“ที่นี่ไม่มีร่มเงา เดินต่ออีกสักครึ่งชั่วยาวค่อยหยุดทานข้าวพักเก็บแรง”
“ด้านทิศใต้ของูเาโล้น เคยพบเห็นคนมาเก็บฟืนจากต่างหมู่บ้าน ที่นั่นยังมีป่าเหลือใบเบาบาง เมื่อไปถึงเราค่อยพักผ่อน”
หลังจากพูดจบ เฉินถั่วถงก็ขอให้เฉินอ่าวหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุน้ำออกมา พวกเขาแต่ละคนจิบน้ำเท่าที่จะลดความกระหาย ไม่ก็รินน้ำใส่เศษผ้าเช็ดหน้าให้เด็กๆ ลดความร้อน
เฉินถั่วถงเคยออกล่าสัตว์ป่าในูเาหลายลูกแถบนี้มาก่อน นางจึงคุ้นเคยกับภูมิประเทศเป็อย่างดี นางพยายามอย่างเต็มที่ที่จะพาครอบครัวไปยังเส้นทางที่เดินง่าย จนการเดินต่อมานับครึ่งชั่วยาว ก็ปรากฏป่ามีใบตามที่เฉินถั่วถงบอก
ถึงจะไม่ใช่ป่าเขียวชอุ่มทันทีที่ก้าวเข้าไป แต่ก็นับว่าร่มรื่นที่สุดเป็แห่งแรกเท่าที่เจอ เฉินอวี๋และพี่สาวของเขาล้มตัวลงนอนบนพื้นหญ้าด้วยความเหนื่อย
ตอนแรก เฉินอวี๋ไม่ได้สังเกตเห็นอะไรผิดปกติ แต่เมื่อเขามองดูสมาชิกทุกคน เขาก็พบว่านอกจากตัวเองและเฉินเหนียนอู่ ทั้งเฉินต้าและท่านตา กลับไม่มีท่าทีว่าจะเหนื่อยเหมือนเด็กและคนชราเลย
ท่านตาเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนป้อนน้ำแกงแทบจะลุกนั่งด้วยตัวเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่พอฟื้นขึ้นมาหลังเอาไปเผาไฟ เขากลับแข็งแรงเหมือนคนหนุ่ม ภายใต้แดดที่ร้อนเปรี้ยงกลางหัว ร่างกายผอมๆ ติดกระดูก กลับสามารถก้าวขาไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เหมือนการเดินทางไกลและความร้อนแค่นี้ ไม่เพียงพอจะทำให้ิัที่ผ่านร้อนผ่านหนาวจนเหมือนเกราะ ได้รับผลกระทบหรือมีความรู้สึกอะไรกับแดดหน้าแล้งเลย
และไม่ใช่แค่ท่านตาและเฉินต้าเท่านั้น หากไม่นับน้องสาวคนเล็กที่หน้าแดงนิดหน่อย ท่านพ่อของเขากลับสะอาดสะอ้านที่สุด เม็ดเหงื่อที่ผุดบนหน้าผากมีแค่สองสามเม็ดเท่านั้น
ดูเหมือนว่าเฉินอ่าวจะมีเทคนิคการหายใจที่พิเศษ นอกจากสภาพที่ย่ำแย่จะทำให้ใบหน้าของเขาซีดขาวลงเรื่อยๆ แล้ว ภายนอกเขาก็ดูไม่เหนื่อยอะไรทั้งที่แบกสองตะกร้าและลูกๆ อีกสองสามคน
ส่วนเฉินถั่วถงผู้เป็แม่ สีหน้าของนางนั้นเรียบเฉย มีเหงื่ออยู่บ้างแต่ก็มองไม่เห็นความเหนื่อยล้าใดๆ แสดงออกมา นางเป็ถึงผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้คนหนึ่งของสมาพันธ์ดวงดาว ภายใต้ความรู้และเทคโนโลยีที่ทำให้ศักยภาพของมนุษยชาติพุ่งทะยานจนครองกาแล็กซีและจักรวาลอันกว้างใหญ่
มันมีเทคนิคล้ำค่ามากมายที่ทำให้ไม่รู้ความเหน็ดเหนื่อย ถึงแม้ร่างกายของนางจะไม่เหมือนเดิมและสมรรถภาพทางกายลดลง ไม่ใช่ร่างที่มียีนปรับแต่งพันธุกรรม แต่การออกกำลังกายระดับนี้ก็ไม่ใช่เื่ลำบากสำหรับนาง
เฉินอ่าวเฝ้ามองขณะที่ภรรยารวบรวมเด็กๆ เข้าด้วยกัน แต่แทนที่จะให้พวกเขานั่งพัก นางกลับให้พวกเขาทำท่าออกกำลังกายแปลกๆ
นี่เป็สิ่งที่เขาไม่เข้าใจได้ ว่านางไม่เห็นหรือว่าเด็กๆ เหนื่อยล้ากันหมดแทบจะยกขาตัวเองไม่ออก?
คิดว่าควรปล่อยให้พวกเขาพักผ่อนมากกว่านี้น่าจะดีกว่า
เพราะยังไงเสีย ที่นี่ไม่ใช่โลกเซียนที่อาศัยตันเถียนดึงพลังปราณจากอากาศเพื่อรักษาร่างกายและความเหนื่อยล้าได้ ขนาดเขายังทำได้แค่เค้นหาวิชายุทธ์ชั้นต่ำที่เกือบจะลืมเลือน ใช้เคล็ดวิชาลมหายใจเต่าบรรพต เพื่อควบคุมลมหายใจให้ร่างกายใช้พลังงานให้น้อยที่สุดเทียบเท่าเต่าจำศีลพันปี ที่ไม่มีอะไรกินก็จะยังคงไม่ตาย เพื่อให้ร่างกายที่ไม่มีพร์นี้สามารถรับกับเคล็ดวิชาของผู้ฝึกตนไหว
เฉินถั่วถงสามารถสังเกตเห็นความดูถูกที่ซ่อนอยู่ในแววตาที่สับสนและงุนงงของเฉินอ่าวได้ จึงด่าเขาในใจว่ายังเป็สามีที่โง่เขลาไม่รู้หนังสือ แต่นางก็ยังอธิบายให้เขาฟังถึงความตั้งใจของนาง
ท้ายที่สุดแล้ว ถึงเขาจะดูเป็สามีที่ไม่ได้เื่ แต่อีกฝ่ายก็เป็คู่ชีวิตที่ผูกพันในชาตินี้ การไม่รู้เื่และปล่อยไปจะยิ่งทำให้ทุกคนไม่สามารถปรับตัวเข้าใจกัน
“นี่เรียกว่าการยืดกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถช่วยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่ดีขึ้น ป้องกันการาเ็ภายในร่างกาย”
“เด็กๆ ไม่เคยออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงขนาดนี้มาก่อน ถ้าพวกเขาไม่ดูแลร่างกายจัดระเบียบตัวเอง พวกเขาอาจจะเดินไม่ได้ในวันถัดๆ ไป”
“หากลูกๆ ลงมือด้วยตัวเองไม่ได้ และเราก็เอาแต่โอ้และดูแลอยู่ตลอด เราจะไม่มีเวลาแยกไปทำอย่างอื่น ซึ่งนั่นจะหมายความว่าถ้าพบเจอเื่ร้ายๆ ในอนาคต พวกเขาจะดูแลตัวเองไม่ได้ยามเมื่อเราไม่อยู่บ้าน”
คำพูดของภรรยา ทำให้เฉินอ่าวผู้ซึ่งไม่เคยคิดมาก่อน ว่าจะต้องคำนึงถึงผู้อื่นขณะหนีเอาชีวิตรอดก็ตะลึง
ถึงที่นี่เป็โลกของปุถุชนของดินแดนเบื้องล่างที่มีอยู่มากมาย แต่สภาพนั้นกลับเลวร้ายยิ่งกว่า ที่ดินแดนเซียนของโลกเบื้องบน สามารถวัดความแข็งแกร่งและตัดสินกันได้ไม่ยาก ใครแค้นใครก็ไปสู้ท้าทายที่หน้าบ้าน ชนะเป็นายพ่ายแพ้ก็ล่มสลาย และความแค้นนั้นก็เป็อันจบไม่มีต่อ ชี้วัดกันที่ว่าใครอ่อนด้อยหรือแกร่งกว่า เป็โลกทัศน์ของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอด
แต่ในโลกของคนธรรมดา มันมีอะไรที่ซับซ้อนกว่าวิถีแห่งเซียน ทุกคนเกือบจะเท่าเทียบกัน พร์และความแข็งแกร่งขึ้นอยู่ที่พรรคพวกและสังคม จนประเด็นนี้จะกระทบกระเทือนต่อความคิดเดิมของเขาอย่างรุนแรง เหมือนว่าจะยังเข้าใจโลกปุถุชนในดินแดนเบื้องล่างไม่ดีพอ
ก็อย่างว่า คนที่เกิดมาแล้วมีพร้อมทุกอย่าง แิของเขาที่สูงเกินไปจึงไม่เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันที่เผชิญ
เฉินถั่วถงเยาะเย้ยเฉินอ่าวด้วยความเกียจคร้านเกินกว่าจะมองสีหน้าใของอีกฝ่าย หันไปหาเด็กๆ แล้วพูดว่า
“พวกเ้าทานข้าวและรออยู่ที่นี่ก่อน แม่ขอไปตรวจสอบสถานการณ์หมู่บ้านที่ผาด้านล่างก่อน”
“ข้าทราบแล้ว”
“ท่านแม่ระวังตัวด้วยนะ” เฉินอวี๋และเฉินเหนียนอู่พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เหลือบมองเฉินอ่าวที่ถูกแม่ดูถูกอีกครั้งด้วยความเห็นใจ ระหว่างนั้นก็ส่งรำข้าวปั้นและเนื้อไก่ให้ท่านตา พี่ชายและคนอื่นๆ กินอย่างเงียบๆ
“อิงเอ๋อ เ้าไม่กินต่อรึ??” เฉินเหนียนอู่ถามด้วยความงุนงง เมื่อเห็นน้องเล็กแบ่งอาหารส่วนของตัวเองให้คนอื่นๆ
เฉินอิงเอ๋อส่ายหัวแล้วพูดขาดเป็่ๆ ว่า “มะ..ไม่ได้เดิน เลยไม่เหนื่อย พี่ชายกับพี่สาวเดินเยอะ ท่านแบ่งกินเถอะ”
เมื่อมองเข้าไปในดวงตาโตของน้องสาวผู้น่ารักเหมือนตุ๊กตา เฉินเหนียนอู่ก็รู้สึกว่าความเหนื่อยล้าส่วนใหญ่หายเป็ปลิดทิ้ง อุ้มนางมานั่งที่ตักของตัวเอง ป้อนข้าวและกินด้วยกันพร้อมพูดอะไรบางอย่างออกมา
“น้องสาวผู้ใจดีของข้า ขอให้องค์เทพีประทานพร มอบโชคให้แก่เ้าได้เติบโตไวๆ”
เฉินเหนียนอู่ทำท่าเหมือนกำลังอธิษฐานไว้ที่หน้าอก จนทำเอาเฉินอวี๋ได้ยินและเห็นอาการเบียวๆ ของพี่สาวคนรองต้องส่ายหัว
“ท่านตากับพี่ฉินต้าก็กินด้วยกันสิ เราอาจต้องเดินทางไกล ถึงจะไม่เหนื่อยแต่ก็ไม่ควรปล่อยให้ท้องหิว”
เมื่อแม่ไม่อยู่ เฉินอวี๋ก็เป็คนที่แบ่งอาหาร เฉินต้าก้มมองข้าวปั้นตรงหน้าแต่ก็ไม่แตะหรือพูดอะไร ส่วนท่านตานั้น เขากินทุกอย่างที่ยื่นมาให้ ไม่เว้นแม้แต่กระดูกก็ยังเคี้ยวกินเหมือนขนมอบกรอบ
อีกด้าน เฉินอ่าวเดินตามเฉินถั่วถงไปยังหน้าผา เมื่อยืนอยู่ตรงนั้นแล้วใช้เคล็ดวิชาเนตร จนสามารถมองเห็นอำเภอหนานชิงและหมู่บ้านทั้งหมดได้อย่างชัดเจน
ควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอยู่หลายจุดทั่วอำเภอ ทุกหมู่บ้านที่กองทัพไร้สังกัดที่ชูธงสีแดงเคลื่อนผ่าน ก็มีแต่ความฉิบหายวายวอดถูกเผ่า
พวกเขาปล้นทุกสิ่งที่พบและฆ่าทุกคนที่ขัดขืน!
หญิงที่ถูกจับถูกล่ามโซ่ติดคอเนื้อตัวเปลือยเปล่า พวกนางเดินโซเซทุกย่างก้าวใช้เป็นางบำเรอ หากงดงามหน่อยก็จะถูกส่งตัวไปให้ผู้นำระดับสูง ส่วนผู้หญิงธรรมดาจะตกลงสู่ขุมนรกเบื้องล่างมอบให้ทหารชั้นต่ำ
แม้ว่าจะเป็การมองเพียงครู่เดียวแล้วปราณที่รวบรวมมาหมดลง ก็ยังทำให้เซียนอย่างเฉินอ่าวขมวดคิ้วแน่น ไม่คิดว่าสถานการณ์ของโลกนี้จะแย่และโหดร้ายกว่าโลกเซียน แม้แต่ผู้คนยังถูกจับมาใช้เหมือนสัตว์
จนบางทีในห้วงความคิดของเฉินอ่าวที่รู้แจ้ง ความตายนั้นอาจไม่ใช่เื่น่ากลัว แต่เหมือนจะเป็การปลดปล่อยพวกเขา ให้ออกจากความทรมานในชาติภพนี้
“...”
