“พี่ทิณณ์คะ พี่ทิณณ์” เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นเธอทำบางสิ่งบางอย่าง อยู่ใต้ต้นไม้ ก่อนตัดสินใจลุกขึ้นไปยังร่างบาง พลางตกตะลึงเมื่อเห็นนกตัวน้อยดิ้นอยู่ในอุ้งมือเธอ พร้อมสายตาสั่นไหวของพิมพ์มาดาจะเงยมองเขา
“มองพี่แบบนั้นทำไม” เขาเอ่ยถาม
“ช่วยมันหน่อยได้ไหมคะ” เสียงอ่อนหวานทำให้ชายหนุ่มเบิกตากว้าง พลางชี้มือมายังตัวเอง
“ให้พี่ช่วย จะช่วยอะไรได้ พี่ไม่ใช่พ่อนก ที่จะนอนกกให้มันโตขึ้นมาได้” เขาตอบตะกุกตะกัก พร้อมกับพิมพ์มาดาจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
“นกน้อยมันตกมาจากรังแน่ ๆ เลยค่ะ พี่ทิณณ์ช่วยพิมพ์หารังของมันหน่อยได้ไหมคะ” ว่าแล้วหญิงสาวก็เงยขึ้นไปบนต้นไม้ พร้อมกับเทวทิณณ์มองตามขึ้นไปอย่างอัตโนมัติ
“ทิ้งมันไว้เถอะ ยังไงมันก็ตายอยู่ดี ไม่รอดหรอก ตกมาขนาดนี้” เขาพูดพร้อมกับเตรียมดึงมือเธอกลับ ทว่าร่างเล็กกลับรั้งตัวไว้
“ไม่ได้ค่ะ ใคร ๆ ก็อยากมีชีวิตอยู่บนโลกทั้งนั้น ดูสิคะ เขาร้องไม่หยุดเลย สงสัยจะหิวแล้วด้วย” เทวทิณณ์นิ่งอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน เธอพูดเป็ตุเป็ตะ ราวกับสามารถสื่อสารกับนกตัวนั้นได้ ทว่ากิริยาอ่อนโยนของหญิงสาว ทำให้เทวทิณณ์ถอนหายใจออกมา
“วางนกไว้ที่เดิม แล้วไปกันเถอะ เชื่อพี่ว่ายังไงมันก็ตาย” เขาเตรียมดึงมือหญิงสาวอีกครั้ง
“ไม่ค่ะ พิมพ์จะช่วยให้มันได้กลับรังไปอยู่กับพ่อแม่” หญิงสาวทำท่าดื้อดึง ก่อนที่ชายหนุ่มจะปล่อยมือเธอ แล้วยกมือขึ้นกอดอก พร้อมกับทอดสายตามองนกน้อยตัวนั้นอย่างเงียบ ๆ
“แล้วเธอจะทำยังไง” พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นไปบนต้นไม้อีกครั้ง พยายามมองหารังของนกน้อยที่ตกลงมา ก่อนจะสังเกตเห็นแล้วรีบชี้มือขึ้นไปในทันที
“นั่นไงคะ รังของมัน”
“แล้ว?” เทวทิณณ์ยังคงกอดอก มองการกระทำของหญิงสาวอยู่ห่าง ๆ
“ง่าย ๆ ค่ะ พี่ทิณณ์แค่ปีนเอานกตัวนี้ไปวางในรัง” พิมพ์มาดาตอบพร้อมกับทำตาปริบ ๆ ทว่าอีกฝ่ายรู้สึกหัวร้อนขึ้นมาทันทีที่ฟังจบ พร้อมกับย่างเท้าเข้าไปหาหญิงสาว
“พี่คือเทวทิณณ์ เธอจะให้พี่ทำเื่บ้า ๆ แบบนี้ได้ไง รู้หรือเปล่าว่ากำลังใช้ใครอยู่” พิมพ์มาดาเห็นท่าไม่ดีจึงถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วก้มมองลูกนกในมือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา
“พี่ทิณณ์ชอบฟังเสียงนกร้องไม่ใช่เหรอคะ อย่างน้อยบรรพบุรุษของพวกมัน ก็เคยช่วยให้พี่ทิณณ์ผ่อนคลายจากความเครียด ดูสิคะ รังของมันอยู่แค่นี้เองไม่ได้สูงเลยค่ะ ช่วยเอามันไปวางไว้ที่เดิม ก็ดีกว่าปล่อยมันตายไม่ใช่เหรอคะ” หญิงสาวพูดจ้อย ก่อนจะเงียบปากลง เมื่อเห็นเขาตัดสินใจหันหลังเดินกลับไปที่รถ โดยไม่สนใจนกน้อยในมือของเธอ
พิมพ์มาดาเม้มปากแน่น เธอทอดสายตามองแผ่นหลังของเขาอย่างผิดหวัง ก่อนจะพยายามหาทางเอานกตัวนั้นกลับไปไว้ที่เดิมโดยไม่สนใจเขาเช่นกัน
“ไม่เป็ไรนะคะ เดี๋ยวพี่ช่วยเธอเอง” หญิงสาวลูบหัวนกน้อยแล้วพูดกับมันอย่างอ่อนโยน ก่อนจะตัดสินใจหาทางปีนเอานกตัวน้อยไปไว้บนรังเหมือนเดิม เทวทิณณ์ต้องอ้าปากค้างอีกครั้งเมื่อหันมาแล้วพบว่าหญิงสาวกำลังพยายามปีนต้นไม้อยู่ เขารีบเปิดประตูรถแล้ววิ่งกลับมาทันที
“ลงมาเดี๋ยวนี้นะ เธอทำบ้าอะไร?” ร่างสูงเข้ามาหาร่างเล็ก ที่กำลังห้อยอยู่บนต้นไม้ ก่อนจะใช้กำลังทั้งหมดดึงพิมพ์มาดาลง เมื่อร่างของหญิงสาวถึงพื้น เธอจึงหันมายังชายหนุ่มแล้วมองเขาอย่างไม่พอใจ
“พี่ทิณณ์ทำอะไรรู้ตัวหรือเปล่า กว่าพิมพ์จะปีนไปได้ขนาดนั้นหมดแรงไปเท่าไหร่ แล้วพี่ดึงพิมพ์ลงมาทำไมคะ” เธอหน้างอ แล้วเริ่มต่อว่าเขา
“แล้วถ้าเธอตกมาพี่จะทำยังไง จะให้พี่บอกนักข่าวยังไง พ่อได้เล่นงานพี่ตายคามือแน่ ๆ” เขาตอบกลับ ก่อนที่หญิงสาวจะชะงักแล้วก้มมองนกน้อยในมือ
“งั้นพี่ก็ขับรถออกไปได้เลยค่ะพิมพ์หาทางกลับเองได้ และถ้าพิมพ์เกิดตกต้นไม้ขึ้นมาจริง ๆ รับรองเลยว่าไม่มีใครรู้ค่ะ ว่าพิมพ์มากับพี่ ไม่ต้องกลัวจะเสียชื่อเพราะพิมพ์หรอกค่ะ”
“ยังจะเถียงอีกเหรอ” เขาขึ้นเสียง ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างอเง้าของเธอแล้ว จึงจำใจเงียบปากลงพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความหน่าย
“อะไรคะ” พิมพ์มาดาก้มมองมือของเขาที่ยื่นมา พลางเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“เอานกมา” เขาพูดห้วน ๆ ก่อนหญิงสาวจะค่อย ๆ ยื่นนกน้อยให้ไป เทวทิณณ์ส่ายศีรษะไปมาให้กับตัวเอง ก่อนจะเลื่อนมองดูต้นไม้และรังนกนั้นเพื่อคะเนทิศทาง
“ทางซ้ายค่ะพี่ทิณณ์ อีกนิดเดียวค่ะ” เสียงะโของพิมพ์มาดาดังอยู่ด้านล่าง ระหว่างที่ร่างของเทวทิณณ์ปีนขึ้นมายังที่สูง พบกับรังนกขนาดใหญ่ ก่อนเขาจะได้ยินเสียงจิ๊บ ๆ ของบรรดาพี่น้องมันร้องดังขึ้นมา
“เอาล่ะ อีกนิดเดียว” ชายหนุ่มกลั้นใจปีนขึ้นไปอีกนิด แล้วค่อย ๆ วางนกน้อยตัวนั้นไว้ในรัง ก่อนสายตาคมจะเลื่อนมองพี่น้องของมันที่พากันส่งเสียงระงม เอาเข้าจริงเขาแอบรู้สึกภูมิใจที่ได้เห็นมันกลับมาอยู่ในรังดังเดิมเหมือนกัน
“สำเร็จแล้ว ขอบคุณนะคะ” เสียงใสของหญิงสาวดังลอดขึ้นมาให้เทวทิณณ์ได้สติ แล้วต้องละจากภาพตรงหน้า ก่อนจะค่อย ๆ ปีนลงไปด้วยความระมัดระวัง
“ตุบ” เสียงเท้าของเทวทิณณ์กระทบกับพื้น พร้อมกับอาการหอบเล็กน้อยดังลอดออกมา ก่อนจะเลื่อนไปเห็นใบหน้าของหญิงสาวส่งยิ้มให้เขาอย่างภูมิใจ
