหยดน้ำบนหางของพวกมันก็เกาะตัวเป็น้ำแข็ง จนทำให้เกิดบรรยากาศที่ชวนอึดอัด
ว่าหลังจากนี้พวกเขาจะเอายังไงต่อ
จะยืนคอยอยู่ที่นี่หรือพอแค่นี้
ทุกคนในกลุ่มที่ทำอะไรไม่ถูก จึงมองไปที่ชายวัยสี่สิบปีมีอายุจมูกหัก ราวกับว่าเขาคือผู้นำกลุ่มและขอให้เขาเป็คนตัดสินใจ
