เสียงพัดใบลานดังพึบพับเป็จังหวะช้า ๆ ในห้องนอนของคุณหญิงทองมณี กลิ่นหอมของน้ำอบไทยอบอวลอยู่ทั่วเรือนใหญ่
พริมโรสนั่งตัวตรงแม้ในใจจะรู้สึกคล้ายคนล่องลอย ไม่แน่ใจว่ากำลังฝันหรืออยู่ในร่างของใครบางคนที่เธอรู้จัก...แต่คนรอบตัวกลับเน้นย้ำว่าเธอคือ ‘แม่หญิงพิมจันทร์’
“คุณหญิงแม่เป็ยังไงบ้างคะ...เอ่อ..เ้าคะ” ตาย ๆ เราต้องพูดให้เหมือนคนในสมัยนี้สิ เดี๋ยวก็หาว่าเราบ้าแน่ ๆ ตามในละคร ต้องรีบเรียนรู้ชีวิตในสมัยนี้ให้ได้!!
“แม่ไม่เป็อะไรมากหรอก...แม่ห่วงออเ้ามากกว่า เหตุใดเ้าถึงเรียกเช่นนั้นเรียกแม่เยี่ยงเดิมเถิดหนา” แม่มณีกล่าวก่อนค่อย ๆ ลูกหัวพริมโรสอย่างเบามือ
เอาแล้วไงละ แล้วก่อนหน้านี้พิมจันทร์คนเก่าเรียกคุณแม่ด้วยชื่อไหนกันนะ หรือจะเรียกแค่คุณแม่มณีกันนะ ถ้าจะเป็คุณแม่ทองก็คงไม่ใช่!!
หลังจากผ่านไปไม่กี่ชั่วยาม ก็มีเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นบนชานเรือน เสียงไม้ไผ่ลั่นเบา ๆ ทุกย่างเหยียบ เงาของชายผู้หนึ่งปรากฏตรงประตูบานพับ ก่อนที่ตัวจริงจะก้าวเข้ามาภายในห้อง
“แม่ท่านเป็เยี่ยงไรบ้างขอรับ...เห็นให้บ่าวไปตามเ้าอรรถ” พี่วิสูตรกล่าวขึ้นก่อนจะเข้ามาหาคุณแม่มณี
“แม่แค่เวียนหัวเท่านั้น...ห่วงน้องเ้าเถิดอาการแย่เยี่ยงนี้กลับพึ่งมาส่งข่าวบอกแม่ ต้องให้แม่มารู้เองจากคุณหญิงปราง” คุณแม่มณีบ่นใส่พี่วิสูตร
เมื่อชายหนุ่มเห็นคุณแม่มณี ก็รีบลุกขึ้นกล่าวทักทายในทันที
“ข้าไหว้ขอรับ...ท่านอามณีมีอาการเป็เยี่ยงไรบ้างขอรับ?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมกับไหว้โค้งอย่างสุภาพ
พริมโรสมองเขาอย่างเงียบงัน ดวงตาเบิกกว้างน้อย ๆ ในใจแอบรู้สึกยุบยิบอย่างบอกไม่ถูก เขาเป็คนเดียวกันที่เธอพบเมื่อวันก่อน
“เพลานี้แม่นายรู้สึกวิงเวียน มีอาการเป็ลมอยู่หลายคราวเ้าค่ะ” เฟื้องกล่าวแทนอย่างระมัดระวัง ‘เฟื้อง’ เป็คนสนิทของคุณแม่มณี
คุณหลวงอรรถพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้คุณแม่ เขานั่งคุกเข่าลงข้าง แล้ววางปลายนิ้วแตะข้อมืออย่างเบามือ นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาหยิบกล่องไม้ขนาดเล็กออกมา เปิดฝาเผยให้เห็นสมุนไพรหลากหลายชนิด ที่แบ่งแยกไว้เป็สัดส่วน
“สมุนไพรนี้จะช่วยให้ท่านอามณีสดชื่นขึ้น หายจากอาการวิงเวียน…ขอรับ” เขาเอ่ย พลางหยิบถุงห่อสมุนไพร และแนะนำวิธีใช้ให้แก่คุณแม่
คุณหลวงอรรถหันมาสบตากับพริมโรสอีกครั้ง และเอ่ยเสียงเรียบแฝงความอ่อนโยน
“ส่วนน้องหญิง…กระผมได้ยินมาว่ามีอาการคล้ายคนหลงลืม ทั้งยังมึนหัวอยู่” หลวงอรรถกล่าว
พริมโรสขยับตัวเล็กน้อย พยายามตั้งสติ “เอ่อ…ใช่เ้าค่ะ แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้วมาก”
เขาพยักหน้าเล็กน้อย “แม้ออเ้าจะว่าดีขึ้น แต่พี่ขอตรวจชีพจรเพื่อความแน่ใจเถิด” เขาพูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง
พริมโรสจึงยื่นมือออกไปอย่างลังเล เมื่อปลายนิ้วอุ่น ๆ ของเขาแตะข้อมือ เธอรู้สึกถึงคลื่นความรู้สึกแปลกประหลาด วิ่งแล่นจากจุดััไปยังหัวใจ
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย วางมือลงบนข้อมือของนาง สายตามองลึกลงไปผ่านนิ้วเรียวบาง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“น้องหญิงมิได้ป่วยเป็โรคร้ายอันใด...เพียงแต่จิตใจตกอยู่ในภาวะสับสน อาจด้วยความเหนื่อยล้าหรือเื่ราวบางประการที่ฝังใจ”
พริมโรสมองหน้าเขานิ่ง รู้สึกว่าเขารู้มากกว่าที่พูด และประโยคสุดท้าย…เหมือนเขาพูดกับเธอมากกว่าการวินิจฉัย
เขาผายมือให้บ่าวส่งยาอีกห่อมา อย่างกับว่าเตรียมยานี้มาก่อนแล้ว
“น้องหญิงดื่มยานี้ก่อนนอนจะช่วยให้หลับสนิท และผ่อนคลายมากขึ้น”
ก่อนจะหันไปคุยกับคุณแม่มณีต่อว่า “วันพรุ่งหลานจะกลับมาตรวจดูอาการอีกครา หากทานตัวยาแล้วอาการมิดีขึ้นหลานจะเปลี่ยนตัวยาให้ขอรับ”
คุณแม่มณีพยักหน้ารับ พลางกล่าวขอบคุณหลวงอรรถ ส่วนบัวเห็นโอกาสก็แอบเดินมากระซิบแ่ ๆ ข้างพริมโรส
“คุณหลวงช่างพิถีพิถันยิ่งนักเ้าค่ะ แถมยังถนอมน้ำใจคุณหนูอีกด้วย ดูก็รู้…ว่าคุณหลวงเอ็นดูคุณหนูมากแค่ไหน” บัวกระซิบบอกพริมโรส
พริมโรสเบือนหน้าหนีทันที เขินแต่ไม่กล้ารับ ภายในใจเธอเริ่มปั่นป่วน ชายคนนี้เป็ใครกันแน่ ? เธอนั่งคิดเื่เขาตลอดทั้งเช้าจนกระถึงบ่าย
สายลมยามบ่ายพัดเย็นอ่อน ๆ พริมโรสที่นั่งเล่นอยู่ที่หอนอนของตนนั้น เอนตัวพิงกันเสาห้องพลางถอนหายใจอย่างเงียบงัน ดวงตาเหม่อลอยจ้องมองไปนอกหน้าต่าง
“ดื่มชาเสียหน่อยเ้าค่ะคุณหนู บัวต้มใบชาที่คุณหนูโปรดมาเลยนะเ้าคะ” บัวกล่าวขึ้นก่อนจะนั่งลงเบื้องข้างอย่างคุ้นเคย
“ขอบใจจ้ะพี่…” พริมโรสพยายามพูดสำเนียงให้คล้ายกับยุคนี้ที่สุด
“พี่บัว…ข้ามีเื่จะถาม” เธอถามขึ้นมาอย่างสงสัย
“เ้าค่ะ ถามมาเถิดเ้าค่ะคุณหนู” บัวเงยหน้ามอง พลางพยักหน้าเบา ๆ
“ครอบครัวของเรากับ…ครอบครัวของคุณหลวงอรรถนี่…สนิทกันหรือ?”
บัวหัวเราะเบา ๆ รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏบนใบหน้า
“มากทีเดียวเ้าค่ะ ท่านพ่อของคุณหลวงเป็สหายสนิทของท่านเ้าคุณ ั้แ่ยังหนุ่มจนได้ร่วมศึกกันมา พอมีลูกก็พากันให้สนิทไว้ั้แ่เยาว์วัย คุณชายท่านกับคุณหลวงนั้นก็คบกันเสมือนญาติพี่น้องเลยเ้าค่ะ”
