หยางจวินจ้องมองิหยวนอยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจด้วยความจนใจ ไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยปากก็สั่งให้ทหารนำชุดมาเปลี่ยนให้
พวกเขาแอบออกจากเมือง คนปิดปาก ม้าปิดกีบ ย่องผ่านป่ารกทึบไปประมาณเจ็ดแปดลี้ ก่อนจะหยุดม้าพร้อมกัน ิหยวนเดินตามพวกเขามาตลอดทาง ผูกม้าที่สวมบังเหียนไว้ในป่า ตลอดทางิหยวนจดจ้องแผนที่แม่น้ำฉางเจียงที่เฮ่อเชียนชิวมอบให้ไม่วางตา จดจำภูมิประเทศเอาไว้ในใจ เมื่อเทียบกับภูมิประเทศที่พวกเขาผ่านมา ตรงนี้น่าจะเป็ปากแม่น้ำที่แคบที่สุด
หยางจวินเตรียมเรือแหลมหัวเล็กๆ ผูกไว้ที่ริมฝั่งเอาไว้แล้วสองลำ
“แม่น้ำยิ่งแคบ กระแสน้ำยิ่งไหลเชี่ยว เ้าไหวหรือไม่?”
หยางจวินเห็นิหยวนยิ้ม แต่ไม่ตอบจึงรู้คำตอบ รีบะโขึ้นเรือ เรือลำเล็กเบา กระแสน้ำซัดจนโคลงเคลงไปมา หยางจวินกับิหยวนจึงต้องก้มตัวแนบกับขอบเรือ
ในที่สุดพวกเขาก็ฝ่าคลื่นมาได้ ทุกคนตัวเปียกปอนไปกว่าครึ่ง หยางจวินกับิหยวนสบตากันในความมืด พลันหัวเราะออกมาพร้อมกัน เห็นได้ชัดว่าทั้งสองต่างนึกถึงค่ำคืนที่นั่งผิงไฟจิบสุราร่วมกันในวัดร้าง หยางจวินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ลมแรงฟ้าสูงเช่นนี้ ใต้เท้าผู้ตรวจราชการอยากจิบสุราสักจอกหรือไม่?”
ิหยวนก้มหน้าก้มตา แต่ในอกกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิม คลื่นลูกใหญ่ซัดสาดเข้ามา พัดพาเสียงลมและกระแสน้ำเชี่ยวกราก เขาจึงตอบกลับอีกฝ่าย “ม้าเหยียบเทือกเขาอินซาน หิมะปกคลุมดาบและคันธนู ขอเรียนเชิญท่านแม่ทัพก่อน”
หยางจวินหัวเราะออกมา
พวกเขาเดินเท้าเป็ระยะทางหลายลี้ จนเสื้อผ้าแห้งไปกว่าครึ่ง จึงมาถึงค่ายทหาร พวกเขาแยกย้ายกันไป สอดแนมกองหลัง สอดแนมกองกลาง สอดแนมเสบียงและอาวุธ ทันใดนั้นก็มีเสียงผิวปากดังขึ้นเพื่อเตือนภัย พวกเขาพบว่ามีทหารเป่ยฉีหลายนายกำลังปล่อยน้ำอยู่ใกล้ๆ เห็นได้ชัดว่าหลบไม่ทันแล้ว หยางจวินใ รีบแอบกำด้ามดาบแน่น
“ผู้ใดอยู่ตรงนั้น? ปล่อยน้ำยังต้องมีคนมาแอบดูข้าอีก!”
หยางจวินกำลังจะเข้าไปรับมือ ิหยวนรีบคว้าข้อมือเขาเอาไว้ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า เอ่ยะโ “พี่ชาย เข้าใจผิดแล้ว พวกข้ามาจากชิงเหอ ตระกูลชุย พวกเราเป็คนบ้านเดียวกันแต่ถูกแยกคนละกอง! แค่ออกมาคุยกัน!”
ิหยวนใช้สำเนียงทางเหนือ พวกเขาจึงไม่ได้สงสัย ถ่มใบชะเอมที่เคี้ยวอยู่ในปากออกมา “นั่นไม่ง่ายดายเลย คนบ้านเดียวกันเจอกัน น้ำตานองหน้า ข้าก็คิดถึงสหายจะแย่แล้ว พวกเ้าคุยกันอีกสักพักก็รีบกลับไปเถิด ระวังจะผิดกฎเวลายามวิกาล ท่านแม่ทัพลงโทษโหดนัก!”
“ได้ๆ พวกข้าทราบแล้ว ขอบคุณพี่ชาย!”
ทหารเ่าั้กำชับพวกเขาอีกสองสามประโยคก่อนจะเดินจากไป หยางจวินโล่งอก รีบยกมือขึ้นลูบอก “เ้าพูดสำเนียงเหนือได้ด้วยหรือ?”
ิหยวนยิ้มภาคภูมิใจเล็กน้อย “ท่านอาจารย์หญิงของข้าเป็คนตระกูลชุย”
“นับถือๆ”
“มิกล้ามิกล้า”
“ถ่อมตัวๆ”
“มิได้ๆ”
ทหารข้างๆ หัวเราะเบาๆ ทั้งสองจึงหยุดคุย
ค่ายทหารกองกลางตั้งอยู่บนเนินเขา พวกเขาหมอบอยู่หลังพุ่มไม้บนเนินเขา มองลงไปเห็นค่ายด้านล่างสว่างไสว มีขบวนทหารเคลื่อนไหวตลอดเวลา เสียงสั่งการดังชัดเจน ทหารมีระเบียบวินัย กองทัพแข็งแกร่ง ทหารนับไม่ถ้วนกระจายอยู่ทั่วูเา เมื่อได้เห็นกับตาตนเอง ยิ่งทำให้รู้สึกตระหนกกว่าได้ยินข่าวลือ ิหยวนเพิ่งรอดตายมาหมาดๆ คนเพียงไม่กี่คนยังทำให้พวกเขาจนตรอก หากกองทัพนับแสนเคลื่อนพลมาถึง เกรงว่าเสียงฝีเท้าก็มากพอที่จะทำให้กำแพงเมืองพังทลายแล้ว
“ข้าจะลงไปดู” หยางจวินพึมพำ ิหยวนยังไม่ทันได้ตอบ อีกฝ่ายก็คว้าเชือกแล้วไถลลงไปจากเนินเขา ิหยวนจ้องมองร่างนั้น หยางจวินหยุดเท้ากลางอากาศอย่างเงียบเชียบ รอจนกองลาดตระเวนสองกองเดินสวนกันจึงรีบวิ่งเข้าไป ิหยวนมองจนอีกฝ่ายหายลับไปจากสายตา ถึงได้รู้ตัวว่าตนเองลืมหายใจเพราะความตื่นเต้น เมื่อหันกลับมามองก็เห็นเชือกที่หยางจวินผูกไว้กับรากไม้ั้แ่เมื่อใดไม่รู้ ิหยวนจึงรีบค่อยๆ ดึงเชือกกลับมา เพราะหากปล่อยมันทิ้งไว้ ทหารลาดตระเวนที่เดินผ่านมาอาจเห็นเข้า
ิหยวนหมอบอยู่หลังพุ่มไม้บนเนินเขาเพียงลำพัง ในตอนแรกจิตใจตึงเครียด ตาจ้องมองค่ายด้านล่างไม่วางตา ร่างกายเกร็ง พอมีคนเดินผ่านทีไรก็อดใจเต้นแรงไม่ได้ มือที่กำคันธนูแน่นจนเป็ตะคริว ผ่านไปสักพักเขาก็เริ่มผ่อนคลาย ทิ้งตัวลงนอนบนพื้น ดมกลิ่นดิน ฟังเสียงใบไม้เสียดสี สังเกตการสนทนาของทหารที่แอบอู้งาน แต่เขากลับรู้สึกเหมือนิญญาล่องลอย เหม่อมองไปไกลๆ หลับตาลงครึ่งหนึ่ง กลายเป็ส่วนหนึ่งของเนินเขา ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงคำพูดของบิดาที่เคยสอนเขาล่าสัตว์ตอนเด็กๆ
ท่านพ่อ... ไม่รู้ว่าตอนนี้หายป่วยหรือยัง
ขอให้ท่านปลอดภัย ขอให้ท่านปลอดภัย
หากเป็ที่เจียงโจวก็คงดี ข้าจะได้จับกระต่ายป่ามาบำรุงร่างกายให้ท่าน
กระต่ายป่า?
ิหยวนพลันรู้สึกตัว นึกขึ้นได้ว่าเหตุใดตนถึงนึกไปถึงกระต่ายป่า เพราะมีกระต่ายป่าตัวหนึ่งะโขึ้นมาบนหลังเขา กลิ้งตกจากชุดเกราะหนัง แล้ววิ่งหายลับไปในพุ่มไม้
ิหยวนรอมาครึ่งชั่วยาม ตัดสินใจรออีกสักพัก หากหยางจวินยังไม่ออกมา เขาจะลงไปตามหาเอง วันนี้เขาเดินสำรวจรอบๆ เมืองโซ่วหยาง จึงรู้ว่าหยางจวินมีชื่อเสียงโด่งดัง หน้าที่ป้องกันเมืองโซ่วหยางทั้งหมดอยู่ในมือเขา
ทันใดนั้น ิหยวนก็เห็นร่างที่คุ้นเคย ประสาทััทั้งหมดกลับคืนมา ิหยวนรีบลุกขึ้นยืน หยางจวินกำลังวิ่งมาทางนี้ด้วยความเร็วสูง ในเวลาเดียวกันก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากกระโจมกลาง “มีคนบุกรุก! ไล่ตามมัน!”
หยางจวินกำลังหลบอยู่หลังกระจม กองฟาง และม้า ทหารลาดตระเวนได้ยินเสียงะโ ก็รีบตั้งสติ ยิงธนูไปรอบๆ อย่างมั่วซั่ว ในความมืด หยางจวินสบตากับิหยวน แม้จะมองไม่เห็นสิ่งใดในความมืด แต่บางทีอาจเป็ลางสังหรณ์ หยางจวินจึงรีบกลิ้งตัวลงไปในที่ลุ่ม ิหยวนรีบโยนบางอย่างไปให้เขาจากระยะไกล
ทหารลาดตระเวนรีบวิ่งกรูเข้ามาดู พอเห็นว่าเป็เพียงกระต่ายที่ถูกธนูปักเต็มตัวก็พลันหมดกำลังใจ บ่นพึมพำ “ไอ้พวกขี้ขลาด เห็นสิ่งใดก็ใไปหมด! แค่กระต่ายตัวเดียวก็คิดว่าเป็สายลับ! วันวันเอาแต่สร้างเื่ให้ผู้อื่น!”
ในขณะที่พวกเขากำลังถือกระต่ายกลับไปรายงาน หยางจวินก็มาถึงเชิงเขา รีบคว้าเชือกที่ิหยวนโยนให้ แล้วปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว พอถึงพื้นก็ได้ยินเสียงะโดังมาจากค่าย“พวกโง่เง่า! นี่ไม่ใช่ลูกธนูของพวกเรา! ไล่ตามมันไป!”
หยางจวินรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาเป็แม่ทัพ แม้จะลอบเข้าไปในค่าย เห็นทหารมากมาย มีระเบียบวินัย แต่เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ค่ายทหารดูเป็ระเบียบเรียบร้อยเกินไป ทหารดูสงบนิ่งเกินไป ขัดกับความเป็จริง แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคิด พวกเขาต้องรีบหนีเอาตัวรอด
หยางจวินคว้ามือิหยวน แล้ววิ่งเข้าไปในป่า พวกเขาเลี้ยวไปเลี้ยวมา ิหยวนมึนงงไปหมดแล้ว แต่หยางจวินยังคงวิ่งต่อไปโดยไม่ลังเล เสียงไล่ล่าดังเข้ามาใกล้ ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศมาเป็ระยะ โชคดีที่ป่ารกทึบ ลูกธนูส่วนใหญ่จึงถูกกิ่งไม้ป้องกันเอาไว้ แม้พวกเขาอยากจะตอบโต้ แต่ก็ไม่มีโอกาส ิหยวนทั้งล่องเรือ ทั้งต่อสู้ ทำให้ร่างกายอ่อนล้า จึงเลิกพูด เลิกคิด จ้องมองฝีเท้าหยางจวิน ปล่อยให้เขาพาตนวิ่งต่อไป
พวกเขาวิ่งวนไปมาไม่รู้กี่รอบ เสียงไล่ล่าเบาลง ิหยวนจึงหยุดเท้า “เดี๋ยวก่อน”
“เป็อันใดไป?”
“พวกเราวิ่งกลับมาที่เดิม” ิหยวนก้มลงเก็บหัวลูกธนูที่ตกอยู่บนพื้น
“หืม? จริงด้วย”
ิหยวนจ้องมองเขา “เ้าจำทางไม่ได้หรือ?”
“ต้นไม้มันเหมือนกันหมด ข้าจำไม่ได้หรอก”
“เ้าวิ่งมั่วๆ อย่างนั้นหรือ?!” ิหยวนโพล่งถามเสียงดัง
ใบหน้าหยางจวินเหมือนกำลังะโว่า “ไม่อย่างนั้นเล่า!”
ิหยวนเงยหน้าถอนหายใจ เขาคิดว่าคนผู้นี้เฉลียวฉลาด เด็ดขาด กล้าหาญ
หยางจวินมองดูพระจันทร์ “ตามที่ตกลงกัน พวกเขาน่าจะทิ้งเรือไว้ให้เราหนึ่งลำ รีบถอยทัพไปก่อนแล้ว ยามนี้มืดมิด อีกทั้งทหารข้าศึกกำลังค้นหา พวกเรามองไม่เห็นทาง รออีกหนึ่งชั่วยาม รอฟ้าสางค่อยไป”
“ทำได้เพียงเท่านั้น”
-----
