ติงเซิ้นซาลุกขึ้นแล้วสะบัดชุดของตัวเอง“เชียนจีสุนัขเอ๊ย ไม่เห็นจะเก่งตรงไหน”
เขาลุกขึ้นเก็บมีดเพิ่งจะเริ่มก้าวไปด้านหน้าเขาก็กระอักเืออกมาทันที ร่างกายล้มไปด้านหน้าอย่างไม่อาจควบคุมได้จากนั้นก็สลบไม่ได้สติอีกเลย ศิษย์สำนักต้าติงที่เหลือรีบมาประคองตัวเขาไว้ แล้วพาจากไปอย่างรวดเร็ว
บนถนนร่างของจางติ่งป๋างที่ขาดเป็สองท่อนยังคงอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครกล่าวถึงเลยสักคำ
ด้านหน้าตรอกมีชายหนุ่มสวมชุดสำนักต้าติงยืนอยู่เขาหยิบทองออกมาสองก้อน แล้วยื่นให้คนที่เดินผ่านมา “ช่วยเอาร่างนั้นไปฝังให้ข้าหน่อย”
“หา?”
คนที่เดินผ่านทางคนนั้นชะงักไป เขาไม่กล้าเดินเข้าไปรับแต่กลับมองทองสองก้อนนั้นอย่างไม่วางตาสุดท้ายก็ทนไม่ได้ยื่นมือไปหยิบมันมา “ฝังไว้ที่ไหน?”
“ที่ไหนก็ได้”
คนของสำนักต้าติงพูดเพียงเท่านั้นก็เดินจากไป
“แปลกคนจริง ๆ”
คนที่เดินผ่านทางบ่นพึมพำกับตัวเองจากนั้นก็ไปซื้อผ้าห่อศพกับป้ายชื่อและจ้างคนอื่นให้ช่วยตนเอาศพนี้ไปฝังนอกเมืองทั้งหมดใช้เงินไปเพียงสามตำลึงเท่านั้น เงินที่เหลือเพียงพอให้เขามีเงินใช้ไป่หนึ่งเลยทีเดียวไม่เคยคิดเลยว่ากลางถนนมีคนตายแบบนี้แต่หน่วยฟางกู้ไม่ออกมาสนใจเลยแม้แต่น้อย
หลังจากจ้างคนฝังศพศิษย์ร่วมสำนักแล้ว เขาก็เดินผ่านถนนหนึ่งสายพอถึงปากตรอกก็ขวางศิษย์จากสำนักต้าติงกลุ่มนั้นเอาไว้พอดี เมื่อคนพวกนี้เห็นชายหนุ่มที่ยืนขวางต่างก็ชะงักไปทันทีพวกเขาใจนร่างกายสั่นเทา
“ศิษย์...ศิษย์พี่ซู”
หนึ่งในศิษย์สำนักต้าติงตอบสนองสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เขารีบยกมือขึ้นคารวะ“ศิษย์พี่ซู”
คนที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่ซูมองไปที่ติงเซิ้นซาจากนั้นก็พูดขึ้นเบา ๆ “อย่าส่งกลับไปที่สำนักเลย ส่งไปที่จวนท่านรองเ้ากรมพิธีการเถอะบุตรชายเขาเกือบตายขนาดนี้ อย่างไรเสียเขาก็ต้องหาวิธีช่วยแน่”
ศิษย์สำนักต้าติงคนนั้นรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว“เราจะทำตามที่ศิษย์พี่ซูแนะนำ”
ชายคนนั้นคือซูเฟยหลุนแห่งสำนักต้าติงนั่นเอง
“ใครให้พวกเ้ามาฆ่าอันเจิง” เขาถาม
มีคนตอบขึ้นอย่างรวดเร็ว “คือ...เป็คำสั่งของท่านเ้าสำนัก”
อืม...ซูเฟยหลุนตอบกลับ“คนในสำนักต้าติงออกมามีเื่ทั้งที เข้าไปสู้ถึงสองคนแต่ก็ยังแพ้อีก น่าขายหน้าสิ้นดี”
เมื่อพูดจบเขาก็เดินจากไปและหายไปจากถนนเส้นนี้อย่างรวดเร็วเหลือเพียงเสียงถอนหายใจโล่งอกของใครบางคน ราวกับหลุดจากโทษปะาก็ไม่ปานหนึ่งในนั้นถามขึ้น “ศิษย์พี่ซูจะไปหาอันเจิงหรือไม่นะไปช่วยพวกเรากู้หน้าของสำนักกลับมา?”
อีกคนในนั้นส่ายหน้าทันที “อย่างอันเจิง...ไม่คู่ควรให้ศิษย์พี่ซูลงมือเองหรอกเป้าหมายคู่ต่อสู้ของศิษย์พี่ไปถึงขั้นที่สูงมากกว่านั้นแล้วล่ะ”
“ได้ยินมาว่าศิษย์พี่ซูมีพลังสูงกว่าขอบเขตจุติ์แล้วหรือ?”
“ต่อให้ศิษย์พี่จะมีพลังอยู่ในระดับกิเลสมารก็ไม่ใช่เื่แปลกเพราะเขาคือซูเฟยหลุนเชียวนะ ซูเฟยหลุนที่ใต้หล้านี้มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น”
คนเหล่านี้ไม่กล้าเสียเวลาพวกเขารีบยกตัวของติงเซิ้นซาวิ่งไปยังจวนของรองเ้ากรมพิธีการ
อันเจิงเดินตามเชียนจีหกคนนั้นไป สุดท้ายก็ถามขึ้นอย่างอดไม่ได้“ที่พวกเ้าสั่งสอนเมื่อครู่เป็คนตระกูลติง เป็ตระกูลที่สูงส่ง เขาใช่บุตรชายของรองเ้ากรมพิธีการหรือไม่?”
“ใช่” เชียนจีที่เดินอยู่ด้านหน้าตอบกลับโดยไม่ได้หันหลังกลับมามองอันเจิง
“แล้วเ้ายังกล้าลงมือรุนแรงขนาดนั้นเชียวหรือ” อันเจิงพูดระคนหัวเราะ
เชียนจีตอบกลับ“ไม่ได้ฆ่าให้ตายในทีเดียว ไม่ถือว่ารุนแรง”
“คำสั่งที่เรียกพวกเ้ากลับหน่วยทหารเมื่อครู่เป็ของปลอมใช่หรือไม่?” อันเจิงถาม
“ใช่ แต่เขามีตราของหน่วยทหาร”
“หน่วยทหารก็ถูกคุกคามไม่น้อยแม้แต่ตราประจำตัวยังถูกปลอมแปลงขึ้นมา”
“ฉะนั้นหน่วยทหารยังตายไม่มากพอ”
เชียนจีตอบกลับด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกจากนั้นก็เร่งฝีเท้าไปด้านหน้า อันเจิงเร่งฝีเท้าตามพวกเขาไปเพียงไม่นานพวกเขาก็ถึงหน่วยทหารแล้ว
เชียนจีทั้งหกพาอันเจิงไปส่งที่หน้าห้องของเฉินไจ่เหยียนเสนาบดีคนใหม่ของหน่วยทหาร จากนั้นพวกเขาก็วางมือเอาไว้บนดาบโลหิตและยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูอันเจิงยังไม่ทันจะยกมือเคาะประตูก็ได้ยินเสียงเฉินไจ่เหยียนพูดมาจากในห้อง“เข้ามาสิ”
อันเจิงเปิดประตูเข้าไป เขาเห็นเฉินไจ่เหยียนนั่งอยู่ท่ามกลางกองกระดาษมากมายบนโต๊ะนอกจากจะมีกระดาษต่าง ๆ แล้ว ยังมีถ้วยข้าวและจานกับข้าวอยู่ด้วย ทว่าทั้งข้าวและกับต่างก็เย็นหมดแล้ว
ดวงตาเฉินไจ่เหยียนจ้องไปที่กระดาษบนโต๊ะขณะที่ในมือกำลังถือตะเกียบอยู่ เขาเขี่ยข้าวเข้าปากและยื่นตะเกียบไปคีบผักในจานแต่ยังไม่ทันคีบผักได้สักชิ้นก็นำตะเกียบกลับเข้าปากแล้ว จากนั้นก็เคี้ยวต่ออย่างไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่ได้คีบผักมา
“นั่งก่อนสิ”
เฉินไจ่เหยียนหยิบพู่กันแล้วเขียนอะไรบางอย่างไปบนกระดาษนั้นสักพักก็พลิกไปอีกหน้า กระดาษทางซ้ายมือของเขากองสุมเป็ตั้ง แต่กระดาษฝั่งขวากลับเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบมันถูกแบ่งออกเป็สามกองด้วยกัน
“เื่ทั่วไปก็ต้องมีหนักเบา งานเหล่านี้มีบางส่วนต้องรีบส่งเข้าไปในตำหนักวิหาร์ทันทีและบางส่วนหน่วยทหารก็จัดการเองได้เลย ฉะนั้นต้องแบ่งออกมาอย่างละเอียด”
เฉินไจ่เหยียนยกถ้วยข้าวขึ้นมาอีกครั้งแล้วกินจนหมดถ้วยในสามสี่คำ
อันเจิงสังเกตเห็นว่าเขาไม่ได้กินกับข้าวเข้าไปแม้แต่คำเดียว
เฉินไจ่เหยียนมองกระดาษในมือพลางพูดขึ้น“เ้าคิดว่าอย่างไร?”
อันเจิงตอบกลับ “ไทเฮาเป็คนสั่งการ?”
เฉินไจ่เหยียนพยักหน้า“ต้องเป็แบบนั้นอยู่แล้ว ไม่งั้นจะเป็ใครไปได้ เ้าเข้าเฝ้าาาตามลำพังกว่าหนึ่งชั่วโมงแบบนี้ดูมีพิรุธอย่างมากหากไทเฮาไม่จัดการเื่นี้สิแปลก าาทรงอยากได้คนมีความสามารถเป็อย่างมากถึงได้ทรงทำแบบนั้นลงไป”
“ทหารเชียนจีทำร้ายบุตรชายท่านรองเ้ากรมใต้เท้าไม่กลัวจะเกิดปัญหาอีกรึ?”
“เกิดเื่?หากกล้าก่อเื่น่ะสิแปลก อีกอย่าง เขาได้เป็เสนาบดีของกรมพิธีการตั้งนานแล้วคนคนนี้เป็สุนัขรับใช้ของไทเฮา แต่เขาก็เป็กำแพงหญ้าที่โอนเอนง่ายเพราะรู้ว่าไทเฮามีอำนาจมากกว่าจึงเลือกฝั่งนั้นแต่เขาก็ยังกังวลว่าราชสำนักอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ฉะนั้นจึงไหวเอนไปมาตลอดเวลาจะว่าไปแล้ว เด็กคนนั้นดูจะเลือกได้เด็ดขาดกว่าบิดาตัวเองเสียอีก รู้ว่าอยู่ฝั่งไหนแล้วคนอื่นจะไม่กล้าลงมือกับตน”
เฉินไจ่เหยียนวางกระดาษในมือลง“วันมะรืนสำนักวรยุทธ์ชางจะทดสอบแล้ว เ้าเตรียมตัวรึยัง?”
อันเจิงตอบกลับ “หากวันมะรืนข้ายังไม่ตายเช่นนั้นก็ถือว่าเตรียมตัวเสร็จแล้ว”
เฉินไจ่เหยียนหัวเราะ “ไม่ตายหรอกน่านับจากวันนี้เป็ต้นไปเชียนจีจะไม่ห่างเ้าแม้แต่ก้าวเดียว”
อันเจิงส่ายหน้า “อย่าเลยข้าไม่ชอบให้คนอื่นมาจับจ้องตอนข้านอน โดยเฉพาะผู้ชาย”
เฉินไจ่เหยียนนั่งตัวตรงจากนั้นก็ขยับไหล่คลายเมื่อยเล็กน้อย “นี่คือสิ่งที่หน่วยทหารติดค้างเ้าความจริงแล้วเ้ายังไม่ได้เลือกอย่างชัดเจนว่าตัวเองอยู่ฝั่งไหน แต่จุดที่เ้าอยู่กลับกลายเป็จุดสนใจของทั้งสองฝั่งแต่ถึงอย่างนั้น เื่นี้ก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว คนส่วนใหญ่รู้จักเ้ามากขึ้นต่อไปในอนาคตมันก็อาจช่วยเหลือเ้าได้”
“หรืออาจทำให้ตายเร็วกว่าเดิม” อันเจิงพูดต่อ
เฉินไจ่เหยียนก้มหน้ามองกระดาษบนโต๊ะ“เื่ทุกเื่ก็มีสองแง่เสมอ มีดีก็มีร้าย หากตายก่อนสิ่งดี ๆ จะมาถึงก็ถือว่าเป็เื่ธรรมดา”
อันเจิงอยากถามออกไปว่าการตายของท่านเสนาบดีเกี่ยวข้องกับท่านหรือไม่แต่คำถามเหล่านี้ก็ถูกหยุดไว้ที่ริมฝีปากของเขาเท่านั้น
เฉินไจ่เหยียนราวกับรู้สึกได้ว่าอันเจิงอยากพูดอะไรบางอย่างแต่กลับเงียบไปเขาเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง “ปัญหาร้อยแปดพันเก้า แต่เื่ของแคว้นสำคัญที่สุดวันนี้ข้ายังอยู่หน่วยทหาร ไม่ว่าอย่างไรหน่วยทหารก็ยังเป็หน่วยทหารนี่เป็บทสรุปที่ดีที่สุดแล้วล่ะ หากไม่มีข้าแล้วหน่วยทหารคงกลายเป็ทุ่งดอกไม้ของไทเฮาแน่เ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ กลับไปเตรียมตัวทดสอบเข้าสำนักวรยุทธ์ชางด้วยล่ะจริงด้วย...เื่ที่เ้าเสนอให้สตรีเข้ามาเรียนในสำนักวรยุทธ์ชาง ข้าทูลขออนุญาตกับาาแล้วทรงไม่ได้คัดค้านอะไร”
เหตุผลที่มู่ฉางเยียนไม่ได้คัดค้านก็เพราะเขากำลังสร้างตัวตนให้ตัวเองอยู่ไม่อย่างนั้นคนในแคว้นเยี่ยนก็คงจะรู้จักแต่ไทเฮา ไม่มีใครรู้จักาาแล้ว
อันเจิงพยักหน้า “ขอบคุณใต้เท้า”
เขาลุกขึ้นและเตรียมตัวจะจากไป เฉินไจ่เหยียนเงยหน้าแล้วพูด“เื่นี้ต้องเป็ไปอย่างราบรื่น เพราะว่า...ไทเฮา”
คำพูดนี้ดูสับสนอยู่มาก อันเจิงไม่แน่ใจว่าเฉินไจ่เหยียนกำลังคิดอะไรอยู่
ต่อไปเื่นี้ก็จะราบรื่นเหมือนที่อันเจิงคิดเอาไว้วันรุ่งขึ้นก็มีประกาศออกมาติดตามถนนแล้ว ในประกาศเขียนไว้ทำนองว่า หากสตรีมีใจรักแผ่นดินเยี่ยนก็สามารถเข้ารับตำแหน่งอะไรก็ได้ ความหมายในนั้นก็คืออนุญาตให้ผู้หญิงเข้าสำนักวรยุทธ์ชางได้ไม่เพียงแค่สำนักวรยุทธ์ชางเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสำนักอื่น ๆ ด้วย
อันเจิงเข้าใจถึงคำพูดที่สับสนของเฉินไจ่เหยียนได้ทันที...ไทเฮาได้ทรงทำเื่ที่ถูกต้องอยู่เื่หนึ่งเพราะนั่นถือเป็การทำเพื่อตัวพระนางเองด้วย
ทุกคนต่างรู้ดีว่าตอนนี้าามู่ฉางเยียนเป็เพียงหุ่นเชิดเท่านั้นอำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือของไทเฮาจนหมด ที่ผ่านมาไทเฮาไม่เคยทรงเรียกตัวพระนางเองว่าาานั่นเป็เพราะในอดีตไม่เคยมีสตรีขึ้นครองราชย์มาก่อน แต่ตอนนี้อันเจิงได้เสนอสิ่งที่ไทเฮาทรงคิดไว้มานาน หากสตรีสามารถเป็ทหารได้ เช่นนั้นสตรีก็สามารถทำงานในราชสำนักได้และในที่สุด...สตรีก็สามารถเรียกตัวเองว่าาาได้แล้ว
แน่นอนว่าฎีกาที่เขียนไม่มีชื่อของอันเจิงอยู่ในนั้นและตอนที่เื่นี้ถูกเสนอขึ้นในท้องพระโรงก็ไม่ได้มีการเอ่ยชื่ออันเจิงแม้แต่น้อย
เื่นี้ได้กลายเป็ความเมตตาที่ไทเฮาทรงมีต่อสตรีทั่วหล้าเป็ไทเฮาที่ทรงสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในแคว้นเยี่ยน อันเจิงไม่เคยนึกเลยด้วยซ้ำว่าเื่นี้จะสำเร็จได้เพราะไทเฮา
การทดสอบของสำนักวรยุทธ์ชางสำหรับอันเจิงแล้วไม่ได้ถือว่ายิ่งใหญ่อะไรมากมาย อย่างไรการเข้าไปในสำนักวรยุทธ์ชางก็ไม่ใช่เื่ยากอยู่แล้ว
แต่อันเจิงคิดไม่ถึงว่าในสนามทดสอบจะมีผู้คนมามุงดูเขามากมายขนาดนี้
เมื่ออันเจิงพาตู้โซ่วโซ่ว ชวีหลิวซีและกู่เชียนเยว่มาปรากฏตัวหน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชางนั้น ผู้คนมากมายสองข้างทางปรบมือให้พวกเขาเสียงดังลั่นถนนที่มีความยาวห้ากิโลเมตร ผู้คนนับหมื่นคน และเสียงปรบมือที่ดังไม่ขาดสายไม่ว่าไทเฮาจะนำความดีความชอบเข้าตัวเองมากเท่าไหร่ แต่ประชาชนต่างก็รู้ดีว่าเื่นี้เริ่มมาจากอันเจิง
หากไม่มีอันเจิง สำนักวรยุทธ์ชางก็คงไม่เปิดรับผู้คนกว้างขวางขนาดนี้หากไม่มีอันเจิง สตรีก็ไม่อาจเข้ารับราชการได้ และไม่อาจเข้าสำนักต่าง ๆ เพื่อฝึกพลังวัตรได้เช่นกัน
จริง ๆ แล้วในเมืองนี้ก็มีสำนักวรยุทธ์ที่เปิดสำหรับสตรีโดยเฉพาะแต่เพราะความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม เ้าสำนักของสำนักเหล่านี้จึงไม่มีสิทธิ์นั่งสูงเทียบเท่ากับเ้าสำนักทั่วไป
อันเจิงเดินผ่านเสียงปรบมือของประชาชนเข้าไปในสำนักวรยุทธ์ชางจากนั้นก็เห็นสายตาของผู้ตรวจการสำนักที่หันมามองอย่างสับสน ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์ฝึกสอนที่ยืนห่างไปก็มองอันเจิงด้วยสายตาที่แปลกประหลาดมากยิ่งกว่าหนึ่งในนั้นถึงกับมองมาอย่างไม่เป็มิตร เพราะหลังจากอันเจิงทำให้สำนักวรยุทธ์ชางวุ่นวายหน่วยทหารเลยจัดการอาจารย์ฝึกสอนไปมากกว่าสิบคน อาจารย์ที่เหลืออยู่ในตอนนี้ถึงแม้จะไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีนักกับอาจารย์ที่ถูกจัดการไป แต่อย่างน้อยพวกเขาก็เคยเป็เพื่อนร่วมงานกัน
รังสีแห่งความเกลียดชังที่พุ่งออกมา หนึ่งในนั้นมาจากรองเ้าสำนักเหยียนชวี่นั่นเอง
ทุกคนต่างก็รู้ตำแหน่งของเหยียนชวี่เป็อย่างดีก่อนที่เ้าสำนักคนก่อนจะนำทหารไปสู้และตายในสนามรบตัวเขาเองก็ได้เป็รองเ้าสำนักแล้ว ในตอนนั้นทุกคนต่างคิดว่าเขาจะต้องได้เป็เ้าสำนักคนใหม่แน่นอน
แม้กระทั่งตัวเขาเองก็นึกไม่ถึงว่า ห่าวผิงอันจะเลือกคนที่ไม่มีความรู้ด้านพลังวัตรแม้แต่น้อยมาเป็เ้าสำนักของสำนักวรยุทธ์ชาง
ซางไห่จิง
เขาเป็คนที่ดูอ่อนโยน ผิวขาวเวลาเดินเหินก็มีลักษณะของขุนนางบุ๋นมากกว่าบู๊เขาเดินออกมายืนอยู่ด้านหน้าของทุกคน พลังความแข็งแกร่งดูบางเบากว่าคนอื่นมากโขแต่ชุดที่เขาสวมอยู่เป็ชุดที่มีอำนาจมากที่สุดในสำนัก หลังจากห่าวผิงอันตาย เฉินไจ่เหยียนก็มาพบกับซางไห่จิงและยืนยันให้ซางไห่จิงดำรงตำแหน่งเ้าสำนักเมื่อเป็แบบนี้แล้วความโมโหของเหยียนชวี่จะไม่เพิ่มมากขึ้นได้อย่างไร
ผู้เข้าร่วมทดสอบในวันนี้อย่างน้อยก็มีประมาณเจ็ดร้อยกว่าคนคนเหล่านี้ดูตื่นเต้นและคึกคะนองเป็อย่างมาก
ในจำนวนเจ็ดร้อยกว่าคนนี้ มีเพียงร้อยคนเท่านั้นที่จะสอบผ่านและเข้าสำนักวรยุทธ์ชางได้ที่จริงแล้วจำนวนเจ็ดร้อยกว่าคนนี้เป็คนที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วรอบหนึ่งไม่เช่นนั้นจำนวนคนทั้งหมดจะมากถึงสองพันเก้าร้อยกว่าคนเลยทีเดียว
“อนาถจริง ๆ”
ในสมองอันเจิงปรากฏคำนี้ขึ้นมาผู้เข้าทดสอบเหล่านี้ต้องเผชิญหน้ากับฉากที่น่าอนาถอย่างที่สุด
ส่วนคนที่สามารถเข้าสำนักวรยุทธ์ชางได้ก็เป็จุดเริ่มต้นของความอนาถเช่นกันเพราะพวกเขาไม่เพียงต้องเผชิญหน้ากับสนามรบ แต่ยังต้องเผชิญหน้ากับศิษย์ร่วมสำนักที่เกิดมาในตระกูลที่มียศมีตำแหน่งอีกด้วย
