เฉินอ่าวชี้ไปที่คำบนสมุดลงทะเบียนสีเหลืองแล้วอ่านออกเสียงว่า “ชาวมณฑลเหลียงตง หัวหน้าครอบครัวหยู่เจ๋อ หยู่ซื่อภรรยา หยู่เซียงกู๋ลูกสาวลำดับที่หนึ่ง หยู่เต๋อเสี่ยวลูกชายลำดับที่สอง”
“ยินดีด้วย พวกเ้าเป็คนเมืองแล้ว”
หลังจากให้เฉินอ่าวยืนยันอีกรอบ หยู่เจ๋อก็มองไปที่เฉินอ่าวด้วยความซาบซึ้งใจ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าครั้งนี้เฉินอ่าวก็ยังช่วยเหลือครอบครัวของเขาอีก
“พี่เฉิน ยากนักที่เราจะมารถตอบแทนบุญคุณของท่านจนหมดในชาตินี้ น้ำใจของท่านเราแซ่หยูจะไม่มีวันลืม”
ดวงตาของหยู่เจ๋อแดงก่ำด้วยความซาบซึ้ง ชายสูงร่างใหญ่ก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีก
ไม่เพียงแค่ทุกคนจะมีชื่อเป็ของตัวเอง
แต่พวกเขายังได้เป็คนเมืองที่มีแซ่อักษรเรียกตระกูลได้อย่างเป็ทางการ
ไม่มีอะไรต่างกันมากนัก
แต่ในสายตาของคนปกติและชาวบ้าน
มันเป็เื่ของบริบท
แซ่และตระกูล มีความหมายเดียวกันคือบ่งบอกถึงที่มาของเชื้อสายว่าเป็ลูกเต้าเหล่าใคร แต่ตระกูลจะเป็อีกระดับที่ยิ่งใหญ่และมีหน้ามีตามากกว่า
แม้แต่พ่อค้าก็ยังไม่ได้รับสกุลหรือแซ่ที่เป็อักษรเช่นนี้ ทำให้เกิดเป็ช่องว่างระหว่างคน
เพราะผู้ที่อยู่ในเมืองมักจะมีสิทธิ์บางอย่างจากทางการก่อน ดังนั้นทุกคนจึงใฝ่ฝันเสมออยากจะมีชื่อและแซ่ตระกูลทางการเป็ของตัวเอง
เฉินอ่าวเลิกคิ้วขึ้น นี่ไม่ใช่ฝีมือของเขา แต่หลิวจงคงเข้าใจผิด แต่เนื่องจากมันเป็ความเข้าใจผิดที่สวยงาม เฉินอ่าวจึงปล่อยให้มันเป็ความเข้าใจผิดต่อไป
“ยังมีเื่ที่ต้องสะสาง”
“เก็บสมุดไว้ดีๆ แม้แต่พี่น้องที่สนิทกันก็ควรทราบข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ข้าปฏิบัติต่อเ้าประดุจญาติ ข้ามั่นใจว่าเ้าน่าจะเข้าใจสิ่งที่จะสื่อ”
เฉินอ่าวคืนสมุดสีเหลืองให้หยู่เจ๋อ ตบบ่า พร้อมกำชับให้อีกฝ่ายเก็บรักษาไว้อย่าได้ทำหาย
“ข้ารู้ ข้ารู้ ข้าจะสนับสนุนพวกท่านทุกอย่างแน่นอนพี่ใหญ่”
หยู่เจ๋อรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก เขาจึงพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า มองไปที่เฉินอ่าวด้วยความจริงใจ
แต่ไม่มีเวลาให้พวกเขาได้พูดซาบซึ้งกันนาน วันนี้เสียเวลามาทั้งวันแล้ว และถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องไปดูที่พัก ว่าสถานที่ที่เ้าหน้าที่ทางการจัดมีสภาพเป็อย่างไร?
“พูดคุยกันจบแล้วใช่หรือไม่?”
“ตามาสิ ข้าจะพาพวกเ้าไปดูบ้านใหม่”
เมื่อเห็นว่าความผูกพันแบบพี่น้องระหว่างเฉินอ่าวและหยู่เจ๋อสิ้นสุดแล้ว หลิวจงที่เดินออกมาก็กวักมือเรียกให้สองครอบครัวตามเขาไปดูบ้าน และระหว่างนั้นก็ยังอดเตือนพวกเขาในฐานะพลเมืองเหลียงตงอีกว่า
“อ้อ อย่าลืมมาที่สำนักงานส่วนท้องถิ่นพรุ่งนี้เวลาเฉินซื่อ (7-9 โมงเช้า) ด้วยนะ ปีนี้มีเหตุผู้ประสบภัยมาตั้งรกราก ทางการจึงแจกข้าวและอาการให้จำนวนหนึ่ง"
เฉินอ่าวได้ยินก็ป้องมือกุมหมัด “ขอบคุณพี่หลิวที่เตือน พรุ่งนี้เราจะมาที่นี่ให้ทันเวลาแน่นอน”
หลิวจงพยักหน้าและเดิน นำสองครอบครัวเดินผ่านถนนที่พลุกพล่านที่สุด จากนั้นผ่านตรอกซอยหลายแห่ง จนกระทั่งมาถึงย่านตะวันตกของเมือง
สถานที่แห่งนี้มีให้เห็นและพบได้ทั่วไป ทุกคนชอบเรียกมันว่าเขตแออัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งป้ายเขตอาศัยตรงหัวมุมที่เขียนไว้ว่า “ตรอกเล้าหมู”
ในสายตาของเฉินอวี๋จึงมองว่ามันคือเขตสลัมดีๆ นี่เอง
“…”
“…”
บนถนนยังเป็ดินกรวดไม่ใช่ถนนปูอิฐ ข้างทางเต็มไปด้วยสัตว์เลี้ยงเช่น ไก่ เป็ด และห่านวิ่งไปทั่ว บางครั้งเมื่อลมพัดก็มีกลิ่นมูลลอยผ่านมา
เป็ถนนสายยาวนับลี้ ซึ่งทันทีที่สองครอบครัวแซ่เห็นว่ามีแค่กระท่อมโทรมๆ หลังคามุงจากถูกลมพัดกระดิกไปมา เหมือนพวกเขาจะคาดหวังเกินไป ว่าที่อาศัยจะเป็คฤหาสน์หรูๆ หลังเล็กที่สวยงาม
แวบแรกรู้เสียใจที่มาพักอยู่ในเมืองใหญ่ ไม่ได้ไปหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีอากาศบริสุทธิ์เ่าั้
อย่างไรก็ตาม ความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลนี้หายไปอย่างรวดเร็ว เพราะในชนบทไม่มีกำแพงใหญ่ต้านลม ไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้าก็จะเข้าสู่หน้าหนาวเต็มตัวแล้ว เมืองมีการจัดระเบียบถนนและหิมะ การที่อยู่ข้างนอกหากไม่ตายเพราะความหนาว ก็คงถูกหิมะทับหัวท่วมบ้าน เสียชีวิตตอนนอนเพราะขาดอากาศหายใจ
แม้สภาพแวดล้อมโดยรอบจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เฉินอวี๋เชื่อว่าด้วยความเข้มแข็งของครอบครัว ไม่นานพวกเขาจะย้ายออกจากสลัมแห่งนี้ได้ในที่สุด
“ก็พอใช้ได้ละนะ” ครอบครัวทั้งหกเจ็ดคนพยักหน้าและพึมพำพร้อมกัน
เฉินถั่วถงไม่มีปัญหา เพราะแม้แต่หนองน้ำเน่าๆ เต็มไปด้วยซากศพที่ตายแล้ว นางก็ยังเคยนอนเป็เดือดแช่อยู่อย่างนั้นมาก่อนตอนที่ออกไปทำภารกิจ เฉินต้าก็เหมือนจะคุ้นเคยกับอากาศได้ทุกประเภท ไม่มีสีหน้าใดๆ ที่บ่งบอกถึงความรังเกียจ ส่วนเฉินอวี๋ก็ไม่คิดมาก โลกเก่าที่เต็มไปด้วยมลพิษยังเดินได้ชิวๆ กลิ่นไม่ดีพวกนี้ยังดีไปนั่งสูดเอาควันจากท่อไอเสียรถยนต์
สำหรับเฉินเหนียนอู่ นางยิ่งทำตัวเฉยๆ มากกว่าคนอื่นๆ กลิ่นพวกนี้ไม่นับว่าเป็ปัญหาหรือสิ่งที่น่ารำคาญ เพียงนางเขียนรูนและร่ายมนตร์ ใช้คาถาอย่างการฟอกอากาศ ก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่โบกมือ
ภาพลักษณ์ตัวบ้านของเฉินอวี๋ ถูกล้อมรอบด้วยเพื่อนบ้านทั้งสองด้านมีกำแพงดินกั้น แม้ปูนฉาบข้างผนังจะหลุดลอกไปบ้าง แต่ผนังดินเหนียวยังคงแข็งแรงบูรณะได้อยู่ ลานบ้านก็มีขนาดมากพอให้ทั้งครอบครัวทำกิจกรรม ไม่ถือว่าหรูแต่เป็บ้านที่มีมากถึง 4 ห้อง ดูดีกว่าบ้านดินหลังเก่าที่พวกเขาเคยอยู่เสียอีก
หลิวจงสังเกตสีหน้าครอบครัวแซ่เฉินอย่างระมัดระวัง กลัวว่าพวกเขาจะไม่พอใจกับเงินที่จ่าย เห็นว่าตอนแรกพวกเขาขมวดคิ้วแน่นก็ใจคอไม่ดี แต่ก็ยอมรับอย่างสงบได้ในเวลาไม่นาน ทำให้หลิวจงรู้สึกว่าครอบครัวนี้ค่อนข้างมีเหตุมีผล ไม่มีท่าทีโอ้อวดจนรู้สึกสบายใจไม่ถูก
เนื่องจากเห็นว่าครอบครัวแซ่เฉินเป็กลุ่มคนน่าคบหาและได้รับเงินก้อนใหญ่จากพวกเขาไปแล้ว หลิวจงจึงไม่รังเกียจที่จะช่วยพวกเขาจับตาดูพวกหัวขโมยเล็กๆ น้อยๆ ในบริเวณนี้
หลิวจงะโเสียงดังไปกลางถนน ทำให้ผู้คนที่ยืนดูและอาศัยอยู่ที่นี้ต่างสงสัยพากันหันมามอง
“ชาวเขตตรอกเล้าหมู”
“นี่คือตระกูลเฉินและตระกูลหยู่ จากนี้ไปพวกเขาจะเป็พลเมืองเหลียงตงและเป็เพื่อนบ้านของเ้า เพื่อนบ้านควรช่วยเหลือสอดส่องดูแลซึ่งกันและกัน หากข้าซึ่งเป็เ้าหน้าที่พบว่าผู้ใดก่อปัญหารังแกคนใหม่ หรือทำให้ชื่อเสียงของเหลียงตงเสื่อมเสีย ข้าจะจับพวกเ้าเข้าคุก รับไปพิจารณายื่นเื่ให้ที่ปรึกษาจูขับออกจากเมือง”
ผู้อยู่อาศัยในนี้ ยังเป็คนธรรมดาที่หวาดกลัวเ้าหน้าที่และชนชั้นสูง คำเตือนนี้จึงทำให้หลายๆ คนไม่กล้ามองผ่าน
หลังจากตักเตือนเห็นผลดี หลิวจงที่ยิ้มแย้มส่งมอบมอบกุญแจให้เฉินอ่าวและหยู่เจ๋อ จากนั้นก็กลับมาทำท่าทีเ็าเหมือนเดิมแล้วเดินจากไป
เป็เวลา่เย็น แต่เมื่อเห็นว่าหลิวจงออกไปจากเขตชุมชน ทุกคนจึงพากันมาพูดคุยด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เฉินถั่วถงขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ แย่งกุญแจจากมือสามี เปิดประตูรั่ว และพาเด็กๆ เข้าไปในบ้านหลังใหม่ ปล่อยให้เฉินอ่าวอยู่ข้างนอกเพื่อจัดการกับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมตามที่เขาถนัด
อย่างไรก็ตาม แม้แต่เฉินอ่าวก็พบว่าคนเหล่านี้ไม่มีมารยาทมาก มีนิสัยไม่เกรงใจเหมือนชาวบ้านที่เคยเจอมาก่อน น่าจะเป็นิสัยห่ามๆ ของคนเมือง ทำให้พูดคุยแค่นิดหน่อย จากนั้นก็พยักหน้าให้หยู่เจ๋อที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม แยกย้ายเข้าไปดูและจัดบ้านใหม่ของตัวเอง
เมื่อประตูรั้วไม้เก่าๆ ปิดลง สายตาที่อยากรู้อยากเห็นเ่าั้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก การเข้าไปในเขตบ้านคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตผิดกฏของเมือง คนที่อยากรู้อยากเห็นจึงค่อยๆ ถอยกลับไปยุ่งเื่ของตัวเอง
