เล่มที่ 3 บทที่ 82 ความลับของหุบเขากระบี่
หลินเฟยหลับไปนานถึงสิบวันเต็มๆ
“สมกับเป็ศาตราวุธที่มีมนต์สะกดเทียนกัง…” ขณะที่หลินเฟยลุกออกจากเตียง เขายังรู้สึกเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย แผลเหล่านี้เกิดจากกระบี่โบราณของชิวเย่หัวที่งานประลองศิษย์สายตรง หากไม่ได้ฝึกเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนมาล่ะก็ เกรงว่าตอนนี้ยังคงจะหลับไม่รู้เื่ต่อไป สงสัยคงต้องหลอมปราณกระบี่ที่หลงเหลือนี้ให้หมดเสียแล้ว ไม่เช่นนั้น อย่าว่าแต่สิบวันเลย ต่อให้เป็ร้อยวันก็อย่าหวังที่จะได้ลุกขึ้นมาจากเตียงอีก
การประลองครั้งนี้ถือว่าอันตรายมากทีเดียว…
พอย้อนคิดกลับไป ก็ยังอดที่จะรู้สึกเสียวสันหลังไม่ได้
ย่างหยวนขั้นสูงปะทะศาสตราวุธ…
จะเล่นใหญ่ไปหน่อยหรือไม่?
ยังดีที่กระบี่นั่นยังไม่ตื่นดี…
เพราะเดิมทีกระบี่นั่นจะต้องหลับใหลไปอีกระยะหนึ่ง อย่างน้อยต้องรอชิวเย่หัวบรรลุมิ่งหุนขั้นสูง ถึงจะอาศัยกายเย่หัวใช้พลังจากมนต์สะกดเทียนกัง ดึงพลังบางส่วนของกระบี่โบราณออกมา แต่ว่าครั้งนี้ เพราะชิวเย่หัวถูกค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนปิดล้อม เ้ากระบี่นั่นจึงสะลืมสะลือตื่นขึ้นมา ก่อนจะสะบั้นเกิดเป็ลำแสงกระบี่สองสายนั่น
สายหนึ่งสะบั้นจนค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนเป็รู อีกสายก็สะบั้นจนหลินเฟยนอนเป็ผักอยู่สิบวัน
โชคดีแล้วที่มันแค่ครึ่งหลับครึ่งตื่นเท่านั้น…
ถ้าตื่นเต็มตาขึ้นมาจริงๆล่ะก็
อย่าว่าแต่ลำแสงกระบี่สองสายเลย
ต่อให้สายเดียวเขาก็คงรับไม่ไหว
นั่นเป็ถึงศาสตราวุธที่มีมนต์สะกดสามสิบหกสายเชียวนะ แถมยังมีมนต์สะกดเทียนกังอีก เรียกได้ว่ามีพลังมหาศาลเลยทีเดียว หากสะบั้นลงมาตรงๆ เกรงว่าแท่นประลองก็คงจะพินาศไปด้วยเช่นกัน
หากในเสี้ยวเวลาแห่งความเป็ความตายนั้น เขาไม่ได้โคจรพลังปราณกระบี่อิ๋นเหวินและอักขระกระบี่หยินหลีออกมาช่วยล่ะก็ เกรงว่าคนที่จะได้เข้าเป็ศิษย์สายตรงตอนนี้ ก็คงจะเป็ชิวเย่หัวไปแล้ว
พอนึกถึงเื่นี้…
ต้องขอบคุณหวังหลินอย่างสุดซึ้งจริงๆ…
หากไม่ใช่เพราะอักขระกระบี่หยินหลีกลืนกินภาพนิมิตขวานทุนเทียน จนก่อตัวเป็อักขระกระบี่ก่อนเริ่มประลองแล้วล่ะก็ เกรงว่าเขาคงไม่อาจรับมือศาตราวุธสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นใน่ท้ายนี้ได้ อักขระกระบี่หยินหลีเป็หนึ่งในเก้าปีศาจา เป็ขุมพลังที่หลงเหลือของาาปีศาจ เพียงอักขระเล็กๆเช่นนี้ แต่กลับมีพลังรุนแรงมหาศาล ตำนานกล่าวไว้ว่า ร่างจริงของหยินหลีเกิดจากไอหยินเข้มข้น นอกจากนี้หยินหลีจะสามารถสร้างดินิถู่ ซึ่งว่ากันว่า ไม่ว่าสิ่งใดได้ััเข้ากับดินิถู่นี้ ก็จะต้องหลับใหลไปตลอดกาล…
ถึงแม้อักขระกระบี่หยินหลีจะเพิ่งก่อตัวขึ้นมาก็ตาม เมื่อเทียบกับพลังจากหยินหลีร่างจริงที่เทียบเท่าขั้นฟ่าเซินแล้วล่ะก็ จึงถือว่าแตกต่างราวฟ้ากับเหว ทว่ากระบี่ของชิวเย่หัวเองอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น ทำให้ลำแสงกระบี่ที่สะบั้นออกไปไม่ได้รุนแรงอย่างที่ควรจะเป็ ฉะนั้นสิ่งที่หลินเฟยควรทำ ก็คือใช้อักขระกระบี่หยินหลีกล่อมกระบี่นั่นให้หลับไปอีกครั้ง
แน่นอนว่าผลจากลำแสงกระบี่นั่นก็สามารถทำให้เขาหมดสติไปสิบวันได้…
ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือหลังจบการประลอง ปราณกระบี่สองสายยังคงบอบช้ำไปด้วย จึงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบวันจนถึงครึ่งเดือน ถึงจะฟื้นกลับมาได้
‘จริงสิ ยังมีอักขระกระบี่หยินหลีอีก…’
การที่อักขระกระบี่หยินหลีเข้าต้านศาสตราวุธไปเต็มๆแบบนั้น ทั้งที่ควรจะเสียหายหนักที่สุดด้วยซ้ำ แต่หลังจากที่หลินเฟยฟื้นขึ้นมา เขากลับพบว่า อักขระกระบี่หยินหลีมีลักษณะที่ดูแปลกไปจากเดิม…
จะว่าไปมันก็เสียหายหนักจริงๆนั่นแหละ…
ในตอนที่อักขระกระบี่หยินหลีพันอยู่รอบแขนหลินเฟย หากไม่ได้สังเกตดีๆก็จะมองไม่เห็นเลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็แปลว่าอักขระกระบี่ถูกตีจนเกือบแตกสลาย บัดนี้จึงเหลือพลังเพียงน้อยนิดเท่านั้น…
ที่แปลกก็คือ…
แม้จะมีพลังน้อยนิด แต่กลับสามารถเข้าสู่กระบวนการพัฒนาตัวเองในครั้งแรกได้อีกด้วย
ตำนานบันทึกไว้ว่า หลังจากหยินหลีถือกำเนิดก็จะมีการพัฒนาเก้าครั้ง ทุกการพัฒนาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สุดท้ายหลังจากผ่านการพัฒนาเก้าครั้ง ก็จะสำเร็จเป็าาปีศาจ มีพลังระดับฟ่าเซิน
อักขระกระบี่หยินหลีเองก็เช่นกัน ทุกครั้งที่ได้พัฒนา นอกจากเกิดเสิ่นทงสายหนึ่งแล้ว ยังสามารถหมายรวมถึงการเข้าใกล้กายหยินหลีไปอีกขั้นหนึ่งอีกด้วย
หลินเฟยมองอักขระหยินหลีที่กำลังพัฒนาอยู่ ไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่อาจเข้าใจได้…
หลังจากเกิดความเสียหายหนัก นอกจากมันจะไม่แตกออกมาแล้ว ยังกลับพัฒนาตัวเองอีกด้วย….
มีเงื่อนงำซ่อนอยู่หรือเปล่านะ?
“ศิษย์พี่หลิน ฟื้นแล้วหรือ?”
ในขณะที่หลินเฟยกำลังพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นั้น ก็มีใครบางคนผลักประตูเข้ามาพอดี
คนที่เข้ามาใหม่คือซงหยางนั่นเอง
หลังจากเห็นหลินเฟยยืนอยู่ ซงหยางก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนประกายแห่งความยินดีจะฉายชัดบนใบหน้า
“เยี่ยมไปเลย คิดไม่ถึงว่าจะฟื้นเร็วขนาดนี้ ตอนแรกอาจารย์บอกว่าต้องหมดสติไปอย่างน้อยสามเดือนเลย…”
“หึหึ…” หลินเฟยขำในลำคอเล็กน้อย ไม่ได้อธิบายอะไร เพราะตอนที่หมดสติ หลินเฟยได้พบเข้ากับอะไรบางอย่างจึงทำให้ฟื้นขึ้นมาก่อน ไม่อย่างนั้นล่ะก็ อาจจะเป็เหมือนที่ตาเฒ่าพูดนั่นแหละ เขาจะต้องหมดสติไปอย่างน้อยสามเดือน...
“จริงสิ อาจารย์บอกว่าถ้าฟื้นแล้วให้ไปหาหน่อย ท่านมีเื่จะคุยด้วย…”
“รู้แล้ว”
หลังจากรีบล้างหน้าล้างตาอย่างลวกๆๆ หลินเฟยก็ถามเื่งานประลองอีกเล็กน้อย ก่อนจะก้าวออกจากห้องเพื่อไปพบกับตาเฒ่าผู้เป็อาจารย์
“เหตุใดจึงฟื้นเร็วขนาดนี้?” เมื่อนักพรตเฒ่าเห็นหลินเฟยเดินมา ก็เกิดแปลกใจขึ้นมาทันที เขาเดินวนสำรวจหลินเฟยั้แ่หัวจรดเท้าอยู่นาน ปากก็พลางพึมพำบางอย่างไม่หยุด
“มันไม่ควรจะเป็แบบนี้สิ หรือศาสตราวุธของนังหนูชิวจะเป็ของปลอม?”
“เลิกเดินวนไปวนมาเสียที ข้าตาลายไปหมดแล้ว…”
“อ้อจริงสิ เข้าเื่เลยดีกว่า…” เมื่อได้ยินเช่นนั้น นักพรตเฒ่าก็เลิกขุดคุ้ย ทว่าสองตากลับจ้องหลินเฟยอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนจะระบายยิ้มออกมาและยกมือหลินเฟยขึ้นมากุมไว้
“ศิษย์รัก ตอนนี้เ้าเองก็เป็ศิษย์สายตรงแล้ว คงมีของดีไม่น้อยเลยสินะ เห็นแก่ที่อาจารย์เลี้ยงเ้ามาอย่างยากลำบากหลายปี หินิญญามากมายขนาดนั้น เ้าคงจะใช้ไม่หมดหรอกใช่หรือไม่?”
“…” หลินเฟยกรอกตาทันที นี่น่ะหรือคือเื่ที่จะพูด?
“เอาแบบนี้แล้วกัน แบ่งกันคนละครึ่งดีหรือไม่ล่ะ?”
หลินเฟยหัวเราะเยือกเย็น ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ไม่เอาไปทั้งหมดหมดเลยล่ะ?”
“เอาหมดเลยมันก็ไม่ค่อยดี แบบนั้นคนอื่นจะนินทาเอาได้…” นักพรตเฒ่าลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็ปฎิเสธไปอย่างเสียดาย แต่ก็ไม่วายกล่าวเสริมขึ้นมา
“เอาแบบนี้แล้วกัน หากเ้าแบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่งทุกๆเดือน ข้าก็จะบอกความลับของหุบเขากระบี่ให้…”
“ความลับ?”
“แน่นอน ความลับสุดยอดเชียวนะ!” นักพรตเฒ่ากล่าวด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
“อย่าคิดว่าข้าดูไม่ออกว่าปราณกระบี่สองสายของเ้าเกิดจากปราณโลหะสีทอง ครั้งนี้ข้าจะไม่เอาเปรียบเ้า หากทุกเดือนแบ่งหินิญญาครึ่งหนึ่ง ข้าก็จะบอกวิธีการหาแร่ขั้นโฮ่วเทียนที่หุบเขากระบี่ให้ แร่ขั้นสี่ขึ้นเชียวนะ!”
“หื้อ?” ได้ยินเช่นนั้นหลินเฟยก็เกิดสนใจขึ้นมาทันที
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
