“ข้าจะไม่ถือสาเอาความคำพูดของเ้ามาใส่ใจก็แล้วกัน แต่ที่ข้ามาในวันนี้ ก็เพื่ออยากสงเคราะห์ให้เ้าเปิดพลังิญญาได้ เพราะการฝึกฝนอย่างหนักไม่ได้ช่วยอะไรเ้าก็เห็น พลังิญญาของเ้าถูกดวงจิตสีเพลิงกดไว้ ดังนั้นการเปิดพลังิญญาของเ้ามีเพียงวิธีเดียว” ิเยว่หรี่ตาเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
“เทพธิดาจางซินหมายความว่าอย่างไร” เทพธิดาจางซินยิ้มกว้างอย่างมีเล่ห์ั์ แล้วลุกขึ้นเดินตรงไปยังิเยว่ ทอดสายตามองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง พร้อมความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา
“ยิ่งเข้าใกล้ ก็ได้เห็นความงดงามของนางไร้ที่ติอย่างชัดเจน หากนางมีโอกาสได้อยู่ใกล้กับประมุขตงหยางทุกวัน คงไม่เป็ผลดีนัก จริงอยู่ที่ประมุขตงหยางจิตใจแข็งแกร่งดังหินผา ทว่าผู้ใดจะล่วงรู้ ว่าเขาจะไม่ยอมแพ้ต่อความงดงามของนาง ข้าต้องทำให้พลังิญญาของิเยว่ก้าวหน้า หาไม่แล้วประมุขตงหยางจะต้องเข้ามาฝึกฝนนางด้วยตัวเองเป็แน่” เมื่อคิดได้ดังนั้น จางซินจึงเข้าไปแสร้งจับมือิเยว่ขึ้นมากุมไว้
“เมื่อข้าบอกวิธีให้เ้าแล้ว เ้าต้องรับปากก่อนว่าจะเก็บเื่นี้เป็ความลับ” ิเยว่นิ่งเงียบเพราะยังรู้สึกไม่ไว้ใจอีกฝ่ายมากนัก ก่อนจางซินจะเอ่ยขึ้น
“ถึงแม้ข้าจะไม่ชอบเ้านัก แต่ในเมื่อสรรพชีวิตล้วนอยู่ในกำมือของเ้า ข้าไม่อยากให้เสียเวลาอีกต่อไป เดิมทีต้นจิตสีเพลิงมีต้นกำเนิดมาจากเืของันิล ที่ถูกปล่อยเป็ธุลีลอยในอากาศ ไม่มีใครล่วงรู้ว่าธุลีนั้นจะลอยเข้าไปผสมกับต้นจิตของผู้ใด ทว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วคนผู้นั้นจะมีพลังิญญามากกว่าปกติถึงสามเท่าตัว นี่คือเหตุผลที่เ้าต้องไปยังเขาไท่ซาน เพื่อนำเอาเกล็ดันิลกลับมาผลึกรวมกับพลังิญญาในกายเ้า จะทำให้พลังิญญาของเ้าเปิดออกอย่างง่ายดาย ไม่ต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างไรจุดหมายเช่นนี้” ิเยว่ได้ฟังดังนั้นจึงหันมายังเทพธิดาจางซิน
“เขาไท่ซานงั้นเหรอ” จางซินพยักหน้าแล้วกล่าวขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เขาไท่ซานไม่อยู่ในความควบคุมของเผ่าเทพ เป็อิสระจากทุกเขตแดน เพียงแค่เ้าไปเอาเกล็ดันิลมาให้ได้ก็พอ” ิเยว่ชะงักนิ่งไปพร้อมความคิดมากมาย
“แต่หากเ้าอยากใช้เวลาฝึกฝนไปอีกพันปี หรือหมื่นปี ก็สุดแท้แต่เ้า ในเมื่อสรรพชีวิตล้วนอยู่ในกำมือเ้าแล้วข้าช่วยได้เพียงเท่านี้” จางซินพูดทิ้งท้าย พลางย่างเท้าเดินจากไปพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์แฝงอยู่
ดวงจันทร์ยามค่ำคืนบนนภา ส่องสว่างสะกดให้ิเยว่จับจ้องมองไปพร้อมความคิดมากมาย เทพฉางจือจะสะกิดนางเบา ๆ จากด้านหลังก่อนรอยยิ้มอ่อนของนางจะส่งให้เขาอย่างอ่อนโยน
“ท่านยังไม่กลับตำหนักของท่านอีกเหรอ” ชายหนุ่มเลื่อนสายตามองไปยังดวงจันทร์กลมโตนั้นแล้วเอ่ยขึ้น
“หลายวันมานี้ ข้าเห็นท่านไม่มีสมาธิฝึกฝนเหมือนก่อน ใจจริงอยากถามท่านนานแล้ว ว่ามีเื่ใด อยากระบายให้ข้าฟังหรือไม่” ชายหนุ่มพูด ก่อนิเยว่เห็นเป็จังหวะ จึงเบี่ยงกายมานั่งยังโต๊ะด้านหน้าพลางรินชาใส่ถ้วยแล้วยกดื่ม
“ผ่านมาร้อยปีแล้ว ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดพลังิญญาของข้าไม่คืบหน้า” ฉางจือนิ่งเงียบไป ก่อนจะฝืนยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น
“ลองฝึกอีกสักหน่อย พลังิญญาของท่านอาจเปิดออกก็ได้”
“หมายความว่าตอนนี้พลังิญญาของข้าปิดอยู่เช่นนั้นเหรอ”
“เอ่อ...” ฉางจืออ้ำอึ้งก่อนิเยว่จะเอ่ยขึ้น
“วันที่เทพธิดาจางซินมาหาข้า นางบอกว่าเป็เพราะดวงจิตสีเพลิงกดพลังิญญาข้าไว้ ทำให้การฝึกฝนไม่คืบหน้า ต่อให้ข้าฝึกฝนเช่นนี้อีกร้อยปี พันปี ก็ไม่แน่ว่าจะทำให้พลังิญญาของข้าเปิด เหตุนี้ท่านรู้อยู่แล้วใช่หรือไม่” ฉางจือก้าวเดินมาย่อตัวลงนั่งด้านข้างหญิงสาวแล้วค่อย ๆ ยอมรับ
“ข้าขอโทษที่ไม่ได้บอกท่าน แต่ข้ามั่นใจว่าหากฝึกไปเรื่อย ๆ สักวันพลังิญญาของท่านต้องเปิดออกในสักวัน” ิเยว่ส่ายศีรษะไปมา
“วันไหนถึงจะเปิดออก อีกร้อยปี พันปี หรือวันที่ตงฟางหลุดออกมา แล้วพลังิญญาของข้าก็ยังไม่เปิด ถึงตอนนั้นข้าจะช่วยสรรพชีวิตได้อย่างไร” ฉางจือขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น
“ธิดาิเยว่ เหตุใดท่านจึงดูร้อนรนเช่นนี้ เทพธิดาจางซินพูดอะไรให้ท่านไม่สบายใจใช่หรือไม่” ิเยว่ได้สติกลับมาแล้วพยายามข่มความรู้สึกไว้ในส่วนลึกก่อนจะหันไปจับจ้องเทพฉางจือแล้วพูดขึ้น
“ท่านพอจะรู้ไหม ว่านอกเหนือจากการฝึกฝนทุกวันอย่างไร้จุดหมายแล้ว มีวิธีใดทำให้พลังิญญาของข้าเปิดออกบ้าง” ฉางจือนิ่งเงียบไปพร้อมทบทวนอย่างเงียบ ๆ
“เขาไท่ซาน” เขาเผลอพูดออกมาเมื่อนึกขึ้นได้จึงชะงักนิ่งหยุดพูดในทันที ก่อนิเยว่จะขมวดคิ้วแล้วทบทวนอย่างเงียบ ๆ
“เขาไท่ซาน เมื่อครู่เทพฉางจือหลุดพูดชื่อเขาไท่ซาน ตรงกับที่เทพธิดาจางซินบอกไว้ไม่ผิด นางไม่ได้หลอกข้าจริง ๆ ด้วย” ิเยว่ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม
“ที่เขาไท่ซานมีอะไรเหรอ” หลังจากฉางจือได้สติกลับมาจึงส่ายศีรษะปฏิเสธ
“ไม่มีอะไร” ก่อนจะบ่ายเบี่ยง
“ท่านไม่ต้องกังวลไป เื่การฝึกฝนของท่านอยู่ในความดูแลของราชันจางเหว่ยและประมุขตงหยาง พวกเขาจะเป็ผู้ตัดสินใจว่าควรทำอย่างไร ส่วนข้ามีหน้าที่ทำตามบัญชาของราชันจางเหว่ย ดังนั้นตอนนี้ข้าจะทำหน้าที่ฝึกฝนท่านให้ดีที่สุด” ิเยว่พยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม ก่อนร่างของฉางจือจะหายวับกลับตำหนักเขาไปในที่สุด เหลือเพียงดวงจันทร์บนนภาให้ิเยว่ทอดมองขึ้นไป พร้อมสายลมอ่อนพัดโชยมา ก่อนร่างของใครบางคนจะปรากฏขึ้น
