คืนนั้น นางได้รับพระราชโองการให้เข้าเฝ้าเขาเข้าวังหลวงอย่างปีติยินดีและมีความสุข มาอยู่ในตำหนักชีอู๋หลังนี้พวกเขาร่ำสุราด้วยกันเฉกเช่นปกติ นางเคยร่ำสุรามากมายก็ยังไม่เมา ทว่าครั้งนั้นดื่มไปเพียงสองจอก ก็รู้สึกมึนเมาแล้ว
นางตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติและเป็อย่างที่คาดคิดเมื่อตื่นขึ้นก็ต้องเผชิญหน้ากับการลงโทษจากราชทูตทั้งห้าแคว้น
ส่วนจ้าวเยี่ยน...ความเฉยเมยไร้ปรานีของเขาปรากฏออกมาในคืนวันนั้นดวงตาของเหนียนยวี่อดไม่ได้ที่จะหรี่ลงเล็กน้อย
เพียงชั่วครู่ ภาพฉากนั้นก็พรั่งพรูเข้ามาภาพของซากสัตว์ร้ายที่กองพะเนินเป็ูเา ดูเหมือนจะปรากฏขึ้นต่อหน้านางเช่นนี้เืไหลเจิ่งนองไปทั่วพื้น มากเสียจนกระทั่งจมูกนางได้กลิ่นเพียงคาวเื
นางนอนจมอยู่ในแอ่งเื แสนอ่อนล้า ชีวิตที่กำลังจะดับลงไร้ซึ่งความช่วยเหลือและสิ้นหวังเสมือนตะเกียงน้ำมันที่มอดดับ ทั้งความเกลียดชังแค้นเคืองและความอาฆาตร้อยเรียงปะปนกันในใจนางณ เวลานี้ ภาพนั้นยังคงชัดเจนราวกับว่าทุกสิ่งกำลังเกิดขึ้นก็ไม่ปาน
มือของเหนียนยวี่กำหมัดโดยไม่รู้ตัว ในตำหนักชีอู๋แห่งนี้คำมั่นสัญญาของเขาที่มีให้นาง ทุกสิ่งกลับกลายเป็เื่น่าขัน...
"เสี่ยวยวี่เอ๋อร์..."จ้าวอี้เดิมที่กำลังพูดกับเหนียนยวี่อยู่ กลับพบว่านางไม่ได้ตามเขามา เขาย้อนกลับไปเห็นมือของเหนียนยวี่ที่กำลังกำแน่น ทั้งยังมีความเกลียดชังและอาฆาตแค้นปะปนกัน ฉายวาบขึ้นมาบนใบหน้านาง...
"เ้าเป็อะไรไป?"จ้าวอี้กุมมือนางที่กำแน่น พลางถามไถ่ แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยเห็นเหนียนยวี่ที่มีสีหน้าท่าทางเช่นนี้มาก่อน
เสียงที่ดังขึ้นฉับพลัน ทำให้เหนียนยวี่รู้สึกตัวได้ทันที ในชั่วพริบตา นางสบตาเข้ากับดวงตาของจ้าวอี้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความห่วงใยอย่างพอดิบพอดี
"ไม่...ไม่มีอะไร"เหนียนยวี่ไม่ลืมตา และค่อยๆ ดึงมือออกจากมือใหญ่ของเขา นางฉีกยิ้มมุมปาก ปกปิดซุกซ่อนอารมณ์ที่แสดงออกเมื่อครู่ไว้
"ไม่มีอะไรจริงๆ หรือ" จ้าวอี้ไม่เชื่อ เขาเงยหน้าขึ้นและเหลือบมองแผ่นโลหะที่ประตูตำหนักชีอู๋ "ตำหนักชีอู๋หลังนี้เป็ที่พักของเสด็จแม่และสนมของข้า ใช่แล้วข้างในมีสวนร้อยสัตว์ เป็สวนที่เสด็จย่าข้าสร้างขึ้นครั้นยังเป็ฮองเฮาในตอนนั้นได้ยินว่าเสด็จย่าทรงเคยอาศัยอยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่าท่านเลี้ยงสัตว์ป่าพวกนั้นมาั้แ่ยังเด็ก คิดไปก็น่าแปลกข้าเคยได้ยินเสด็จพ่อตรัสว่าสัตว์ป่าพวกนั้นเดิมทีเป็สัตว์ดุร้ายมากทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเสด็จย่า กลับอ่อนโยนเหมือนเป็กระต่ายตัวหนึ่ง น่าเสียดายที่เสด็จป้าและเสด็จแม่ฮองเฮาต่างก็กลัวสัตว์ป่าพวกนั้นหลังเสด็จป้าและเสด็จแม่ฮองเฮาเข้าตำหนักชีอู๋ ก็ต้องปิดสวนสัตว์ป่านั้นไป"
"สวนร้อยสัตว์..."
จ้าวอี้เล่าเื่ตำหนักทว่าดูเหมือนจะมีแค่คำว่า "สวนร้อยสัตว์"คำสามคำเท่านั้นที่ดังก้องอยู่ในหูของเหนียนยวี่ ยามนั้นเพื่อทดลองยาเลี่ยซินจ้าวเยี่ยนถึงกับเปิดสวนร้อยสัตว์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
เมื่อได้ยินเสียงกระซิบพึมพำของเหนียนยวี่ จ้าวอี้คิดว่าสวนร้อยสัตว์คงไปกระตุ้นความสนใจของเหนียนยวี่เข้าจึงอดไม่ได้ที่จะพูดอย่างตื่นเต้นว่า "ไป ข้าจะพาเ้าเข้าไปดู"
เหนียนยวี่รู้ตัวอีกทีก็ถูกจ้าวอี้ลากเข้าไปตำหนักชีอู๋อย่างฉุกละหุกแล้ว...
ทั้งสองเดินเข้าไปในตำหนักชีอู๋สวนร้อยสัตว์ตั้งอยู่ในลานด้านหลังตำหนักชีอู๋ แยกจากูเาจำลอง หลังูเาจำลองมีกำแพงสูงสามเมตรกั้นระหว่างโลกภายนอกและสวนร้อยสัตว์ตรงกลางกำแพงมีประตูหินอันงดงาม เพียงแค่มองอย่างเดียวก็ทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้
จู่ๆ จ้าวอี้ก็โอบกอดเหนียนยวี่เข้ามาในอ้อมแขนพานางะโขึ้น ในชั่วพริบตาต่อมา ทั้งสองก็ขึ้นมาบนูเาจำลองที่อยู่ด้านนอกสวนร้อยสัตว์
เมื่อยืนอยู่บนูเาจำลองสภาพด้านในของสวนร้อยสัตว์ส่องสะท้อนเข้าในตา มองเห็นพุ่มไม้ดอกหญ้าและต้นไม้ได้ทุกที่ มันเงียบสงบ มีลมพัดเป็ครั้งคราวใบไม้ก็ส่งเสียงหวีดหวิว ท่ามกลางความสงบเช่นนี้ เสียงหวีดหวิวยิ่งทำให้ในใจผู้คนรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาทันที
ด้านหลังพุ่มไม้และต้นไม้ใหญ่ตรงนั้นเป็ดงพุ่มหนามแยกสวนร้อยสัตว์เป็สองฝั่ง ฟากนี้ไม่ต่างจากสวนสัตว์ทั่วไปนัก ทว่านางรู้ดีว่าหลังพุ่มหนามตรงนั้นไปจะเป็สภาพที่ต่างออกไป
สวนร้อยสัตว์แห่งนี้ แผ่ขยายั้แ่ตำหนักชีอู๋จรดยาวจนถึงูเาหลังวังหลวงกว้างโล่งไร้ขอบเขต...
"เ้ากลัวหรือ?" จ้าวอี้มองเหนียนยวี่อย่างหยอกล้อ ั้แ่เข้าตำหนักชีอู๋ สีหน้าและแววตาเหนียนยวี่ก็ดูจะประหม่าขึ้นมาเล็กน้อยเสี่ยวเปี่ยวเม่ยคนนี้ของตน คนที่หาญกล้าไม่เกรงกลัว เมื่ออยู่ต่อหน้าเสด็จพ่อเป็ไปได้หรือไม่ที่นางจะเกรงกลัวสัตว์ป่า
จู่ๆ จ้าวอี้ก็คิดเล่นตลก เข้าไปใกล้เหนียนยวี่พ่นลมหายใจเย็นๆ บนใบหน้านาง จงใจทำให้นางหวาดกลัว"ไม่รู้ว่าที่นี่ยังมีสัตว์ป่าอีกหรือไม่ เล่าลือกันว่าเสด็จอาสะใภ้ ยามยังอยู่ที่ตำหนักชีอู๋นั้นมีนางกำนัลคนหนึ่งไม่ระวังเผลอเดินเข้าไปในสวนร้อยสัตว์ ตอนที่พบก็เหลือแต่กระดูกและเสื้อผ้าขาดๆบางส่วนเท่านั้น"
เหนียนยวี่ขมวดคิ้ว นางเองก็เคยได้ยินข่าวลือนี้
ฉางไทเฮา...ภาพของสตรีผู้เรียบง่ายแต่สง่างามอ่อนโยนนิ่งสงบ ทั้งยังไม่สนชื่อเสียงเงินทองผุดขึ้นในหัวเหนียนยวี่มุมปากนางก็ค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นอย่างเย้ยหยัน
นางกำนัลคนนั้นหลงเข้าไปในสวนร้อยสัตว์โดยบังเอิญจริงหรือ
เหนียนยวี่อดสงสัยไม่ได้
“เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว พี่สาวของข้า...” จ้าวอี้นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเคร่งขรึมขึ้นมาทันที "พี่สาวข้าเองก็ตายเพราะสวนร้อยสัตว์แห่งนี้หลังจากนั้น เสด็จพ่อก็มีบัญชาลงมาให้ปิดสวนร้อยสัตว์ไป"
องค์หญิงจี้เยวี่ยหรือ?
ฮ่องเต้หยวนเต๋อมีพระโอรสสามพระองค์และพระธิดาหนึ่งพระองค์ยามนั้นบุตรผู้ที่ฮ่องเต้รักมากที่สุดมิใช่จ้าวอี้แต่เป็พระธิดาที่เป็องค์หญิงเพียงองค์เดียวในวังหลวงแห่งนี้ทว่าองค์หญิงกลับสิ้นพระชนม์ตอนที่อายุสิบชันษา สิ้นพระชนม์ไปั้แ่เยาว์วัยทว่าไม่รู้เลยว่าองค์หญิงจี้เยวี่ยจะสิ้นพระชนม์ไปเพราะสวนร้อยสัตว์หรือไม่
ว่ากันว่าหลังจากการสิ้นพระชนม์ขององค์หญิงฮ่องเต้และฮองเฮาทั้งสองทรงเป็ทุกข์และเ็ปพระทัยเป็อย่างมาก หลังจากนั้นฮ่องเต้หยวนเต๋อก็ทรงบัญชาลงมาไม่ให้ผู้ใดกล่าวถึงเื่การสิ้นพระชนม์ขององค์หญิงจี้เยวี่ยอีกเพราะกลัวว่าจะไปทำให้ะเืจิตใจ
เหนียนยวี่ขมวดคิ้ว หันมองไปที่จ้าวอี้เดิมทีอยากจะกล่าวปลอบใจสักประโยค ทว่าจ้าวอี้กลับคืนสู่ความปกติอย่างรวดเร็ว เหนือความคาดหมายของนางยิ่งนัก
"ท่านบอกว่าให้พวกเราเข้าไปด้วยกันจะเจอสัตว์ป่าหรือไม่"
จ้าวอี้แต่ไหนแต่ไรมาเป็คนที่มีนิสัยยืดหยุ่นปราดเปรียวเมื่อครู่ยังมีสีหน้าเศร้าใจ ทว่ายามนี้บนใบหน้ากลับเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น ทั้งยังขี้เล่นอย่างยิ่งเดิมทีอยากจะทำให้เหนียนยวี่หวาดกลัวทว่าข้อเสนอนี้ก็ทำให้เขากระตือรือร้นอยากลองจริงๆ
เหนียนยวี่เห็นว่าเขาไม่ได้พูดเล่นมุมปากก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกขึ้น เขา้าเข้าไปในสวนร้อยสัตว์งั้นหรือ? หากผิดพลาดหลงเข้าไปในพุ่มหนามพุ่มไม้หนามนั่นจะปิดล้อมตัวเขาไว้แน่
เหนียนยวี่กลอกตาใส่เขา เอ่ยอย่างเฉยเมย ไม่ร้อนไม่หนาวว่า “จะเจอสัตว์ป่าหรือไม่เหนียนยวี่เองก็ไม่รู้ แต่เหนียนยวี่รู้ดีว่า หากฮ่องเต้และฮองเฮารู้ว่าท่านอ๋องมู่เข้าไปในสวนร้อยสัตว์จะต้องส่งทหารรักษาพระองค์ทั้งหมดมาตามหาท่านอ๋องอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นหากท่านอ๋องที่อยู่ในสวนร้อยสัตว์ถูกช่วยออกมาอย่างจนตรอกเกรงว่าคงจะได้กลายเป็เื่ขบขันไปทั่วเป่ยฉี ไม่เพียงเท่านั้น คนที่ช่วยท่านอ๋องมู่ออกมาจะต้องเป็ท่านแม่ทัพหลวงแน่”
กล่าวจบก็เป็อย่างที่คิด จ้าวอี้ตกตะลึงความคาดหวังบนใบหน้าเขาหายวับไปทันที และส่งเสียงด่าทอสาปแช่ง "ยุ่งยากยิ่งนัก!เสด็จพ่อจะให้ทหารรักษาพระองค์กับจื๋อหร่านลงมือทำไมกัน?"
มุมปากเหนียนยวี่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
ว่ากันว่า คนที่มู่อ๋องจ้าวอี้สนิทสนมมากที่สุดคือหลีอ๋องจ้าวเยี่ยนและคนที่เขาเคารพยำเกรงมากที่สุดมิใช่ฮ่องเต้หยวนเต๋อ แต่เป็บุตรชายของแม่ทัพใหญ่นั่นคือแม่ทัพหลวง ฉู่ชิง
ฉู่ชิง...ภาพใบหน้างดงามไร้ผู้ใดเทียบเคียงอันเจิดจรัสสว่างไสวผุดขึ้นในหัวนางเหนียนยวี่ขมวดคิ้ว เหลือบมองจ้าวเยี่ยน เอ่ยถามหยั่งเชิงว่า "ได้ยินผู้คนกล่าวกันว่าท่านแม่ทัพหลวงครั้นยังเด็กโดดเด่นมาก"
เมื่อเอ่ยถึงฉู่ชิงสมัยยังเด็กดวงตาจ้าวอี้ก็ส่องสว่างเปล่งประกายขึ้นมาทันที คำพูดตำหนิหายวับไปทันที ดวงตาคู่นั้นราวกับมีประกายระยิบระยับตื่นตาตื่นใจในความโดดเด่นนั้นพาดผ่าน “เป็เช่นนั้นแน่นอน ยามนั้นคุณชายน้อยอัจฉริยะแห่งจวนแม่ทัพมีผู้ใดไม่รู้บ้าง โดยเฉพาะใบหน้านั้น หากสับเปลี่ยนไปใส่ชุดสตรีเกรงว่าคงจะถูกปฏิบัติเฉกเช่นเด็กสาวจริงๆ ครานั้นพี่ชายคนโตของข้ายังกล่าวล้อเล่นเลยว่าอยากจะรับจื๋อหร่านเข้ามาเป็พระชายาข้าไม่เคยเห็นโฉมหน้าอันงดงามโดดเด่นเช่นนั้นมาก่อน น่าเสียดาย..."
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้จ้าวอี้ก็นึกถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งนั้น และจู่ๆ สีหน้าเขาก็มืดมนลงมาทันทีดวงตาฉายแววความเศร้าที่ไม่อาจบรรยายได้ "เหตุการณ์เพลิงไหม้นั่น..."
จ้าวอี้ที่กำลังเล่า ราวกับเก็บซ่อนอะไรบางอย่างไว้ในใจผ่านไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนอารมณ์จะสงบลงเล็กน้อยแล้ว "ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจื๋อหร่านจะถูกทำลายใบหน้าในกองเพลิงนั้นน่าเสียดาย เหตุการณ์ไฟไหม้ในครานั้นเ้าน่าจะยังเป็สาวน้อยที่ยังจำเื่ราวไม่ได้ คงไม่เคยเห็นใบหน้างดงามของจื๋อหร่านที่ต่างจากผู้คนแน่ๆ"