อันเจิงยังคงนั่งอยู่ เขาใช้มือซ้ายคว้าลูกธนูอีกดอกที่พุ่งเข้ามาแล้วโยนทิ้งออกไปด้านข้างจากนั้นก็ลากโต๊ะมาบังตัวของลีเหยียนเนียนเอาไว้
“่นี้ท่านมีเื่ขัดแย้งกับใครบ้างหรือไม่?” อันเจิงถาม
ลีเหยียนเนียนส่ายหน้าด้วยความกลัวเขาใจนพูดอะไรไม่ออก
อันเจิงนิ่งฟังเสียงด้านนอกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดเสียงต่ำแล้วพูด“ด้านนอกน่าจะมีประมาณสิบกว่าคน เสียงเดินวุ่นวายมาก พวกเขาไม่น่าใช่คนของหน่วยทหาร”
อันเจิงยื่นมือออกไปลากตัวลีเหยียนเนียนขึ้นจากนั้นก็เหวี่ยงตัวเขาลอยขึ้นไปบนคานบ้าน โชคดีที่การตอบสนองของเขาก็ไม่ได้ช้ามากจึงกอดคานบ้านเอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว
อันเจิงยืนหลบอยู่ข้างประตูหลังจากที่มีธนูยิงเข้ามาครู่หนึ่ง ประตูบ้านก็ถูกคนด้านนอกใช้เท้าถีบจนพังทันใดนั้นก็มีคนพุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว อันเจิงยื่นมือออกไปดึงเสื้อของผู้บุกรุกคนแรกเอาไว้จากนั้นก็ฟาดฝ่ามือเข้าที่คอ ร่างนั้นอ่อนแรงล้มลงทันที อันเจิงหยิบลูกธนูบนพื้นแล้วเขวี้ยงออกไปดับเทียนในบ้านจนหมด
ด้านนอกยังมีคนบุกเข้ามาเรื่อย ๆพวกเขาเดินสะเปะสะปะเข้ามาท่ามกลางความมืด
อันเจิงยืนนับจำนวนคนอยู่หน้าประตูคนที่เข้ามาในบ้านแล้วมีหกคน และที่เหลือด้านนอกอย่างน้อยก็น่าจะมีประมาณหกถึงเจ็ดคน
เพียงแค่ผู้ดูแลฝ่ายต้อนรับของกรมพิธีการที่ไม่มีวรยุทธ์แต่กลับมีคนมากมายมาตามฆ่า...นี่ไม่ใช่การฆ่าปิดปากคนคนเดียวแต่นี่คือการจงใจสังหารหมู่ต่างหาก
เมื่อด้านนอกไม่มีคนเข้ามาแล้วอันเจิงจึงลอบเดินไปด้านหลังและฟาดฝ่ามือไปที่ท้ายทอยของคนเ่าั้ จากนั้นก็คว้ามีดจากเอวของคนที่ล้มลงภายในบ้านมีแสงสะท้อนของมีดกะพริบไปทั่ว แล้วคนที่บุกเข้ามาก็ล้มลงตาม ๆ กันไป
คนที่อยู่ด้านนอกไม่มีใครคาดคิดว่าในบ้านจะมียอดฝีมืออยู่ด้วยเพียงครู่เดียวต่างก็อึ้งไปกันหมด อันเจิงเก็บลูกธนูบนพื้นขึ้นมา จากนั้นก็ใช้แรงเขวี้ยงออกไปหลายครั้งคนสวมชุดดำด้านนอกล้มลงสี่ห้าคน ทุกคนต่างก็ถูกลูกธนูปักเข้าที่ลำคอทั้งหมด ทำให้ผู้บุกรุกที่เหลืออยู่รู้สึกหวาดผวาขึ้นมาทันที
“มียอดฝีมือ”
คนที่อยู่ด้านนอกพูดด้วยเสียงเบาเห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากทำให้ชาวบ้านแตกตื่น
อันเจิงเจาะรูที่หน้าต่างแล้วมองออกไปตอนนี้ในสวนบ้านมีคนอยู่ไม่มากแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่ได้มีทีท่าจะจากไปแต่อย่างใดมือธนูราวกับถอยหลังไปเล็กน้อย ทันใดนั้น อันเจิงก็หันไปเห็นกลุ่มคนชุดดำจำนวนมากกำลังมุ่งมาทางเขา
อันเจิงยกมือทั้งสองขึ้นมาบังหน้าด้วยสัญชาตญาณแล้วะเิพลังออกไปทันที
ทว่ากลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ขณะที่อันเจิงกำลังรู้สึกว่าเื่นี้มีบางอย่างแปลกไปเขาก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาจากทางด้านหลัง
ร่างของอันเจิงกระเด็นออกไปอย่างไม่สามารถควบคุมได้ตัวเขากระแทกกับหน้าต่างจนทะลุออกมาด้านนอก ใต้แสงจันทร์สว่าง...อันเจิงเห็นเงาดาบกำลังพุ่งเข้ามาหาตนเขากระชากแขนอีกฝ่ายเข้าหาแล้วแย่งดาบในมือนั้นมา ใช้แรงและน้ำหนักฝ่ายตรงข้ามทำให้ตัวเองหล่นลงบนพื้นอย่างปลอดภัยอันเจิงกระแทกฝ่ามือไปด้านหน้าจนดาบแตกละเอียด พลังที่ส่งออกมาผลักเศษดาบเ่าั้พุ่งไปปักชายชุดดำจนตายทั้งหมด
แอ๊ด! เสียงเปิดประตูดังขึ้นจากนั้นก็มีคนเดินออกมาจากในบ้าน
“เ้าไม่ใช่ลีเหยียนเนียน”
เสียงพูดของคนคนนี้แปลกมากรูปร่างก็ดูแปลกด้วยเช่นกัน
อันเจิงจ้องอย่างละเอียด จากนั้นก็พูดขึ้น“เยาโซ่วรึ?”
คนคนนั้นส่ายหน้า
“จิงโซ่ว?”
คนคนนั้นส่ายหน้าอีกครั้ง
อันเจิงถอนหายใจยาว “ที่แท้ก็เป็สิ่งที่ต่อกรด้วยยากที่สุดนั่นเอง...หมัวโซ่ว”
หมัวโซ่วปล่อยผมกระเซอะกระเซิง มันสวมหน้ากากที่ทำจากเหล็กกล้าบนหน้ากากไม่มีรูจมูก มีเพียงรูที่ดวงตาสองข้างเท่านั้น ดวงตานั้นมีแสงสีแดงริบหรี่มันเป็แสงอ่อน ๆ แต่กลับแยงตาคนมองอย่างน่าประหลาด
มันสวมชุดสีดำตัวใหญ่ แต่สามารถมองเห็นแสงสะท้อนจากเกราะเหล็กที่อยู่ภายใต้ชุดดำได้ชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็เยาโซ่ว จิงโซ่วหรือหมัวโซ่ว ต่างต้องมีพลังในระดับสีม่วงเท่านั้นจึงจะสามารถแปลงกายเป็มนุษย์ได้ฉะนั้นเมื่ออันเจิงถามคำถามนั้นออกมา ในใจก็มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่แล้ว สามารถฝึกพลังวัตรจนแปลงกายได้ขนาดนี้อันเจิงรู้ตัวเองดี ด้วยพลังที่มีในตอนนี้ไม่อาจต่อกรกับมันได้แน่ แต่ถึงกระนั้นเมื่ออันเจิงเห็นชุดเกราะของมันแล้วก็รู้ว่าควรทำอย่างไรเยาโซ่วคือสัตว์ที่ฝึกฝนพลังวัตร จิงโซ่วคือพืชพันธุ์และสิ่งของ ส่วนหมัวโซ่วคืออากาศธาตุ
ในเมื่อเป็แค่อากาศธาตุ ฉะนั้นโดยธรรมชาติจึงไม่สามารถมีร่างกายได้หมัวโซ่วนี้แปลงร่างเป็คนได้เพราะมีชุดเกราะหุ้มอยู่ด้านนอก ดังนั้นหากชุดเกราะแตกออกร่างกายมันก็ต้องแตกซ่าน
“ลีเหยียนเนียนอยู่ที่ไหน?” หมัวโซ่วถามขึ้น
อันเจิงถามกลับ“ทำไมเ้าต้องฆ่าลีเหยียนเนียน?”
หมัวโซ่วนิ่งไปครู่หนึ่งจากนั้นก็เดินไปที่อันเจิง“หากหาเขาไม่เจอ เช่นนั้นข้าก็จะจับเ้ากลับไปเค้นถาม ไม่นานก็คงจะได้คำตอบเหมือนกัน”
อันเจิงไตร่ตรองครู่หนึ่งหากเขานำกระดิ่งแก้วออกมาก็จะนำเื่วุ่นวายเข้ามาเพิ่มอีกเพราะถ้ากระดิ่งแก้วปรากฏ เหล่ายอดฝีมือในเมืองนี้ต้องรู้อย่างแน่นอน พลังและความแข็งแกร่งที่เขามีในตอนนี้ก็ไม่สามารถปกป้องสมบัติวิเศษเหล่านี้ได้ฉะนั้นหากไม่จำเป็จริง ๆ อย่าเอามันออกมาจะดีที่สุด เมื่อคิดถึงตรงนี้อันเจิงก็พลิกมือหยิบปิ่นแมลงปอทับทิมออกมา หากไม่มีพลังวัตรที่แข็งแกร่ง ก็ไม่สามารถใช้พลังอำนาจของอาวุธระดับสีม่วงพวกนี้ได้เต็มที่ฉะนั้นเมื่อปิ่นแมลงปอทับทิมอยู่ในมืออันเจิงจึงเป็เหมือนอาวุธที่ไม่ได้มีความพิเศษอะไรมากนัก
“เ้าคิดต่อต้านรึ”
เสียงที่เปล่งออกมาของหมัวโซ่วชุดเกราะราวกับเสียดสีกับเหล็กเล็กน้อยทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกผิดแปลกและแสบแก้วหูยิ่งนัก มันเดินมาข้างหน้าจากนั้นก็ยกแขนชี้ไปที่อันเจิง“หากคิดต่อต้านก็ต้องตาย”
เมื่อพูดจบ แขนเสื้อของมันก็เปิดออกและมีกลุ่มหมอกสีดำลอยออกมาอันเจิงขยับตัวออกไปด้านข้าง เมื่อหมอกดำนี้ลอยไปถึงที่ใด ต้นหญ้าและต้นไม้ที่นั่นก็ล้มตายกลายเป็น้ำหนอง
อันเจิงขมวดคิ้ว หมัวโซ่วนี้เกิดมาจากอากาศพิษหลากหลายชนิดฉะนั้นจึงไม่สามารถแยกแยะออกได้ว่าเป็พิษอะไรบ้าง หากชวีหลิวซีอยู่ด้วยก็คงดีเพราะนางเข้าใจเื่พิษเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง
เมื่อหมัวโซ่วชุดเกราะโจมตีไม่เข้าเป้า มันจึงกางแขนทั้งสองข้างออกหมอกดำกระจายออกเป็งูหลายสิบตัว เลื้อยเข้าหาอันเจิงท่ามกลางบรรยากาศหม่นมัว
อันเจิงไม่กล้าเข้าใกล้พิษพวกนั้น ร่างของเขาพุ่งออกไปจากจุดที่ยืนอยู่เพื่อหลบหลีกงูที่แปลงมาจากหมอกดำจากนั้นก็พุ่งเข้าใกล้ร่างของหมัวโซ่วชุดเกราะด้วยความเร็ว
หึ! หมัวโซ่วชุดเกราะเปล่งเสียงเย็นะเืแขนเสื้อทั้งสองของมันพองขึ้นราวกับผ้าที่ถูกลมพัดอย่างแรง ทันใดนั้นอากาศพิษก็พ่นออกมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับลูกธนูก็ไม่ปาน
เดิมทีการสู้กันในความมืดก็ไม่ใช่เื่ดีนักเพราะไม่สามารถมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น หมอกพิษเหล่านี้ยังเป็สีดำและไม่มีเสียงอีกด้วยฉะนั้นอันเจิงจึงหลบมันได้ยาก
อันเจิงสั่งการทางจิต สร้อยลูกประคำโลหิตในมือก็กะพริบแสงขึ้นครั้งหนึ่งโล่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสี่สิบเิเปรากฏในมืออันเจิง แสงที่ส่องประกายออกมาทั้งดูเก่าแก่และทรงอำนาจเป็เกล็ดมัจฉานั่นเอง
อันเจิงถือโล่เกล็ดมัจฉาและพุ่งไปด้านหน้าหมอกควันสีดำเ่าั้ไม่สามารถทำอะไรเกล็ดมัจฉาได้เลยแม้แต่น้อย
เอ๋! หมัวโซ่วชุดเกราะเปล่งเสียงออกมาด้วยความสงสัยจากนั้นก็มีงูั์เลื้อยออกมาจากแขนเสื้อทั้งสองข้างด้วยสายตาที่เฉียบคมของอันเจิง เขาสามารถดูออกได้ทันทีว่านั่นคือแขนของหมัวโซ่วนั่นเองชุดเกราะของหมัวโซ่วนี้สร้างได้ละเอียดอ่อนไม่น้อยเพราะมันสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ด้วย งูั์ทั้งสองเลื้อยเข้ามาทางอันเจิง เขาจึงใช้เกล็ดมัจฉาตัดทำลายงูตัวหนึ่งขณะเดียวกันงูอีกตัวก็เลื้อยเข้ามาที่เอวของอันเจิงแล้ว
แขนข้างนั้นม้วนอย่างรวดเร็ว งูั์ราวกับรัดเหยื่อเอาไว้อย่างแรงจากนั้นก็กระชากตัวอันเจิงเข้าหาหมัวโซ่วชุดเกราะ
ในขณะที่ตัวอันเจิงลอยเกือบถึงตัวหมัวโซ่วแขนอีกข้างของมันก็ม้วนเข้ามาอีกครั้ง แขนข้างนั้นเปิดรูออกแล้วปล่อยพิษใส่หน้าอันเจิง
ทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งเมตรอันเจิงจึงใช้ปิ่นแมลงปอทับทิมในมือฟาดออกไป ทำให้ชุดเกราะขาดเป็ทางยาวระหว่างที่หมอกพิษในร่างรั่วไหลออกมานั้น อันเจิงก็บิดตัวใช้เท้ายันพื้นแล้วพุ่งหลบเขาใช้มือซ้ายถือเกล็ดมัจฉาแล้วปักลงกับพื้น เพื่อใช้เป็แรงเหวี่ยงส่งร่างให้พุ่งกลับเข้าไปจากนั้นก็พลิกตัวแล้วใช้เท้าทั้งสองถีบเข้าที่หน้าอกของหมัวโซ่วอย่างแรง
หมัวโซ่วชุดเกราะถอยหลังไปหลายก้าวขณะที่ร่างกายยังไม่สามารถควบคุมได้ อันเจิงก็มาอยู่ข้างหน้าในระยะประชิดอีกครั้งแล้ว
ปิ่นแมลงปอทับทิมถูกแทงเข้าไปแล้วดึงกลับมาหมัวโซ่วชุดเกราะฟาดมือทั้งสองออกไปพร้อมกัน แต่ทว่าอันเจิงก็หลบไปอยู่ด้านหลังของมันแล้วเขาใช้ปิ่นแมลงปอทับทิมแทงเข้าไปหลายสิบครั้ง หมัวโซ่วคำรามออกมาด้วยความโมโห มันกลายร่างเป็งูั์แล้วเลื้อยไปหาอันเจิงอย่างรวดเร็ว
อันเจิงเหวี่ยงเกล็ดมัจฉาในมือออกไปเกล็ดมัจฉาหมุนตัวเป็ครึ่งวงกลม จากนั้นก็ฟาดเข้าไปที่หน้าของหมัวโซ่วชุดเกราะอย่างแรงกร๊อบ! ชุดเกราะเริ่มแตกออก หมอกพิษสีดำค่อย ๆ กระจายออกไปในอากาศ
อันเจิงพุ่งตัวเข้าไปอีกครั้งและใช้ปิ่นแมลงปอทับทิมแทงเข้าไปอย่างต่อเนื่องชุดเกราะของหมัวโซ่วมีรูเต็มไปหมด เมื่ออันเจิงถอยหลังกลับออกมา หมัวโซ่วก็โมโหจนถึงขีดสุด
“เป็แค่คนที่มีพลังวัตรต่ำกว่าขอบเขตสุมารุยังกล้ามาต่อกรกับข้าอีกรึ!”
มันพุ่งตัวออกมาด้านหน้าทว่ากลับเห็นอันเจิงแสยะยิ้มออกมา
“ข้าจะมีพลังอยู่ในขอบเขตอะไรนั้นไม่สำคัญที่สำคัญคือข้ามีของดีเยอะ”
อันเจิงยื่นมือข้างหนึ่งปล่อยพลังออกไปทันทีพลังของเขากระแทกเข้ากับตัวของหมัวโซ่วชุดเกราะ ตูม! ชุดเกราะแตกออกเป็เสี่ยง ๆหล่นลงบนพื้น ก่อนหน้านี้ชุดเกราะถูกอันเจิงแทงเป็รูมากกว่าร้อยรูอยู่แล้ว เมื่อปล่อยพลังกระแทกเข้าไปเพียงหนึ่งฝ่ามือชุดเกราะจึงแตกออก หมอกดำมากมายพวยพุ่งออกมาในทันที
“ที่นี่เป็โลกมนุษย์หมัวโซ่วอย่างพวกเ้าไม่ควรเข้ามาั้แ่แรก”
อันเจิงยกมือขึ้น เกล็ดมัจฉาก็ลอยออกไปกระแทกหมอกดำจนแตกละเอียดท่ามกลางหมอกควัน มีไข่มุกสีแดงเม็ดหนึ่งปรากฏออกมา
“หาของกินให้เสี่ยวช่านเพิ่มอีกหน่อยดีกว่า”
ในขณะที่เกล็ดมัจฉากำลังโจมตีหมอกดำอยู่นั้นปิ่นแมลงปอทับทิมก็แยกไข่มุกสีแดงออกมา ไข่มุกหล่นลงบนพื้นแล้วกลิ้งออกไปเอง มันกำลังหนีอันเจิงอยู่เมื่อเห็นมันกำลังจะกลิ้งออกจากสวนบ้านไป ปิ่นแมลงปอทับทิมจึงลอยออกไปดักอยู่ตรงหน้าไข่มุกเมื่อไข่มุกหยุดกลิ้ง สร้อยลูกประคำโลหิตในมืออันเจิงจึงกะพริบแสงแล้วดูดไข่มุกสีแดงเข้าไป
สร้อยลูกประคำโลหิตของอันเจิงตอนนี้สามารถใช้ได้เพียงสี่เม็ดเท่านั้นเม็ดแรกคือสวนสมุนไพร เม็ดที่สองคือช่องเก็บของ เม็ดที่สามใช้ดูดซับไอปราณที่เกินอัตราเม็ดที่สี่คือที่เก็บเกล็ดมัจฉา
ลูกประคำเม็ดที่สองมีลวดลายเป็รูปทรงสี่เหลี่ยมนั่นเป็ช่องว่างที่ใช้เก็บของ เมื่อสร้อยลูกประคำโลหิตกะพริบแสงออกมา ไข่มุกสีแดงนั่นจึงถูกดูดเข้าไปเก็บทันที
อันเจิงไม่กล้าอยู่ที่นี่ต่อแล้วเขารีบพุ่งเข้าไปในบ้านแล้วกระชากตัวลีเหยียนเนียนลงมาจากคาน ก่อนออกจากจวนเขาก็ทิ้งกระบอกไฟลงในบ้าน
“เ้าทำอะไรเนี่ย!”
ลีเหยียนเนียนพูดด้วยความร้อนใจ
อันเจิงลากตัวเขาแล้วเหาะออกไป“คนพวกนี้คงทำเื่ชั่ว ๆ ไว้มาก ที่ข้าจุดไฟเผาบ้านท่านก็เพื่อเรียกคนของหน่วยฟางกู้มาตรวจสอบคนที่ตายพวกนั้นน่าจะถูกหน่วยฟางกู้หรือหน่วยอื่น ๆ สืบหาตัวตนจนเจอเมื่อถึงตอนนั้น คนที่อยากลงมือฆ่าท่านก็คงไม่กล้าลงมือซ้ำในเร็ว ๆ นี้แน่”
ลีเหยียนเนียนชะงักไป ตอนนี้ตัวเขาถูกอันเจิงลากไปตามตรอกซอยแล้ว
อันเจิงจงใจพาลีเหยียนเนียนเดินวนไปวนมาหลายรอบ ก่อนจะกลับเข้ามาในสำนักวรยุทธ์เบิก์ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากตระกูลลีมาก น่าจะประมาณสามถึงสี่กิโลเมตร เมื่อกลับไปถึงสำนักอันเจิงก็พาลีเหยียนเนียนเข้ามาในห้องนอนของเขา ภายใต้แสงไฟสลัว สีหน้าของลีเหยียนเนียนซีดขาวราวกระดาษ
“ท่านไปขัดแย้งกับใครมา?” อันเจิงเค้นถาม
“เหตุใดจึงต้องใช้คนมากมายขนาดนี้มาฆ่าท่าน?”
ลีเหยียนเนียนส่ายหัวจากนั้นก็พยักหน้าอย่างเร็ว ในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวลึกล้ำ“ถึงตาข้าแล้วหรือนี่?”
เมื่อเขาพูดคำนี้ออกมา ในแววตามีความสับสนที่มากจนไม่อาจประมาณได้
