ไป๋หยุนเฟยมองดูชายหนุ่มที่เดินมาถึงตรงหน้าด้วยสายตางุนงง มันขมวดคิ้วพลางกล่าว่า “เ้าคือ...”
“หึ หึ เราผู้เฒ่า... เอ่อ ไม่ใช่ ข้ามีนามว่าน่าหลานยิน” ทีแรกอีกฝ่ายราวกับจะลูบเคราแต่ก็ฉุกคิดขึ้นได้จึงดึงมือที่ยกขึ้นมาได้ครึ่งทางลง หลังจากเงยหน้าขึ้นมองเฉียงขึ้นไปยังชั้นสองของเหลาอาหารซึ่งมีสตรีร่างอวบอ้วนอยู่คนหนึ่ง จึงกล่าววาจาด้วยท่าทีลึกซึ้ง “ข้าผู้นี้เกิดในตระกูลขุนนาง แต่ดูดวงชะตาแม่นยำ ผู้คนขนานนามว่า ‘หัตถ์ขวาของเทพแห่งชะตา’ หึ หึ หรือจะเรียกเป็‘เ้าตระหนี่’นั่นก็เป็ฉายาของข้าอีกเช่นกัน... เอ๊ะ ดูจากท่าทีของเ้าแล้ว คงไม่รู้จักข้ากระมัง? ช่างด้อยประสบการณ์นัก...”
“……”
ไป๋หยุนเฟยทำหน้าตาบูดบึ้งจากนั้นจึงหันหลังเดินจากไป
“เฮ้! อย่าเพิ่งไป! วีรบุรุษน้อยที่ข้ากล่าวล้วนเป็เื่จริง!” น่าหลานยินเห็นไป๋หยุนเฟยเดินจากไป จึงรีบสาวเท้าไปขวางหน้าไว้ “ข้าเตือนด้วยความหวังดี หากไม่เชื่อก็ให้ข้าลองทำนายดูก็ได้ รับรองว่าจะทำให้เ้ายอมรับทั้งกายทั้งใจ!”
ระหว่างที่กล่าววาจาก็ยกมือขวาขึ้น ไป๋หยุนเฟยจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ามือของมันถือสิ่งของที่คล้ายกระดองเต่าขนาดเท่าฝ่ามือสีดำเปรอะเปื้อน ราวกับเพิ่งขุดขึ้นมาจากใต้ดิน
“นำมือของเ้าวางบนนี้ วันนี้ข้าใจดีจะช่วยเ้าทำนายชะตาเพื่อบอกหนทางพ้นจากเคราะห์ภัย...” น่าหลานยินนำแผ่นกระดองเต่ายื่นให้ไป๋หยุนเฟยชม ยื่นเข้ามาจนแทบจะชนปลายจมูกของมันอยู่แล้ว
ไป๋หยุนเฟยยิ้มไม่ออกแล้ว มันถอยหลังไปสองก้าวพร้อมกับยกมือดันมือของอีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวปฏิเสธ “ขออภัย ข้าไม่สนใจฟังคำทำนายของเ้า เ้าไปหาคนอื่นเถอะ...”
ผู้ใดจะทราบ น่าหลานยินกลับดื้อดึงไม่ยอมแพ้ราวกับอยากจะช่วยไป๋หยุนเฟยจริงๆ หลังจากนำกระดองเต่ายัดใส่มือไป๋หยุนเฟยอีกครั้งก็กล่าวว่า “เื่เงินค่อยว่าว่ากล่าวในภายหลัง หากข้าทำนายไม่แม่นยำเ้าไม่ต้องให้เงินแก่ข้าก็ได้...”
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ เ้า...”
มือขวาไป๋หยุนเฟยแตะถูกกระดองเต่า ระหว่างที่คิดจะดันกลับไป ปากที่กล่าวได้ครึ่งประโยคจู่ๆก็ชะงักงัน ดวงตาไป๋หยุนเฟยเบิกกว้างด้วยแววตาเหลือเชื่อ ขณะเดียวกันก็จ้องมองกระดองเต่าในมือน่าหลานยินด้วยความแตกตื่น
“ระดับไอเทม: นภาระดับกลาง”
“คุณสมบัติธาตุ: ดิน”
“พลังป้องกัน: 4690”
“ผลกระทบของไอเทม: เมื่อใช้ร่วมกับเคล็ดวิชาเฉพาะ สามารถเพิ่มโอกาสในการทำนายอนาคตอีก 5% ระดับของรายละเอียดไม่แน่นอน”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: พลังิญญา 260 หน่วย”
ไป๋หยุนเฟยกลับเผลอตรวจสอบคุณสมบัติกระดองเต่าตามสัญชาตญาณ จนปรากฏข้อมูลวาบขึ้นในความคิด
“……”
“……”
ร่างของทั้งคู่นิ่งงันไร้การเคลื่อนไหว สำหรับไป๋หยุนเฟยนั้นเป็เพราะตกตะลึงต่อสิ่งที่ได้รับรู้ ส่วนน่าหลานยินกำลังประหลาดใจว่าไฉนจู่ๆไป๋หยุนเฟยก็ตกตะลึง
แต่เมื่อน่าหลานยินพบว่าไป๋หยุนเฟยกำลังมองกระดองเต่าในมือของตนด้วยความตกตะลึง สีหน้ามันก็แปรเปลี่ยนแววตาก็กลายเป็เคร่งขรึม น่าหลานยินรีบชักมือขวากลับพร้อมกับพึมพำขึ้น “เ้าบอกว่าไม่ก็คือไม่! ในเมื่อไม่อาจเปลี่ยนใจเ้า ข้าก็คงต้องไปหาลูกค้าคนอื่น ขออำลา!!”
กล่าวจบก็หันหลังจากไปโดยไม่ลังเล
“นี่!”
ไป๋หยุนเฟยตื่นใ ขณะที่คิดจะยื่นมือไปคว้าไว้ ก็พบว่าน่าหลานยินเดินออกไปหลายสิบวาแล้ว สุดท้ายก็พลิ้วกายแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มคน
แต่จู่ๆก็แว่วเสียงของอีกฝ่ายดังเข้าหูอย่างแ่เบา
“วีรบุรุษน้อย ขอเตือนเ้าเอาไว้ อย่าได้เสี่ยงอันตรายโดยลำพองใจ จงปกป้องผู้ที่เ้าใส่ใจไว้ให้ดี ไม่เช่นนั้นเ้าจะต้องสำนึกเสียใจไปตลอดชีวิต”
“……”
ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ ก็โยนความคิดที่จะติดตามทิ้งไป หลังจากส่ายหน้าแ่เบาสีหน้าก็เปี่ยมด้วยความสงสัย
“ที่มันกล่าวหมายความว่าอย่างไร? ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่ามันเป็พวกหลอกลวงต้มตุ๋น แต่ทว่า... ชั้นนภาระดับกลาง... กระดองเต่านั้นกลับเป็ชั้นนภาระดับกลาง!! คิดไม่ถึงว่าครั้งแรกที่ข้าได้ัักับวัตถุิญญาชั้นนภาระดับกลาง กลับเป็สถานการณ์เช่นนี้”
“อีกอย่าง... ผลของมัน...” สีหน้าไป๋หยุนเฟยยังคงตื่นตะลึงไม่หาย ในใจก็ครุ่นคิดขึ้น “ทำนายหรือ? กลับมีวัตถุิญญาที่ส่งผลเช่นนี้อยู่? มิหนำซ้ำยังไม่ใช่ผลกระทบเพิ่มเติมจากการอัพเกรด... เป็ไปได้จริงหรือ? การทำนายอนาคต?”
แต่จู่ๆไป๋หยุนเฟยก็เลิกคิ้วขึ้น “ใช่แล้ว หรือมันจะเป็คนของสำนักชะตาลิขิต?!”
เมื่อเงยหน้าไปมองยังทิศที่น่าหลานยินลับตาไป ไป๋หยุนเฟยก็ถอนหายใจแ่เบา สุดท้ายจึงหันหลังเดินไปหาพ่อค้าถังหูลู่ที่เดินห่างไปไกลแล้ว
“คิดไม่ถึงว่าการลงจากเขาครั้งแรก ก็ได้พบพานบุคคลลึกลับเช่นนี้ ไม่ทราบว่ามันเข้ามาหาข้าด้วยวัตถุประสงค์ใด... เห็นได้ชัดว่ามันเป็ผู้ฝึกปรือิญญาที่ฝีมือสูงส่งเหนือธรรมดา ก่อนหน้านี้ข้ากลับไม่อาจรับรู้ถึงการคงอยู่ของมัน... แต่ว่าคนแปลกหน้าที่ไม่รู้ที่มาที่ไปเช่นนี้ อยู่ห่างไว้ก่อนจะดีกว่า ครั้งนี้พวกเรามาเพื่อเที่ยวเล่น ไม่สมควรจะหาเื่ใส่ตัว...”
……
อีกด้านหนึ่ง น่าหลานยินที่เดินห่างออกไปหลายลี้แล้วนั้น ก็หันกลับไปมองยังทิศทางของไป๋หยุนเฟย ดวงตาที่คลุมเครือแตกซ่านของมันก่อนหน้านี้ก็ถูกแทนที่ด้วยแววตาอันมั่นคงกระจ่างชัด
“ช่างน่าหวาดเสียวนัก เด็กน้อยผู้นี้ช่างน่าประหลาด ราวกับมันดูออกว่ากระดองทายชะตานี้เป็สิ่งของระดับใด!” น่าหลานยินนำกระดองเต่านั้นขึ้นมาสำรวจอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง จากนั้นจึงพึมพำขึ้น “ไม่ได้มีที่ใดผิดปกติ ในยามที่ยังไม่ได้กระตุ้นใช้งาน กระดองทายชะตาก็เป็เช่นเดียวกับกระดองเต่าทั่วไป มันััสิ่งใดได้จากกระดองนี้กันนะ?”
“นี่เป็ครั้งแรกที่ได้ข้าพบเห็นผู้มี‘จุดแบ่งชะตา’ชัดเจนเช่นนี้... ด้วยความอยากรู้ใคร่ทดลองจึงเข้าไปสำรวจดู คิดไม่ถึงว่ามันกลับมี‘ัั’พิเศษเช่นนี้ ยังดีที่ข้าไหวตัวทัน หากเมื่อครู่ข้ายังคงดึงดันอยากรู้อยากเห็นคงชักนำภัยมาถึงตัว เช่นนั้นคงไม่อาจหาสิ่งใดมาชดเชยต่อความสูญเสียจากความอยากรู้อยากเห็นครั้งนี้ได้...”
น่าหลานยินส่ายหน้าเล็กน้อย ระหว่างที่หันหลังกลับไปใบหน้าก็กลายเป็เรียบเฉยอีกครั้ง แล้วมันก็แบกป้ายยี่ห้อเดินแทรกหายเข้าไปในฝูงชนอีกครั้ง
……
หลังจากไป๋หยุนเฟยซื้อถังหูลู่เรียบร้อยก็เดินกลับไปยังถนนเส้นเดิม ขณะกวาดตามองไปยังบริเวณที่ผู้คนมุงดูกันมันก็ต้องชะงักไปชั่วขณะ
ที่ตรงนั้น ผู้คนยังคงรุมล้อมกันอยู่มากมายเช่นเดิม แต่คล้ายกับว่าจะวุ่นวายยิ่งขึ้นกว่าเดิม ฝูงชนที่รุมล้อมหลังจากขยายวงออกห่างก็วิพากษ์วิจารณ์ต่อเื่ราวซึ่งเกิดขึ้นที่กลางวง
และที่กลางวงของผู้ชมที่มุงดูกันอยู่นั้น มีคนสองกลุ่มกำลังเผชิญหน้ากันอยู่
ฝ่ายหนึ่งคือถังซินหยุนกับพวก ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็กลุ่มคนที่แต่งกายคล้ายเป็บ่าวไพร่ท่วงท่าเข้มแข็ง ที่ด้านหน้าพวกมันยืนไว้ด้วยชายหนุ่มที่แต่งกายเลิศหรู ทั้งสองฝ่ายคล้ายกำลังเจรจาบางอย่างกันอยู่
ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วพร้อมกับเร่งฝีเท้าเดินเข้าไป
“ซินหยุนเกิดอะไรขึ้น?” ไป๋หยุนเฟยแหวกฝูงชนเข้าไป เมื่อไปถึงกลุ่มของถังซินหยุนก็ปรายตามองฝ่ายตรงข้ามพร้อมกับเอ่ยปากถามขึ้น
“พี่หมวกฟางในที่สุดท่านก็มา! ท่านไปนานเกินไปแล้ว!” ถังซินหยุนไม่ทันได้เอ่ยปาก หวงฝู่รุ่ยก็พูดแทรกด้วยความไม่พอใจ แต่เมื่อไป๋หยุนเฟยยื่นถังหูลู่ให้นางก็ฉีกยิ้มพร้อมกับรับไว้ทันที
ม่อเสี่ยวเซียนกล่าวว่า “พี่ไป๋เื่เป็อย่างนี้ เมื่อครู่มีคนต่ำช้าคิดจะลวนลามศิษย์พี่ซินหยุน พอถูกพวกข้าจับได้และกำลังจะสั่งสอน พวกมันก็ถูกคุณชายซือหม่าจัดการเสียก่อน... เห็นว่าเขาเป็สหายกับศิษย์พี่เฟยเหนียน”
“อ้อ?” ไป๋หยุนเฟยชะงักไปชั่วครู่ เมื่อเบือนสายตาไปมอง ก็เห็นคนอีกกลุ่มที่อยู่ด้านข้างของคนกลุ่มแรก พวกมันทั้งห้าใบหน้าซีดเผือดนอนเกลือกกลิ้งอยู่กับพื้น ทั้งหมดใช้มือซ้ายกุมข้อมือขวาที่บิดเบี้ยวผิดรูป ขณะเดียวกันก็หลั่งเหงื่อโซมกาย เห็นได้ชัดว่าพวกมันถูกบิดมือขวาหักไป แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าร่ำร้องโวยวาย ราวกับหวั่นเกรงจนไม่กล้าส่งเสียง
เมื่อเบนสายตาต่อไปก็เห็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบเศษกำลังมองมาด้วยความสงสัย ที่ข้างกายมันยืนไว้ด้วยหญิงสาวหน้าตาหมดจดกำลังมองมาด้วยแววตาสงสัยเช่นกัน
“หยุนเฟย ข้าขอแนะนำให้เ้ารู้จัก” ยามนั้นเองเฟยเหนียนที่กำลังสนทนากับชายหนุ่มผู้นั้นก็กล่าวขึ้น “ผู้นี้คือคุณชายสามตระกูลซือหม่า นามว่าซือหม่าตง เป็สหายสนิทของข้า และนี่คือน้องสาวของเขานามว่าซือหม่าเย่”
“ตระกูลซือหม่า?” ไป๋หยุนเฟยงงงันวูบ “หรือจะเป็...”
เฟยเหนียนพยักหน้ากล่าวว่า “มิผิด ก็คือตระกูลของข้าหลวงซือหม่าเหวินซู ซึ่งเป็เ้าเมืองชีเหยียนนั่นเอง”
จากนั้นจึงหันไปหาซือหม่าตงพร้อมกับกล่าวว่า “พี่ซือหม่า นี่คือไป๋หยุนเฟย เพิ่งเข้าสำนักช่างประดิษฐ์มาไม่นาน เป็... อาจารย์อาของข้า”
ซือหม่าตงได้ยินเฟยเหนียนแนะนำไป๋หยุนเฟยก็แสดงสีหน้ารับทราบพร้อมกับยิ้มพลางกล่าวว่า “ที่แท้ก็คือคุณชายไป๋ ยินดีที่...”
กล่าวได้เพียงครึ่งประโยค จู่ๆมันก็ชะงักไป จากนั้นจึงหันขวับไปหาเฟยเหนียนพร้อมกับถามด้วยความสงสัย “เ้าว่าอะไร? เขาเป็อาจารย์อาของเ้า?”
