สวีเซี่ยงหัวคลี่ยิ้มเล็กน้อย "ท้องโตขนาดนี้แล้วอย่าเพิ่งไปเครียดเลย เื่นี้ฉันจะจัดการเอง เธอแค่อยู่เฉยๆ บำรุงร่างกายให้ดี แล้วคลอดหลานสาวคนสวยให้ฉันก็พอ"
สวี่เฟินฟางยังคง้าเบอร์โทรศัพท์ เธอกับฉินฮุ่ยหรูสนิทกันพอสมควร จึงอยากช่วยพี่ชายพูดกล่อมอะไรบางอย่าง แต่ไม่ทันได้อ้าปาก ก็ต้องอ้าปากค้างไปกับข่าว "การแยกบ้าน" ที่หนักหน่วงเกินคาด
สวีเซี่ยงหัวเล่าเื่ราวและผลลัพธ์ของการแยกบ้านให้เธอฟังแบบรวบรัด เพื่อไม่ให้เธอไปได้ยินจากคนอื่นแล้วใกะทันหัน เพราะอย่างไรเสียเธอก็เป็คนท้องแก่
เมื่อได้ฟัง สวี่เฟินฟางใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งเพื่อทำความเข้าใจ ก่อนจะกัดฟันพูดด้วยความเคียดแค้นว่า "พี่สะใภ้ใหญ่เป็คนเลว!" แม้จะเรียกว่า "พี่สะใภ้ใหญ่" แต่ในน้ำเสียงและท่าทางกลับไร้ซึ่งความเคารพ
สำหรับสวี่เฟินฟาง ผู้เป็น้องสะใภ้ หลินหงเจินนั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ในความคิดของเธอ สวี่เฟินฟางควรจะรับใช้ลูกชายสุดที่รักของเธอเยี่ยงทาส พอถึงวัยก็ควรถูกนำไปแลกสินสอดทองหมั้นจำนวนมาก และออกเรือนไปพร้อมกับสินสอดที่น้อยนิด ตัวเธอเองก็ผ่านมาแบบนี้ไม่ใช่หรือ
หลิวหงเจินรู้สึกไม่ชอบสวี่เฟินฟางั้แ่ก้าวเข้าประตูบ้านใหม่ๆ แต่ตอนนั้นยังไม่กล้าแสดงออก กระทั่งคลอดสวีเจียเหวินออกมา เห็นปู่ย่าตายายให้ความสำคัญกับหลานชายเป็อย่างมาก ก็รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจมากขึ้น จึงเริ่มวางมาดพี่สะใภ้ใหญ่ สั่งให้สวี่เฟินฟางซักผ้าอ้อมให้ เธอเองก็ซักผ้าอ้อมให้หลานชายหลานสาวฝั่งแม่มาั้แ่เด็ก ซักเสื้อผ้าทั้งบ้านั้แ่หกขวบ สวี่เฟินฟางอายุเก้าขวบแล้ว ควรจะทำงานบ้านได้แล้ว
แต่สวี่เฟินฟางไม่ใช่คนอ่อนแอ เธอหันหลังกลับไปฟ้องซุนซิ่วฮวา
ซุนซิ่วฮวาจะปล่อยหลิวหงเจินไปได้ยังไงกัน เธอไม่เหมือนพวกคนโง่เง่าที่คิดว่าสะใภ้เป็คนในบ้าน ส่วนลูกสาวเป็คนนอกบ้าน แล้วยอมปล่อยให้สะใภ้บีบคั้นลูกสาวได้ ลูกสาวสุดที่รักของเธอ เธอผู้เป็แม่ยังไม่กล้าสั่งใช้ แล้วหลิวหงเจินเป็ใคร ถึงได้มาใช้ลูกสาวของเธอเยี่ยงสาวใช้!
นั่นเป็ครั้งแรกที่หลิวหงเจินถูกซุนซิ่วฮวาสั่งสอนหลังจากแต่งงานเข้ามา ไม่เพียงแต่คำสั่งสอนจะไม่ทำให้หลิวหงเจินเลิกล้มความคิด แต่กลับยิ่งกระตุ้นให้เธอไม่พอใจมากขึ้น หรือจะเรียกว่า "ความริษยาอย่างลึกซึ้ง" ก็ว่าได้
ทำไมสวี่เฟินฟางถึงไม่เหมือนเธอ ก็เป็ผู้หญิงเหมือนกันนี่ ตอนสวี่เฟินฟางอายุเท่านี้ เธอต้องซักผ้า ทำอาหาร หาหญ้าเลี้ยงหมู ยุ่งอยู่ทั้งวันเหมือนลูกข่าง แถมยังถูกแม่กับพี่สะใภ้ด่าว่ามือช้าอีก
ทำไมสวี่เฟินฟางถึงแตกต่างออกไปได้ เธอไม่ต้องทำงานทั้งวัน แต่กลับได้กินอิ่มหนำแถมยังได้ไปโรงเรียนอีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นสวี่เฟินฟางเรียนต่อประถม มัธยมต้น และวิทยาลัยอาชีวะ นี่ต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน! คุณย่ากับอาและป้าสะใภ้หลายๆ คนนี่โง่สิ้นดี จะเสียเงินส่งลูกสาวเรียนทำไมกัน เลี้ยงดูมาอย่างดีก็ไปเป็ของบ้านอื่นอยู่ดี สู้เอาเงินพวกนี้ไปซื้อเนื้อให้ลูกชายกินเยอะๆ ไม่ดีกว่าหรือ ลูกชายของเธอนี่แหละคือรากฐานของตระกูลสวี่
ด้วยความคิดเช่นนี้ หลิวหงเจินจึงไม่เคยหยุดก่อความวุ่นวาย ไม่ว่าเธอจะรู้ดีว่าต้องถูกซุนซิ่วฮวาสั่งสอน เธอก็ห้ามตัวเองไม่ได้ มันเป็ความรู้สึกที่กัดกินหัวใจอย่างรุนแรง ไม่ก่อเื่ก็ไม่สบายใจ
วุ่นวายจนคุณปู่สวี่ต้องออกมาพูด ซึ่งจริงๆ แล้วเขาก็รู้สึกว่าไม่จำเป็ต้องส่งลูกสาวเรียนต่อ ลูกสาวในหมู่บ้านมีไม่น้อยที่ไม่ได้เรียนหนังสือ สวี่เฟินฟางเรียนจบประถม รู้หนังสือก็พอแล้ว
โชคดีที่ตอนนั้นคนที่หาเงินได้คือสวีเซี่ยงจวินกับสวีเซี่ยงหัว ทั้งสองคนสนับสนุนให้สวี่เฟินฟางเรียนต่อ เศรษฐกิจเป็ตัวกำหนดสถานะในครอบครัว แม้แต่คุณปู่สวี่ก็ทำได้แค่หุบปาก
เมื่อนึกถึงเื่ราวในอดีตเหล่านี้ สวี่เฟินฟางก็กัดฟันกรอด จะไม่ให้เกลียดได้ยังไงกัน เกือบจะถูกหลิวหงเจินทำลายชีวิตไปแล้ว
พลันก็กลับมาดีใจอีกครั้ง สวี่เฟินฟางพูดอย่างยินดีว่า "แยกบ้านก็ดีแล้วค่ะ ต่อไปนี้พี่ก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข" เธอยิ่งรู้สึกว่าบ้านหลังนี้มาได้จังหวะดีจริงๆ ด้วยนิสัยของหลิวหงเจิน ต่อให้แยกบ้านก็ต้องมาหน้าด้านเอาเปรียบอยู่ดี ถ้ายังอยู่ในหมู่บ้านก็คงไม่มีวันได้สงบสุข
ย้ายเข้าเมืองแล้ว เธอก็ยังสามารถช่วยดูแลแม่กับหลานชายบางคนได้ สมัยก่อนอยู่ชนบทก็ไม่สะดวกนัก เวลาส่งของไปให้ก็ต้องถูกบ้านใหญ่แบ่งไปบางส่วน
เธอเป็คนคิดเล็กคิดน้อย ชาตินี้ก็ไม่มีวันลืมสีหน้าของหลิวหงเจินที่ะโโลดเต้นไม่ให้เธอเรียนหนังสือได้ พี่ใหญ่แม้จะไม่ได้แสดงท่าทีโดยตรง แต่เธอก็ไม่ได้โง่ขนาดมองไม่ออกว่าพี่ใหญ่ก็รู้สึกว่าไม่จำเป็ต้องให้เธอเรียนต่อ
ดังนั้น เมื่อสวีเจียเหวินสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายในเมืองได้ และหลิวหงเจินเสนอให้สวีเจียเหวินมาอยู่บ้านเธอ เธอก็ปฏิเสธอย่างไม่ลังเล หลานชายคนอื่นได้หมด ยกเว้นลูกชายบ้านใหญ่ โดยเฉพาะสวีเจียเหวินนั่นแหละคือท่านปรมาจารย์ ถ้ามาอยู่ด้วย เธอก็คงต้องรับใช้เขายิ่งกว่าทาส
"กินข้าวได้แล้ว!" โจวหงจวินะโจากห้องนั่งเล่น
สองพี่น้องจึงเลิกพูดคุย และเดินออกจากห้อง
อาหารมื้อนี้จัดเต็มมาก ทั้งกุ้งนึ่ง, หมูสามชั้นตุ๋นผักแห้ง, ลูกชิ้นทอด, ผัดผักกาดขาวใส่เนื้อ, ผัดหัวไชเท้าฝอย และไข่ตุ๋นกุ้งแห้งกับหอยเชลล์ชามใหญ่
อาหารที่มีเนื้อสัตว์หลายอย่างนั้นโจวหงจวินนำกลับมาจากโรงอาหาร ทั้งประหยัดเวลาและรสชาติดี เขายังนึ่งไข่ต้มกับกุ้งอีกอย่าง ผัดหัวไชเท้าอีกจาน ส่วนอาหารหลักคือข้าวสวยหอมๆ หม้อใหญ่ ไม่มีผักหรือมันเทศผสมเลย เป็ข้าวขาวล้วนๆ
นี่เป็ครั้งแรกที่สวีชิงเจียได้กินข้าวสวยล้วนๆ ในรอบสิบเอ็ดวันที่ย้ายมาที่นี่ แค่คำเดียวก็รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เธอคิดถึงตอนที่สั่งอาหารเดลิเวอรีแล้วเหลือข้าวทุกที รู้สึกผิดบาปขึ้นมาทันที เธอสาบานว่าถ้าได้กลับไป เธอจะไม่ยอมทิ้งอาหารอีกแล้ว ไม่อย่างนั้นเธอจะอ้วนเป็สามร้อยกิโลกรัมเลย
ไม่รู้ตัวเลยว่าข้าวหมดไปแล้วหนึ่งชาม พูดตามตรง สวีชิงเจียยังไม่อิ่ม แต่ก็ไม่กล้าเติมข้าวเพิ่ม ต่อให้เป็ครอบครัวที่สามีภรรยาทำงานทั้งคู่ แต่ปริมาณข้าวสารละเอียดที่ได้รับในแต่ละเดือนก็ไม่เกินสิบจิน ข้าวหม้อนี้อย่างน้อยก็ต้องใช้ข้าวสารหนึ่งจิน
"กินเพิ่มอีกหน่อยสิ เจียเจียผอมเกินไปแล้ว เด็กผู้หญิงอวบอ้วนถึงจะน่ารักนะ" สวี่เฟินฟางตักข้าวให้สวีชิงเจียจนเต็มชาม อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารเด็ก ด้วยเงินเดือนของพี่ชายแล้ว ต่อให้ไม่สามารถกินข้าวสารได้ทุกมื้อ แต่ให้เด็กได้กินบ้างเป็ครั้งคราวก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าต้องเลี้ยงดูทั้งครอบครัว จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อข้าวสารได้เล่า
แม้แต่สวีเซี่ยงหัวเอง เมื่อเห็นลูกๆ หลายคนก้มหน้ากินอย่างเอร็ดอร่อย ก็รู้สึกไม่สบายใจนัก เงินที่เขาหามาได้ลับๆ นั้นไม่อาจเปิดเผยได้ หากกินดีอยู่ดีเกินไป ผู้คนก็จะซุบซิบกันไปทั่ว หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกพูดถึง หากไปเข้าหูคนนอกเข้าแล้วถูกรายงานไปยังคณะปฏิวัติ เขาก็ต้องเดือดร้อนแน่ๆ ดังนั้นเงินที่เขาใช้จึงต้องอยู่ในขอบเขตของเงินเดือน โชคดีที่ตอนนี้แยกบ้านแล้ว ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องระมัดระวังอะไรอีก
หลังจากกินข้าวเสร็จ สวี่เฟินฟางก็เร่งเร้าสวีเซี่ยงหัวกับโจวหงจวินให้รีบไปจัดการเื่บ้านให้เรียบร้อย ถ้ายังไม่ซื้อบ้าน เธอก็รู้สึกไม่สบายใจ
สวีเซี่ยงหัวก็คิดไม่ต่างจากเธอ เื่บ้านนั้นยิ่งเร็วยิ่งดี จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาทีหลัง
"หนูก็จะไปด้วย!" สวีเจียคังกับสวีชิงเจียพูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
สวีชิงเจียค่อนข้างสนใจเื่การซื้อบ้าน ไม่ว่าจะยุคไหน การซื้อบ้านก็ถือเป็เื่ใหญ่ที่สุดอยู่แล้ว!
"ข้างนอกอากาศหนาวจะตาย ออกไปทำไมกัน" สวี่เฟินฟางไม่เห็นด้วย
แต่สวีเซี่ยงหัวกลับไม่รังเกียจที่จะพาเด็กๆ ไปดู บางทีในอนาคตอาจจะไปอยู่ที่นั่น ก็ต้องให้เด็กๆ ชอบ "ไปดูก็แล้วกัน ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว"
เมื่อสวีเซี่ยงหัวพูดออกไปเช่นนั้น สวี่เฟินฟางก็ไม่คัดค้านอีกต่อไป เธอมักจะเชื่อฟังคำพูดของสวีเซี่ยงหัวเสมอ
"หนูก็จะไปด้วย! หนูก็จะไปด้วย!" ผลปรากฏว่าเด็กเล็กสองคนเห็นเช่นนั้นก็เริ่มะโโลดเต้นร้องโวยวาย
เด็กโตสองคนไปก็แล้วไปเถอะ แล้วเด็กเล็กสองคนจะไปทำอะไรกัน ไปก่อกวนหรือไง!
สวี่เฟินฟางหยิบขนมกับผลไม้มาล่อหลอกให้เด็กเล็กสองคนไม่ไป แต่สวีเจียหยางกลับยืนกรานอย่างแน่วแน่ ไม่ยอมก้มหัวให้สิ่งล่อใจ
สวี่เฟินฟางจนปัญญา ได้แต่หยิบหมวกกับผ้าพันคอมาให้พลางบ่นว่า "ข้างนอกลมแรงนะ ใส่ให้ดีล่ะ เดี๋ยวไม่สบายเอา"
สวีชิงเจียสวมหมวกไหมพรมอย่างเรียบร้อย ยิ้มหวาน "ป้าวางใจได้เลยค่ะ"
สวี่เฟินฟางลูบหน้าเธอ รู้สึกอบอุ่นดี แล้วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เอาผ้าพันคอพันให้สวีเจียคัง โดยไม่สนใจสายตาอ้อนวอนของเขา "ขนยังไม่ขึ้นดีเลย เริ่มสำอางแล้วนะ"
พอออกไปนอกบ้าน สวีเจียคังก็เริ่มแกะผ้าพันคอออก พึมพำ "ป้าฉันคงอยากให้ฉันร้อนตาย" เด็กหนุ่มเืร้อน ไม่กลัวความหนาวเลยแม้แต่น้อย
"มันมีความหนาวแบบหนึ่งที่เรียกว่า 'ป้าฉันคิดว่าฉันหนาว' น่ะ" สวีชิงเจียพูดอย่างเชื่องช้า
สวีเจียคังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็คิดต่อยอดในหัวทันทีว่า "ยังมีความหนาวอีกแบบที่เรียกว่า 'คุณย่าคิดว่าฉันหนาว' " ตอนเช้าที่ออกจากบ้าน คุณย่าเอาแต่บ่นว่าเขาใส่เสื้อผ้าน้อยไป โชคดีที่คุณย่าจับเขาไม่ได้ แต่เด็กเล็กสองคนกลับถูกห่อหุ้มจนกลมเป็ลูกบอล
สวีเซี่ยงหัวกับโจวหงจวินเข็นจักรยานออกมาจากโรงเก็บรถ สวีเซี่ยงหัวให้ลูกชายนั่งหน้า ส่วนลูกสาวนั่งหลัง โจวหงจวินรับสวีเจียคังขึ้นรถมา กลุ่มคนมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกของเมือง
เมื่อมาถึง สวีชิงเจียก็เข้าใจในที่สุดว่าทำไมโจวหงจวินถึงย้ำนักหนาว่า "มันเก่ามาก"
บ้านหลังนี้เก่าจริง ห้องโถงสองห้องที่เ้าของบ้านอยู่นั้นยังพอใช้ได้ เพราะทั้งสามีภรรยาเป็คนงาน มีเงินในมือ
แต่ห้องเช่าสามห้องนั้นดูไม่จืดเลย หลังคาห้องหนึ่งกระเบื้องหายไปเป็แผ่นเล็กๆ แค่เอาฟางกับไม้กระดานมาปิดไว้
พอเดินเข้าไปดู หลังคาตรงมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือก็ยุบลงไปแล้ว ใช้ไม้ไผ่ค้ำแผ่นไม้ไว้พอให้ประคองตัว สวีชิงเจียรู้สึกว่าคนที่อาศัยอยู่ในนั้นช่างกล้าหาญจริงๆ ไม่กลัวเหรอว่าบ้านจะถล่มลงมากลางดึก
"บ้านของคุณนี่ดูยิ่งเก่ายิ่งโทรมนะ" โจวหงจวินขมวดคิ้วด้วยท่าทีรังเกียจ
จะไปแสดงท่าทีชอบใจได้ยังไงกัน ไม่ใช่จะถูกเชือดเหมือนหมูอ้วนหรอกหรือ ต่อให้ไม่ขาดเงิน ก็ไม่ควรใช้เงินแบบสิ้นเปลืองขนาดนี้
เติ้งจิ้งเย่ถูมือสองข้าง หัวเราะแห้งๆ "ซ่อมแซมหน่อยก็อยู่ได้แล้ว"
"นี่ไม่ใช่แค่ซ่อมแซมแล้วมั้ง ผมว่าต้องรื้อสร้างใหม่เลย" โจวหงจวินรับบทคนพูดความจริง
คำพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้ เติ้งจิ้งเย่ก็ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี
เขาคิดว่าเมื่อบ้านให้เช่าแล้ว การซ่อมแซมก็เป็เื่ของคนเช่า แต่คนเช่าก็คิดว่าบ้านไม่ใช่ของพวกเขา ทำไมต้องเสียเงินซ่อม ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมเสียเปรียบ ก็เลยอยู่กันไปแบบนั้น
ปีนี้ในที่สุดก็ทนไม่ไหวแล้ว ครอบครัวที่เช่าบ้านกำลังคิดจะเสียเงินซ่อมแซม แต่แล้วก็มีโชคหล่นทับ ได้รับสิทธิ์บ้านสวัสดิการในปีนี้
เมื่อเห็นอีกฝ่ายได้บ้านฟรี เติ้งจิ้งเย่กับภรรยาก็รู้สึกเปรี้ยวใจขึ้นมาทันที พอเปรี้ยวใจไปเรื่อยๆ ก็เลยเกิดความคิดที่จะขายบ้านแล้วยื่นขอสิทธิ์บ้านสวัสดิการ พวกเขาสองคนเป็คนงานทั้งคู่ มีข้อได้เปรียบ
เงินที่ได้จากการขายบ้าน พวกเขาวางแผนไว้หมดแล้ว ทั้งสามสิ่งที่ต้องมีในยุคนั้น (จักรยาน จักรเย็บผ้า นาฬิกา) และเครื่องเสียง เติ้งจิ้งเย่มองจักรยานสองคันที่จอดอยู่ในลานบ้านด้วยความอิจฉา แล้วก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือของสวีเซี่ยงหัวกับโจวหงจวินด้วยความละโมบ
ทั้งสามีภรรยาเพิ่งได้รับการบรรจุเป็พนักงานประจำ ได้รับเงินเดือนขั้นต้น รวมกันยังไม่ถึงห้าสิบหยวน แถมทั้งสองก็ไม่เคยอดอยากปากแห้ง ดังนั้นจึงไม่มีเงินเก็บเลย ก็เลยต้องคิดจะขายบ้านนั่นแหละ
"ทำเลตรงนี้ดีจะตาย พื้นที่ก็กว้างขวาง ทั้งสามรุ่นอยู่ด้วยกันได้สบายๆ ต่อให้รื้อสร้างใหม่ก็ยังคุ้มค่าจริงไหมครับ?" เติ้งจิ้งเย่เริ่มพูดจาหลอกล่ออย่างไม่ละอายใจ เพื่อจะได้สิ่งของทั้งสามและเครื่องเสียง
ระหว่างที่พวกเขากำลังต่อรองราคา สวีชิงเจียก็กระซิบกับสวีเซี่ยงหัวว่า "หนูกับหยางหยางจะไปเดินดูรอบๆ นะคะ"
"อย่าไปไกลเกินไปนะ อีกครึ่งชั่วโมงกลับมา" สวีเซี่ยงหัวกำชับ กวาดสายตาดูรอบๆ แล้วก็พบว่าสวีเจียคังหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
สวีชิงเจียจึงจูงสวีเจียหยางออกจากลานบ้าน พบว่าใกล้ๆ มีร้านขายเนื้อแห่งหนึ่ง แต่ปิดแล้ว คาดว่าเนื้อคงขายหมดแล้ว ถัดไปเป็ส่วนของแผนกผักสดและร้านขายของชำ ซึ่งเป็สิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีทีเดียว
สวีชิงเจียยิ่งดูยิ่งพอใจ จึงหยอกเย้าสวีเจียหยางว่า "ต่อไปเรามาอยู่ที่นี่ดีไหม?"
"คุณแม่จะมาอยู่ด้วยไหมครับ?" สวีเจียหยางเบิกตากว้าง
สวีชิงเจียเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วลองถามเขาว่า "หยางหยาง ถ้าแม่ไม่กลับมาแล้วล่ะ?"
"เราก็จะไปหาคุณแม่ไงครับ!" สวีเจียหยางพูดอย่างเป็ธรรมชาติ แล้วก็กังวลว่า "คุณแม่คงจำทางไม่ได้แล้วใช่ไหมครับ"
สวีชิงเจียตกตะลึงไปชั่วขณะ ลูบศีรษะเขา ยิ้มจนตาหยี
"เจียเจีย!" สวีเจียคังที่หายไปพักหนึ่งก็โผล่ออกมาจากตรอกซอย
สวีเจียคังหยิบเกาลัดคั่วสองกำมือจากกระเป๋าเสื้อมาใส่ในมือสวีชิงเจียกับสวีเจียหยาง
"เกาลัด!" สวีเจียหยางตาเป็ประกาย
สวีชิงเจียถือเกาลัดอุ่นๆ อยู่ในมือ รู้สึกงงงวย "ได้มาจากไหน?"
สวีเจียคังยิ้มแฉ่ง "ซื้อมาน่ะสิ"
"ซื้อที่ไหน?" ของแบบนี้ในร้านขายของชำก็มี แต่ต้องใช้คูปองอาหารซื้อถึงจะได้
สวีเจียคังกรอกตาไปมา ยิ้มแต่ไม่พูด
"มีคนแอบขายเหรอ?" สวีชิงเจียลดเสียงลงถามเขา การค้าขายส่วนบุคคลถูกห้ามอย่างเด็ดขาด แต่มีคำกล่าวหนึ่งว่าอย่างไรนะ "เมื่อมีผลกำไรที่เหมาะสม คนก็จะกล้าหาญขึ้นมา"
สวีเจียคังหัวเราะคิกคัก แล้วขยับเข้าไปใกล้กระซิบว่า "ตอนเดินผ่านป่าเล็กๆ รู้สึกว่าคนที่เดินออกมามีท่าทางแปลกๆ พอเข้าไปดูถึงได้รู้ว่ามีคนขายเกาลัด ชามละสิบสองเซ็นต์ ผมซื้อมาสามชาม" พูดพลางตบกระเป๋าเสื้อที่ป่องๆ ของเขา
"ไม่กลัวถูกจับเหรอ?" ความคิดของสวีชิงเจียเริ่มเปลี่ยนไป
"ถ้าปริมาณไม่มาก ก็แค่ถูกยึด ของโทษมากสุดก็แค่ปรับเงิน" สวีเจียคังพูด "คนขายเกาลัดเป็เด็กหนุ่มอายุสิบเอ็ดสิบสองปี อายุยังน้อยมาก ถูกจับก็ไม่ถูกปรับหรอก" ตอนนี้ผ่อนปรนกว่าเมื่อก่อนเยอะแล้ว
สายตาของสวีชิงเจียขยับเล็กน้อย แล้วก็หรี่ตาลงกะทันหัน "รู้นี่ชัดเจนเลยนะ เคยทำมาแล้วล่ะสิ?"
สวีเจียคังเริ่มกรอกตาไปมา "เป็ไปได้ยังไง ผมไม่ได้ขาดเงินนี่นา" เขาแค่เคยเอาเงินไปแลกคูปองอาหารกับคนอื่น แล้วเอาคูปองอาหารไปแลกเงินคืน แค่พลิกมือไปมาก็ได้เงินมาสองสามหยวนพอดีซื้อกระต่ายตัวหนึ่ง
เขากลับบ้านพร้อมกระต่ายอย่างกระตือรือร้น แต่กลับถูกอาคนที่สี่ของเขาหลอกถามจนได้ความจริงอย่างง่ายดาย แล้วก็ถูกตีก้นไปยกหนึ่ง ถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำแบบนั้นอีก
สวีชิงเจียพูดในใจเงียบๆ ว่า **"แต่ฉันขาดเงินนะ"**
---
อีกด้านหนึ่ง หลังจากต่อรองราคาไปมา สวีเซี่ยงหัวกับเติ้งจิ้งเย่ก็ตกลงซื้อขายกันด้วยราคาหนึ่งพันหนึ่งร้อยแปดสิบหยวน ในสมัยนั้น แปดสิบหยวนก็สร้างบ้านได้หนึ่งห้องแล้ว ร้อยหยวนก็สร้างบ้านอิฐบล็อกหลังคากระเบื้องที่ดีที่สุดได้แล้ว
เติ้งจิ้งเย่รู้สึกว่าสวีเซี่ยงหัวขาดทุน โจวหงจวินก็รู้สึกว่าขาดทุน เงินเดือนสองปีซื้อบ้านเก่าห้าห้อง
มีเพียงสวีเซี่ยงหัวเองที่รู้สึกว่าได้กำไรมหาศาล กลัวว่าจะเกิดข้อผิดพลาด สวีเซี่ยงหัวจึงจ่ายเงินมัดจำให้เติ้งจิ้งเย่ไปหนึ่งร้อยแปดสิบหยวนก่อน ทั้งสองคนเซ็นสัญญาซื้อขายบ้าน โดยระบุว่าจะชำระส่วนที่เหลือภายในหนึ่งเดือน และกำหนดค่าปรับการผิดสัญญาไว้สูง
หนึ่งพันหยวน สวีเซี่ยงหัวมีเงิน แต่จะเอาออกมาโดยตรงได้อย่างไร เขาก็ต้องแกล้งทำเป็ว่า "ขอผมกลับไปรวบรวมเงินก่อน"
เติ้งจิ้งเย่พยักหน้าอย่างเข้าใจ หนึ่งพันหยวนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ คงต้องไปหยิบยืมจากญาติสนิทมิตรสหายทั้งหมด
พอตกลงกันเสร็จ สวีชิงเจียทั้งสามคนก็กลับมา เห็นสวีเซี่ยงหัวหน้าตาเบิกบาน ก็รู้ว่าเื่นี้สำเร็จแล้ว
หลังจากกล่าวลาเติ้งจิ้งเย่ กลุ่มคนก็ขี่จักรยานจากไป
มองดูจักรยานสองคันที่จากไปอย่างรวดเร็ว เติ้งจิ้งเย่เงยหน้าขึ้นจินตนาการภาพตัวเองกับภรรยาขี่จักรยานคนละคันเคียงข้างกันบนถนน อดไม่ได้ที่จะรีบเอาข่าวดีนี้ไปบอกภรรยาที่ยังคงทำงานอยู่ เขาก็เลยล็อกประตูแล้วออกเดินทาง
ระหว่างทางที่ผ่านโรงงานปั่นฝ้าย สวีชิงเจียก็พูดขึ้นมาทันทีว่า "คุณพ่อคะ คุณแม่น่าจะซื้อของเสร็จแล้วกลับบ้านแล้วนะ เราไปโทรศัพท์อีกครั้งเถอะค่ะ" ต่อให้จะตาย ก็ต้องตายให้ชัดเจน แบบนี้มันค้างคาใจเกินไปแล้ว
คำพูดเพิ่งจะหลุดจากปาก สวีชิงเจียก็สังเกตเห็นว่าแผ่นหลังของสวีเซี่ยงหัวแข็งทื่อขึ้นมา
ความเร็วของจักรยานชะลอลง หัวจักรยานเลี้ยว สวีเซี่ยงหัวพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ดี" "แม่ของพวกเธอคงไม่อยากรับโทรศัพท์" คำพูดนี้จะให้เขาพูดกับลูกๆ ได้อย่างไร
สวีเจียหยางที่นั่งอยู่บนเฟรมจักรยานก็โห่ร้องขึ้นมาว่า "โทรศัพท์! โทรศัพท์หาคุณแม่!"
โจวหงจวินมองสามพ่อลูกที่อยู่ข้างหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เขาคิดว่า น้ำที่หกไปแล้วก็ไม่สามารถเก็บกลับคืนมาได้ใช่ไหม เมื่อคืนสวี่เฟินฟางเอาแต่ถอนหายใจว่าทำไมบ้านหลังนี้ไม่มาเร็วกว่านี้ ถ้ามาเร็วกว่านี้ พี่สะใภ้ของเธอก็คงไม่จากไป
เขาคิดว่าภรรยาของเขาไร้เดียงสาเกินไป บางทีนี่อาจเป็ความแตกต่างระหว่างความคิดของผู้ชายกับผู้หญิง เขาคิดว่าในเมื่อตัดสินใจจากไปแล้ว ก็เป็ไปไม่ได้ที่จะกลับมาอีก เว้นแต่พี่เขยจะรีบตามไปปักกิ่ง ไม่เช่นนั้นครอบครัวนี้ก็คงต้องแตกแยก
หงเหมยที่กำลังถักถุงมือว่างๆ อยู่นั้น มองสวีเซี่ยงหัวที่กลับมาอย่างแปลกใจ "มาอีกแล้วเหรอ?"
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่สงสัยของหงเหมย สวีเซี่ยงหัวยิ้มบางๆ "เมื่อกี้เธอออกไปซื้อของ ตอนนี้น่าจะกลับมาแล้ว"
หงเหมยจึงพูดว่า "เวลานี้ก็ควรจะกลับมาแล้วล่ะ" ในใจคิดว่าสามพ่อลูกคู่นี้ก็น่าสงสารเหมือนกัน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็วางไหมพรมลงแล้วยืนขึ้น "ฉันจะไปต้มน้ำ พวกคุณก็ดื่มน้ำอุ่นๆ จะได้อุ่นร่างกาย" พูดจบก็เดินจากไป
ภายใต้สายตาที่คาดหวังของลูกๆ สวีเซี่ยงหัวก็กดเบอร์โทรศัพท์ที่คุ้นเคยเป็อย่างดี คราวนี้สวีชิงเจียจำเบอร์ไว้ เพื่อใช้ในยามจำเป็
จ้าวจุ้ยฮวาผู้รับโทรศัพท์ ขมวดคิ้วโดยไม่ทันได้ตั้งตัว พูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า "ฉินฮุ่ยหรูยังไม่กลับมา" คำพูดไม่ทันจบก็วางสายลงด้วยเสียง "ปัง" พอได้ยินเสียงนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงหลานสาวตัวน้อยผู้โชคร้ายของเธอ
"วันนี้โชคดีมาก ได้เสื้อโค้ตผ้าสักหลาดตัวนั้นมา ผิวเธอขาว ใส่สีนี้ขึ้นนะ" แม่ของฉินพูดอย่างดีใจ
ฉินฮุ่ยิ่แกล้งทำเป็หึงหวง "คุณแม่นี่ลำเอียงจริงๆ มีของดีๆ ก็ยกให้พี่หมดเลย" พลางกอดแขนฉินฮุ่ยหรูทำท่าทางน่าสงสาร "พี่คะ ดูสิคะ พอพี่กลับมา คุณแม่ก็ไม่สนใจหนูแล้ว"
แม่ของฉินตีเธอเบาๆ "โตป่านนี้แล้ว"
ฉินฮุ่ยหรูกระตุกมุมปากเล็กน้อย ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงะโอันเป็เอกลักษณ์ของจ้าวจุ้ยฮวา
"ฉินฮุ่ยหรูยังไม่กลับมา!"
ฉินฮุ่ยหรูก้าวเท้าหยุดลง มองไปอย่างสงสัย หัวใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
รอยยิ้มของฉินฮุ่ยิ่แข็งค้างอยู่บนใบหน้า
ฉินฮุ่ยหรูก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แขนกลับถูกดึงไว้ หันกลับไปมอง ก็เห็นฉินฮุ่ยิ่มีสีหน้าแปลกๆ "เสี่ยวิ่?"
จิตใจของฉินฮุ่ยิ่สับสนอลหม่าน เธอมองแม่ของฉินโดยไม่รู้ตัว ตอนที่ไปเดินซื้อของ เธอหาจังหวะบอกเื่โทรศัพท์กับแม่แล้ว
แม่ของฉินเม้มปากแน่น
ฉินฮุ่ยหรูนึกถึงอะไรบางอย่าง ใบหน้าซีดเผือดเล็กน้อย เธอสะบัดมือออก เดินเข้าไปถามจ้าวจุ้ยฮวาเบาๆ ว่า "ป้าจุ้ยฮวาคะ ใครหาฉันคะ?"
จ้าวจุ้ยฮวามองไปที่แม่ของฉินซึ่งอยู่ด้านหลังด้วยสีหน้าไม่พอใจ รู้สึกอึดอัด "ทำไมมันถึงได้บังเอิญอย่างนี้!" อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าเื่นี้ คนอื่นจะร้อนใจแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ ยังไงก็ต้องให้เธอคิดได้เอง เธอมีมือมีเท้า อยากจะติดต่อกับทางนั้นก็มีวิธีตั้งมากมาย จะให้คอยเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมงได้ยังไงกัน
ที่อำเภอฉง เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดัง "ตู๊ดๆ" ทำให้ดวงตาของสวีเซี่ยงหัวมืดลงเล็กน้อย เขาวางสายแล้วพูดกับลูกทั้งสองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "แม่ยังไม่กลับมา เราต้องรีบกลับบ้านนะ คราวหน้าค่อยมาโทรศัพท์ใหม่"
สวีเจียหยางหน้าบึ้ง "พวกเรากลับมาแล้ว ทำไมคุณแม่ยังไม่กลับมาอีก"
สวีเซี่ยงหัวยิ้มพลางพูดว่า "คุณแม่ต้องซื้อของเยอะแยะเลย เรากลับบ้านกันก่อนนะ ไม่งั้นคุณย่าจะกังวล"
สวีเจียหยางนั่งลงกับพื้น แล้วก็ร้องไห้โฮ "ผมไม่กลับ! ผมจะรอคุณแม่กลับมา!"
มุมปากของสวีเซี่ยงหัวคล้อยลงเล็กน้อย ยื่นมือออกไปอุ้มเขา
สวีเจียหยางดิ้นไปมาในอ้อมแขนของเขา ร้องไห้พลางะโว่า "ผมไม่ไป! ผมไม่ไป! ผมจะรอคุณแม่กลับมา!"
ทันใดนั้น โทรศัพท์บนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
สวีเจียหยางหยุดร้องไห้ทันที "คุณแม่! คุณแม่กลับมาแล้ว!" พลางเอื้อมตัวไปคว้าโทรศัพท์
สวีเซี่ยงหัวตกตะลึงไปชั่วขณะ รีบรับโทรศัพท์ก่อน แต่กลับไม่ได้พูดอะไรออกไป
"ขอโทษนะคะ สวีเซี่ยงหัวอยู่ไหมคะ?" เสียงในโทรศัพท์ผิดเพี้ยนไปมาก แต่สวีเซี่ยงหัวก็รู้ทันทีว่าเป็เสียงใคร
"ผมเอง"
ฉินฮุ่ยหรูอีกปลายสายมือสั่นเล็กน้อย กำโทรศัพท์แน่น แล้วพูดตะกุกตะกักว่า "คุณกลับมาแล้วเหรอ ไม่ใช่บอกว่าจะกลับวันที่สามสิบเหรอ?"
สีหน้าของสวีเซี่ยงหัวเปลี่ยนไปเล็กน้อย "ใครบอกคุณว่าผมจะกลับวันที่สามสิบ?"
สวีเจียหยางจ้องสวีเซี่ยงหัวตาขวาง เอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์ "คุณแม่! คุณแม่! ผมอยากคุยกับคุณแม่!"
"หยางหยาง! หยางหยางอยู่เหรอ?" ฉินฮุ่ยหรูเร่งเสียงขึ้น
สวีเซี่ยงหัวยื่นโทรศัพท์ให้ลูกชาย สวีเจียหยางกอดโทรศัพท์ไว้แล้วร้องไห้โฮ
"คุณแม่! คุณแม่!" สวีเจียหยางร้องไห้โฮ "คุณแม่รีบกลับมาได้ไหมครับ ผมคิดถึงคุณแม่มาก"
ฉินฮุ่ยหรูยกมือปิดปาก น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้ม "หยางหยาง! หยางหยาง! แม่ก็คิดถึงลูกนะ แม่จะไปรับพวกหนูนะ ลูกเชื่อฟังนะ แม่จะรับพวกหนูมาแน่ๆ"
ปลายสายมีเพียงเสียงร้องไห้โหยหวนของเด็กๆ พร้อมกับเสียง "คุณแม่" ที่เต็มไปด้วยความผูกพันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฉินฮุ่ยหรูใบหน้าเปียกปอนไปด้วยน้ำตา มือเดียวจับโต๊ะไว้ ราวกับจะไม่สามารถพยุงน้ำหนักตัวไว้ได้อีกแล้ว
จ้าวจุ้ยฮวาดูแล้วก็อดสงสารไม่ได้ เด็กคือเนื้อในอกของแม่ ใครจะตัดใจทิ้งได้ เธอย้ายเก้าอี้ไปวางไว้ด้านหลังฉินฮุ่ยหรู แล้วประคองให้นั่งลง
ฉินฮุ่ยหรูก็นั่งลงราวกับหุ่นเชิด ในเวลานี้ โลกของเธอเหลือเพียงเสียงลูกชายที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นในโทรศัพท์
เมื่อเห็นสวีเจียหยางร้องไห้จนเริ่มสะอึก สวีชิงเจียก็รับโทรศัพท์จากมือเขา พยายามอยู่นานกว่าจะพูดคำว่า "คุณแม่" ออกมาได้
ฉินฮุ่ยหรูที่ร้องไห้จนควบคุมตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว ก็พูดเสียงสั่นว่า "เจียเจีย" พร้อมกับคำพูดนี้ น้ำตาก็ไหลพรั่งพรูราวกับเขื่อนแตก
เธอนึกถึงวันที่จากไป ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลูกสาววิ่งตามรถพลางร้องไห้เรียกแม่ วิ่งตามไปเรื่อยๆ เธอก็หกล้ม ฉินฮุ่ยหรูรู้สึกเจ็บแปลบในใจ ตัวสั่นไปทั้งร่าง เธอไม่กล้าลงจากรถ เธอกลัวว่าถ้าลงไปแล้ว ความกล้าหาญที่พยายามรวบรวมมาอย่างยากลำบากจะหายไปหมด
จมูกของสวีชิงเจียรู้สึกเจ็บแปลบ น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เธอคิดว่านี่คงเป็เพราะความรู้สึกของร่างเดิม สวีชิงเจียเช็ดหางตา "คุณแม่คะ คุณแม่ยัง้าพวกเราไหมคะ?"
"้าสิ แม่จะทิ้งพวกหนูได้ยังไงกัน เจียเจีย แม่จะต้องไปรับพวกหนูมาแน่นอน" ฉินฮุ่ยหรูร้องไห้สะอึกสะอื้น
สวีชิงเจียก้มหน้าลง วนโทรศัพท์ไปมา "คุณแม่จะมารับพวกเรากับคุณพ่อใช่ไหมคะ?"
ปลายสายเหลือเพียงเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเท่านั้น
