“เ้ากล้าหรือ?!”
ต้วนเทียนหลางคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว จากนั้นเขาก็ก้าวออกไปข้างหน้าพร้อมกับเจตจำนงแห่งการสังหารที่ถูกปลดปล่อยออกจากร่างกาย เขาคาดไม่ถึงว่าหลินเฟิง้าสังหารต้วนหาน แล้วอย่างนี้จะให้เขาอยู่เฉยได้อย่างไร
“หยุด!”
ได้มีเสียงะโดังขึ้นพร้อมกับลมปราณเยือกเย็นไร้ที่ติ ทันใดนั้นเมิ่งฉิงพลันเข้าประชิดตัวต้วนเทียนหลางในพริบตาเดียว
ต้วนเทียนหลางเป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตลี้ลับ หากหลินเฟิง้าสังหารต้วนหาน แล้วเขาจะหยุดต้วนเทียนหลางได้อย่างไร ฉะนั้นเมิ่งฉิงจึงยื่นมือเข้ามาโดยที่หลินเฟิงไม่จำเป็ต้องเอ่ยอะไร เพราะนี่คือสัญญาลับที่พวกเขาต่างรู้ดี
“ย๊าก!!!”
พลันปรากฏชั้นน้ำแข็งเข้าปกคลุมไปทั้งบรรยากาศ ต้วนเทียนหลางถึงกับหน้าถอดสีและมีใบหน้าที่บิดเบี้ยวอย่างมาก ทันใดนั้นเจตจำนงแห่งดาบอันดุเดือดก็ปะทุออกจากร่างของเขา
ต้วนเทียนหลางมีพลังแห่งสายเืและจิติญญาทางสายเื แต่พลังแห่งสายเืนั้นยังไม่เข้มข้นและแข็งแกร่งพอ จึงกำเนิดจิติญญาแห่งนักรบที่สองขึ้น นั่นก็คือจิติญญาแห่งดาบ ต้วนหานที่เป็บุตรชายของเขาก็จิติญญาแห่งดาบด้วยเช่นกัน
จิติญญานักรบคู่!
ตอนนี้เองดาบยาวได้ชี้ไปบนท้องฟ้า ขณะที่ต้วนเทียนหลางคำรามออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว ด้วยจิติญญาแห่งดาบและดาบในมือผสานกัน ก่อนจะฟาดฟันออกไป
ในตอนนี้หลินเฟิงได้เดินไปหาต้วนหานช้าๆ แต่ละย่างก้าวทำให้หัวใจของต้วนหานต้องเต้นเร็วขึ้นและก้าวถอยหลังอย่างต่อเนื่อง
“เมื่อก่อน ขณะที่เ้าเป็แม่ทัพและบุกนิกายหยุนไห่ เ้าช่างดูกล้าหาญและน่าเกรงขาม แต่ดูตอนนี้สิ… เ้ากลับเหมือนสุนัขที่สูญเสียบ้าน กลัวหัวหดจนไม่กล้าต่อสู้”
หลินเฟิงกล่าวเยาะเย้ยโดยที่เขาไม่ได้รีบสังหารต้วนหาน เขาเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของเมิ่งฉิง ในครั้งนี้เขาจะทำให้ต้วนเทียนหลางต้องจดจำภาพเหตุการณ์ครั้งนี้ไปตลอดชีวิต ต้วนเทียนหลางต้องได้เห็นต้วนหานถูกสังหารต่อหน้าต่อตาโดยไม่อาจทำอะไรได้
หลินเฟิง้าทำให้ต้วนเทียนหลางเข้าใจว่า อย่าได้กลั่นแกล้งคนรุ่นเยาว์และไม่ควรใช้อำนาจในการกดขี่ผู้คน ในวันนี้หลินเฟิงจะทำให้ต้วนเทียนหลางต้องดูบุตรชายตายไปต่อหน้าต่อตา หลินเฟิงจะแสดงให้เขาเห็นเองว่าเขาจะจัดการกับต้วนหานอย่างไร
เมื่อเห็นหลินเฟิงก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ซึ่งท่าทางเช่นนั้นได้ทำให้หัวใจของผู้คนต่างเต้นระรัว
หลินเฟิง้าสังหารต้วนหานซึ่งเป็ลูกชายของต้วนเทียนหลาง ในขณะเดียวกันทั้งสองต่างก็เป็ลูกหลานของตระกูลต้วน ส่วนองค์ชายรองต้วนหวู่หยาเองก็เช่นกัน ทว่าองค์ชายรองกลับไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด นั่นหมายความว่าเขายอมรับในการกระทำของหลินเฟิงไปโดยปริยาย
“ตาย!”
เมื่อเห็นหลินเฟิงเริ่มเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ ต้วนเทียนหลางก็คำรามอย่างโกรธเกรี้ยวพร้อมกับดาบที่เฉือนผ่านอากาศ คลื่นดาบที่ราวกับไม่มีที่สิ้นสุดปะทุออกมาและตัดผ่าโลกน้ำแข็ง จนเกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ
“เพชรน้ำแข็ง!”
เมิ่งฉิงกล่าวด้วยเสียงแ่เบา หลังจากที่นางโบกมือทันใดนั้นก็ปรากฏเพชรน้ำแข็งเข้าปกคลุมดาบของต้วนเทียนหลาง
ตอนนี้ระยะห่างระหว่างหลินเฟิงกับต้วนหานเริ่มใกล้กันมากขึ้น จิตสังหารที่ดุเดือดตรงหน้าได้ปกคลุมร่างของต้วนหาน ทำให้แม้แต่ต้วนหานก็ไม่กล้าต่อต้าน ซึ่งจิตสังหารของหลินเฟิง มันก็เพียงพอจะทำให้เขาต้องใได้แล้ว
“ตอนนี้เ้ากำลังหวาดกลัวอย่างนั้นหรือ? ถ้าข้าจำไม่ผิดตอนที่เ้าอยู่บนยอดเขาแล้วก้มมองคนของนิกายหยุนไห่ถูกสังหารไป เ้าก็มีความสุขดีไม่ใช่เหรอ? ทั้งเ้าและต้วนเทียนหลางได้ทำให้ทหารนับแสนต้องหลั่งเื เ้าก็ทำสำเร็จแล้วนี่?”
เสียงของหลินเฟิงเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ ทำให้หัวใจของต้วนหานรู้สึกเย็นะเืไปด้วย
“อ๊าก...!”
ต้วนเทียนหลางคำรามอย่างเกรี้ยวกราด จากนั้นเขาได้ทิ้งดาบและพุ่งไปหาต้วนหานอย่างไม่ลังเล
“หัวใจน้ำแข็ง!”
สิ้นเสียงแ่เบาของเมิ่งฉิง ทันใดนั้นร่างของต้วนเทียนหลางเริ่มสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม เขารู้สึกได้ว่าหัวใจของตัวเองกำลังถูกแช่แข็ง จากนั้นเขาก็กระอักเืออกมาคำหนึ่ง
ทว่าต้วนเทียนหลางหาได้สนใจไม่ ในสายตาของเขาตอนนี้มีเพียงต้วนหาน บุตรชายของเขาเท่านั้น เขาจะไม่ปล่อยให้ต้วนหานต้องตายไปโดยเด็ดขาด
“หึ!”
ปรากฏรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากของหลินเฟิง ทันใดนั้นร่างเงาของเขาก็วูบไหวจนกระทั่งหายไป
“ตาย!”
บรรยากาศที่เงียบสงัดถูกทำลายลงโดยเสียงเสียงหนึ่ง พลันแสงอันเจิดจ้าของไม้กางเขนก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายตาฝูงชน
“ฉึก...!”
เืสีแดงฉานแปรเปลี่ยนเป็ดาบโลหิต ั้แ่ลำคอของต้วนหานลงมาได้ปรากฏรอยไม้กางเขน ใยเืไม้กางเขน!
ต้วนเทียนหลางหยุดเคลื่อนไหวและอ้าปากค้าง เขารู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นในร่างกายของตัวเองราวกับถูกแช่แข็ง ขณะที่สายตามองไปข้างหน้า บุตรชายของเขาต้วนหานในตอนนี้ได้มีรอยแผลรูปไม้กางเขนที่ลำคอและมีเืทะลักออกมาจากแผลนั่น
“ต้วนหาน!”
ต้วนเทียนหลางะโด้วยเสียงที่แหบแห้ง ร่างของเขาสั่นสะท้านขณะกอดร่างของต้วนหาน อย่างไรก็ตามเขาเห็นเพียงริมฝีปากของต้วนหานที่กำลังขยับและพยายามพูดบางอย่าง แต่ก็ไม่สามารถพูดออกมาได้
เพียงพริบตาต้วนหานก็ทรุดลงไปในอ้อมแขนของเขา
“แค่ก แค่ก!”
ต้วนเทียนหลางกระอักเืออกมาทั้งใบหน้าที่ซีดขาว บุตรชายของเขาถูกหลินเฟิงสังหารและตกตายไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่เขากำลังเอื้อมมือออกไปัั ในเวลาเดียวกันหลินเฟิงก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง
ร่างเงาราวกับภาพมายา เลือนรางไม่ชัดเจน ทักษะเงาไม้กางเขน!
“เ็ปงั้นเหรอ? ตอนที่เ้าทำลายนิกายหยุนไห่ ทำให้ผู้คนและทหารนับแสนต้องตายไป เ้าในตอนนั้นมีจิตใจที่เหิมเกริม จึงไม่ได้นึกถึงสหายหรือครอบครัวของพวกเขา พวกเขาเองก็เ็ปเหมือนกัน”
หลินเฟิงอยู่ด้านหลังต้วนเทียนหลาง ขณะกล่าวอย่างแ่เบา
“หลินเฟิง!”
ต้วนเทียนหลางะโอย่างโกรธเกรี้ยว ขณะที่ปลดปล่อยเจตจำนงแห่งการสังหารออกมา
“เ้าไม่ต้องะโไปหรอก ข้าเข้าใจความเกลียดชังของเ้าดี เ้า้าฉีกข้าเป็ชิ้นๆ แต่รู้อะไรไหม ความเกลียดของข้าที่มีต่อเ้ามันมากกว่าของเ้าหลายเท่านัก”
หลินเฟิงกล่าวอย่างสงบ จากนั้นกล่าวต่อว่า “เื่ในวันนี้เป็ความแค้นส่วนตัวของเ้ากับข้า หลังจากนี้หากเ้ามีโอกาสก็จงสังหารข้า แต่ถ้าวันใดข้าสามารถสังหารเ้าได้ วันนั้นข้าจะฆ่าเ้าอย่างไร้ความเมตตาใดๆ”
เมื่อกล่าวจบหลินเฟิงก็หันไปทางอื่นและหายตัวกลับไปยังจุดเริ่มต้น จากนั้นหลินเฟิงก็กล่าวกับต้วนหวู่หยาว่า “ฝ่าา ข้าต้องขอตัวก่อน”
ต้วนหวู่หยาพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวว่า “หลินเฟิง ข้าจะรอเ้าอยู่ที่ป่าเซียงซือ”
หลินเฟิงครุ่นคิด จากนั้นก็ค่อยตอบรับ “ขอรับ”
ถึงแม้กองกำลังดาบนภาโลหิตจะสวมหน้ากากทองแดงไว้ แต่ั์ตาของพวกเขาตอนนี้กลับเปล่งประกายไปด้วยความตื่นเต้น
พวกเขาส่วนมากเคยเป็ศิษย์ของนิกายหยุนไห่ ซึ่งต้วนเทียนหลางและต้วนหานได้กวาดล้างนิกายหยุนไห่ไป และยังได้ประทับตราบนหน้าผากของพวกเขาอีกด้วย เพราะความเกลียดชังนี้ทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมใต้ฟ้าเดียวกันได้
เมื่อเห็นหลินเฟิงสังหารต้วนหานและทำให้ต้วนเทียนหลางต้องทุกข์ทรมาน แล้วพวกเขาจะไม่ดีใจได้อย่างไรกัน
พวกเขาเหลือบมองต้วนเทียนหลางอย่างเ็า จากนั้นก็ตามหลินเฟิงออกไป
ต้วนเทียนหลางเองก็ไม่ได้แสดงออกถึงความโกรธแค้น เขาซึ่งได้รับาเ็จากการโจมตีของเมิ่งฉิงนั้นรู้ดีกว่าใคร หากเมิ่งฉิงอยู่ที่นี่และเขาพยายามจะสังหารหลินเฟิงล่ะก็ มันคงไม่มีทางเป็ไปได้เลย เพราะเมิ่งฉิงจะทำให้เขาเ็ปมากกว่าเดิม
คาดไม่ถึงว่าหญิงสาวที่มีผ้าคลุมหน้านางนั้นจะแข็งแกร่งขนาดนี้
“หลินเฟิง หากข้าต้วนเทียนหลางไม่ได้สังหารเ้า ชีวิตของข้าคงไม่มีวันอยู่เป็สุข!”
ต้วนเทียนหลางกล่าวขณะกอดร่างของบุตรชายที่เย็นลงเรื่อยๆ เขารู้สึกโศกเศร้าและร้องไห้ออกมา
กระแสลมที่หนาวเหน็บพัดผ่านฝูงชน ทำให้พวกเขารู้สึกหนาวเย็นจับใจ ขณะมองส่งแผ่นหลังที่ค่อยๆ จางหายไป พวกเขาต่างรู้ดีว่าอาณาจักรเสวี่ยเยว่ได้มียอดฝีมือที่เจิดจรัสเพิ่มมาอีกคนแล้ว
การเผาเมืองทำให้ศัตรูตายไปนับหมื่น ไล่ล่าพันลี้เพียงลำพังเพื่อช่วยองค์หญิง สังหารผู้บัญชาการ บุกเมืองหลวงเพื่อช่วยหลิ่วชั่งหลัน เขาจึงได้ยศถาบรรดาศักดิ์เป็ขุนนาง และสังหารต้วนหานผู้เป็บุตรชายของต้วนเทียนหลาง ชื่อเสียงเรียงนามของหลินเฟิงจะทำให้อาณาจักรเสวี่ยเยว่ต้องสั่นะเือย่างแน่นอน
นอกเมืองหลวงมีกองกำลังรวมตัวกันอยู่ ทันใดนั้นประตูเมืองก็เปิดออกพร้อมกับกองกำลังทหารม้าวิ่งออกไป ตอนนี้เองผู้คนต่างก็มองไปที่พวกเขา
หลินเฟิงกำลังมุ่งไปรวมตัวกับกองทัพใหญ่ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะจ้องมองด้วยความสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะควบม้าจากไป
แต่ในขณะเดียวกัน ได้มีคนทั้งสามออกมาต้อนรับ ซึ่งคนทั้งสามนี้คือผู้บัญชาการฝ่ายกลางเริ่นชิงขวัง ผู้บัญชาการฝ่ายซ้ายเฟิงยวี่ห่าน และผู้บัญชาการฝ่ายขวาเหล่ยฉิงเทียน
“ท่านลุงหลิ่วยังมีกองทัพอื่นๆ อีกหรือไม่?”
หลินเฟิงถามผู้บัญชาการทั้งสาม ด้านนอกเมืองหลวงในตอนนี้ยังคงมีกองทัพอยู่ ทหารเหล่านี้ต่างสวมเสื้อเกราะสีแดงและนั่งอยู่บนหลังม้าโลหิต แน่นอนว่าพวกเขาทั้งหมดคือกองกำลังทหารม้าโลหิต และผู้บัญชาการคนอื่นๆ ที่เหลือก็ไม่ได้อยู่ที่นี่
ไม่มีใครกล่าวอะไรออกมา แต่ทันใดนั้นเหล่าทหารต่างจ้องมองไปที่หลินเฟิง พวกเขาทั้งหมดลงจากหลังม้าและคุกเข่าลง
“กองทหารม้าโลหิต ขอคารวะผู้บัญชาการ!”
เหล่าทหารต่างส่งเสียงดังอย่างพร้อมเพียงกัน ซึ่งดึงดูดความสนใจของผู้คนเป็อย่างมาก และหลินเฟิงเองก็ประหลาดใจเช่นกัน
“ยืนขึ้นเถอะ! พวกเ้ากำลังทำอะไร?”
หลินเฟิงกล่าว
“หลินเฟิง!”
เริ่นชิงขวังควบม้ามาอยู่ข้างหลินเฟิงและกล่าวว่า “หลินเฟิง ท่านแม่ทัพได้สลายกองทัพแล้ว”
“สลายกองทัพ?”
หลินเฟิงตัวสั่นเล็กน้อย ท่านแม่ทัพจะทำอะไรกันแน่
“แต่มีบางส่วนที่ไม่อยากจากไป พวกเขายังคง้าติดตามแม่ทัพไป แต่ท่านแม่ทัพได้นำคนที่เหลือกลับไปยังเมืองต้วนเริ่น ส่วนพวกข้าก็กำลังรอเ้าอยู่”
“รอข้า?”
“ใช่ รอเ้า” เริ่นชิงขวังกล่าวอย่างจริงจัง จากนั้นเขาก็กล่าวต่อช้าๆ ว่า “หลินเฟิง ท่านแม่ทัพได้บอกว่า พวกข้ากำลังปกป้องเมืองต้วนเริ่นอยู่ หากโม่เยว่บุกโจมตีขึ้นมา มันจะเกิดความสูญเสียมากมาย ดังนั้นท่านแม่ทัพอยากให้ยอดฝีมืออย่างกองกำลังโลหิตรวมถึงพวกข้าทั้งสามคอยอยู่ที่นี่”
“หลินเฟิง ตอนนี้เ้าเป็ถึงขุนนาง มีศักดินาเป็เมืองหยางโจวและเ้าก็มีกองกำลังส่วนตัว ท่านแม่ทัพให้พวกเราอยู่กับเ้า ไม่จงรักภักดีต่ออาณาจักรเสวี่ยเยว่และกลายเป็กองกำลังของเ้าแล้วไปยังเมืองหยางโจว หลังจากนั้นกองกำลังโลหิตจะทำตามคำสั่งของเ้า รวมไปถึงพวกข้าด้วย”
คำพูดของเริ่นชิงขวังทำให้หลินเฟิงตกตะลึง หลิ่วชั่งหลันได้มอบกองกำลังอันยอดเยี่ยม รวมไปถึงสามผู้บัญชาการให้กับเขา พวกเขาทั้งหมดกลายเป็กองกำลังส่วนตัวของหลินเฟิง
ไม่ว่าอย่างไรหลินเฟิงก็เป็ถึงขุนนาง เมืองหยางโจวนั้นเพียงพอที่จะรองรับกองกำลังส่วนตัวของเขาได้
หลิ่วชั่งหลันหมดศรัทธาต่ออาณาจักรเสวี่ยเยว่ไปแล้ว ทว่าตัวเขาเองก็ยังคงอยากปกป้องอาณาจักรที่เขาได้คุ้มครองมานานกว่าสิบปี
ถ้าอย่างนั้นแล้ว นิกายหยุนไห่...
“อืม…” หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขามองไปยังเริ่นชิงขวังและกล่าวว่า “ข้าตกลง!”