วันต่อมา ในเรือนของอู๋ฉิง
“เทียนฉี!” อู๋ฉิงมองศิษย์ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าตน เอ่ยเรียกเสียงเบา
“อาจารย์ ศิษย์อกตัญญู เพิ่งกลับมาจากแดนลับก็คิดจากข้างกายท่านผู้เฒ่าไปอีกแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีพูดจบพลันมุ่นคิ้ว ก่อนหน้านี้ เขาแจ้งเื่ราวในบ้านกับอู๋ฉิงเรียบร้อย ฉะนั้น ความเป็ไปในครอบครัวตน อู๋ฉิงย่อมรู้ชัด
“จะไปจิ่นโจวหรือ?” เห็นศิษย์มีสีหน้าตัดใจไม่ลง อู๋ฉิงถามเสียงเบา
“ขอรับ บิดาไม่รู้อยู่แห่งหนใด เทียนฉียากสงบใจได้จริงๆ ดังนั้น เทียนฉีจึงได้แต่กราบลาอาจารย์ไปจิ่นโจว ตามหาที่อยู่ของท่านพ่อกับอาอันขอรับ!” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วเทียนฉีขมวดคิ้วแน่น ไม่รู้ว่าสถานการณ์ของบิดาตอนนี้เป็อย่างไรบ้าง?
“อืม ไปเถิด เ้าเป็คนกตัญญู หากให้เ้าฝืนอยู่ที่อวิ๋นโจวอาจทำให้เ้ายิ่งทุกข์ทรมาน!” จะมากหรือน้อย อู๋ฉิงก็เข้าใจศิษย์ของตนอยู่บ้าง เขารู้ เทียนฉีเสียมารดาั้แ่เล็ก อยู่ด้วยกันกับบิดาสองคน พ่อลูกมีความผูกพันลึกล้ำอย่างที่สุด คราวนี้บิดาของเทียนฉีถูกยอดฝีมือลึกลับพาตัวไป ในฐานะบุตร เทียนฉีย่อมไม่มีทางรั้งอยู่ต่อ
“ขอบพระคุณอาจารย์ที่เข้าใจ!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ โขกศีรษะคำนับอู๋ฉิงสามหน
“ลุกขึ้นเถิด!” อู๋ฉิงพูดพลางพยุงเขาขึ้นมา
“อาจารย์ ศิษย์ไปครานี้ ไม่ทราบว่าเมื่อใดถึงกลับมาได้ ศิษย์ตัดใจจากอาจารย์ไม่ลงจริงๆ!”
“เฮ้อ หัวใจของเ้าอาจารย์รับรู้ ไปเถิด บิดารอเ้าอยู่ กำลังจะจากลา อาจารย์ไม่มีของดีอันใดมอบให้ นี่เป็ตำราลับอักขระยันต์ขั้นสี่ เ้าพร์เหนือใครในศาสตร์ยันต์ พกตำราเล่มนี้ติดตัวไว้เสีย ศึกษาให้มากสักนิด ดูให้มากสักหน่อย พอไปถึงจิ่นโจวแล้วหาหมึกยันต์ขั้นสี่ได้ เ้าค่อยลองยันต์วิเศษขั้นสี่ในตำราลับนี่ดู!”
“ขอบพระคุณอาจารย์ยิ่ง!” หลิ่วเทียนฉียื่นมือไปรับตำราลับที่อาจารย์มอบให้อย่างนอบน้อม
ตำราลับอักขระยันต์ขั้นสี่ ที่อวิ๋นโจวเป็สมบัติท่ามกลางสมบัติอย่างแท้จริง โดยทั่วไปล้วนเป็ความลับในตระกูลที่ไม่ถ่ายทอดต่อ จึงไม่มีทางถ่ายทอดให้คนนอกง่ายๆ แต่อาจารย์กลับมอบตำราลับล้ำค่าเช่นนี้ให้ตน ในใจหลิ่วเทียนฉีซาบซึ้งยิ่งนัก
“อืม ไปเถอะ!” อู๋ฉิงโบกมือ ส่งสัญญาณให้หลิ่วเทียนฉีออกไป
“อาจารย์ ครั้งนี้ไปแดนลับเหิงอวี้ ศิษย์กับเสี่ยวรุ่ยพบสัตว์อสูรขั้นสี่ตัวหนึ่ง นี่คือหนังสัตว์อสูร ศิษย์มอบให้อาจารย์ตอบแทนพระคุณ อาจารย์เก็บไว้ให้อาจารย์ใหญ่เฮยหลอมอุปกรณ์อาคมที่เหมาะมือสักชิ้นเถอะขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอาหนังตัวนิ่มสีน้ำเงินผืนนั้นออกมา ส่งมาตรงหน้าอู๋ฉิง
“ไม่ หนังสัตว์อสูรขั้นสี่นี่ อย่างไรเ้าเก็บไว้เถอะ เ้าจะไปจิ่นโจว โดยสารนาวาข้าม์้าศิลาทิพย์ไม่น้อยเชียว! เ้าเอาหนังสัตว์อสูรนี่ไปขายได้! “
“ไม่ขอรับ อาจารย์มีบุญคุณอบรมศิษย์มา นี่เป็ของตอบแทนบุญคุณอาจารย์ของศิษย์ หวังว่าอาจารย์จะรับไว้” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางคุกเข่าลงอีกหน
เห็นหลิ่วเทียนฉีจริงใจเช่นนี้ อู๋ฉิงถอนหายใจแ่เบา
“เอาล่ะ ในเมื่อเป็ใจกตัญญูของเ้า อาจารย์จะรับไว้!” อู๋ฉิงพูดก่อนรับหนังสัตว์อสูรสีน้ำเงินมา
“ศิษย์กราบลาอาจารย์!” หลิ่วเทียนฉีโขกศีรษะคำนับอีกครั้ง ลุกขึ้นช้าๆ ออกไปจากเรือนของอู๋ฉิง
อู่ฉิงยืนอยู่ในเรือนมองแผ่นหลังของศิษย์ เขามองอยู่เนิ่นนาน
เทียนฉีเป็เด็กมีแววในการเรียนยันต์คนหนึ่ง หวังว่าเขาจะเดินทางปลอดภัย ตามหาบิดาของเขาที่จิ่นโจวพบ!
.........
เมื่อบอกลาอู่ฉิงเสร็จ หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยถึงออกจากวิทยาลัยเซิ่งตู
“ยังมีศิลาทิพย์อีกเท่าไรหรือ?” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักข้างกายแล้วถามเสียงเบา
“ไม่ถึงหนึ่งหมื่น!” เฉียวรุ่ยพูดอย่างกลัดกลุ้มเล็กน้อย ในใจคิดว่าศิลาทิพย์ไม่พอใช้จริงๆ หนอ!
“น้อยเกินไปแล้ว เอาเช่นนี้เถอะ พวกเราเอาสมุนไพรทิพย์ ผลึกอสูรและหนังสัตว์อสูรที่ไม่ได้ใช้จำนวนหนึ่งที่หาพบในแดนลับไปขายให้หมดกัน!” อยู่บ้านเป็ยาจกเดินทางเป็เศรษฐี อย่างไรก็ไม่อาจพกศิลาทิพย์ไม่กี่พันก้อนเดินทางได้กระมัง?
“อืม เอาสิ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า คิดว่าออกจากบ้านไม่มีศิลาทิพย์ ช่างไม่เหมาะเกินไป
ทั้งสองคนแบ่งสมุนไพรทิพย์ ผลึกอสูรและหนังสัตว์อสูรที่ไม่ได้ใช้จำนวนหนึ่งเป็หลายส่วน เอาของไปขายให้ร้านค้าหลายร้านในนครเซิ่งตูทันที
นอกจากผลึกอสูรขั้นสี่สองเม็ด หนังสัตว์อสูรขั้นสี่ผืนหนึ่ง รวมถึงสมุนไพรทิพย์ขั้นสี่ห้าต้น หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยขายของที่ไม่ได้ใช้ซึ่งหามาได้ในแดนลับไปจนหมด เรียกได้ว่าขายทรัพย์สมบัติทั้งหมดแล้ว กลับได้ศิลาทิพย์มาเพียงหนึ่งแสนห้าหมื่นก้อนเท่านั้น
มีศิลาทิพย์หนึ่งแสนห้าหมื่นก้อนนี้ มากน้อยอย่างไร ในใจพวกเขาก็สงบลงได้บ้าง
พวกเขาหาร้านน้ำชาร้านหนึ่งได้ก็ดื่มชาไปพลาง มองแผนที่ไปพลาง ยืนยันเส้นทางที่จะไปคราวนี้
“แคว้นเทียนโยวอยู่ทางใต้ พวกเราออกจากประตูเมืองทิศใต้ เดินทางตรงไปทางใต้ก็ถึง แต่ข้าอยากไปเมืองเทียนซินสักรอบก่อน ที่นั่นผลิตหินแร่จำนวนมาก จึงเป็สถานที่ที่ช่างหลอมอุปกรณ์มักไปซื้อ และช่างหลอมอุปกรณ์ในท้องที่ก็มีอยู่มากมาย ข้าอยากไปดูเสียหน่อย ดูว่าจะหาช่างหลอมอุปกรณ์ขั้นสี่ที่ดีสักคนช่วยเ้าซ่อมแซมอุปกรณ์อาคมได้หรือไม่น่ะ!” การซ่อมร่มหมื่นตะวันเป็เื่ใหญ่ จำเป็ต้องทำให้เรียบร้อยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้น เสี่ยวรุ่ยก็ไม่มีอุปกรณ์อาคมเหมาะมือสักชิ้น แล้วจะไปจิ่นโจวได้อย่างไรเล่า?
ได้ยินคนรักเอ่ยเช่นนี้ เฉียวรุ่ยก็ส่ายศีรษะ “ไม่เป็ไร เื่อุปกรณ์อาคมค่อยว่ากันทีหลัง อย่างไรก็เร่งเดินทางก่อนเถอะ!”
“ไม่ ซ่อมอุปกรณ์อาคมให้เรียบร้อยก่อน พอพบสัตว์อสูรหรือศัตรูเข้า เ้าจะได้มีหนทางปกป้องตนเองมากขึ้น!” หลิ่วเทียนฉีคิดว่าไม่กี่วันไม่ต่างกัน หนทางนี้ยังอีกยาวไกล!
หากเขาคาดไม่ผิด นาวาข้าม์ลำนั้น เกรงว่าต้องรอแปดปีให้หลังถึงจะมาถึงท่าแคว้นเทียนโยว! เพราะในนิยายต้นฉบับเขียนไว้ชัดเจน พระเอก นางเอก นางเอกคนที่สอง เฉียวรุ่ย เซียวจื่อเยว่ จงหลิง เมิ่งเฟยผู้คนเหล่านี้ ปีที่แปดหลังออกจากแดนลับเหิงอวี้ก็ไปจิ่นโจว
“อืม ก็ ก็ดี!” เฉียวรุ่ยเห็นคนรักยืนยันอย่างหนักแน่น จึงได้แต่พยักหน้าตกลง
หลังออกจากประตูเมืองนครเซิ่งตู หลิ่วเทียนฉีกดพลังวัตรของตนจากระดับดวงปราณ่ต้นลงมาถึงระดับสร้างรากฐาน่ต้นทันที
เห็นคนรักกดระดับพลังวัตรลงมาหนึ่งระดับเต็ม เฉียวรุ่ยกะพริบตาปริบ
“ออกมาข้างนอก เก็บพลังไว้มากหน่อย ถ่อมตัวไว้หน่อยย่อมดีกว่า!” เก็บไว้เป็ไพ่ในมือบ้าง เช่นนี้หากพบศัตรูที่แข็งแกร่ง อย่างน้อยก็มีโอกาสหนีเอาชีวิตรอด
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า กดพลังของตนลงมาถึงระดับสร้างรากฐาน่ต้นด้วย
หลิ่วเทียนฉีมองคนรัก ส่งยิ้มอ่อนโยน เอากระบี่อาคมของตนออกมา พาขี่กระบี่จากไปด้วยกัน
.........
หลายวันให้หลัง พวกเขาเดินทางมาถึงเมืองเทียนซิน
ทั้งสองคนหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเข้าพักทันที กลางวันสืบสถานการณ์ของช่างหลอมอุปกรณ์ในเมือง กลางคืนพักผ่อนและฝึกฝนอยู่ในโรงเตี๊ยม
สืบถามอยู่ในเมืองเทียนซินอยู่หลายวัน หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยเข้าใจสถานการณ์ของช่างหลอมอุปกรณ์ขึ้นมาบ้าง ตกกลางคืนพวกเขาจึงนั่งหารือกัน
“ดูจากสถานการณ์ที่สืบในหลายวันมานี้ ที่เมืองเทียนซินมีช่างหลอมอุปกรณ์ขั้นสี่ที่มีชื่อเสียงอยู่สามคน คนหนึ่งคือหลันเซียง ช่างหลอมอุปกรณ์หญิงที่อาศัยอยู่ในเมืองฝั่งตะวันออก พลังระดับดวงปราณ่กลาง มีชื่อเสียงมาเกือบสามสิบปี คนต่อมาคือปรมาจารย์จงหนิง อาศัยอยู่เมืองฝั่งเหนือ พลังระดับดวงปราณ่ต้น มีชื่อเสียงอยู่บ้าง และก็มีเ้าตระกูลฉินที่อาศัยอยู่ในเมืองอีกคน พลังระดับดวงปราณ่ปลาย เป็ช่างหลอมอุปกรณ์หน้าเก่าคนหนึ่ง เทียนฉี เ้าคิดว่าช่างหลอมอุปกรณ์สามคนนี้ พวกเราไปหาคนไหนถึงดีที่สุด?” เฉียวรุ่ยมองคนรัก ถามความเห็นของอีกฝ่าย
“คนจากตระกูลฉินพลังสูงเกินไป หากไปหาเขา ข้ากลัวว่าเขาจะฮุบอุปกรณ์อาคมกับวัตถุดิบของพวกเรา แล้วพลังของพวกเรายังทำอันใดไม่ได้อีก จึงไม่เหมาะเกินไป ส่วนปรมาจารย์จงหนิง ระดับดวงปราณ่ต้น อย่างไรก็ประสบการณ์น้อยเกิน หากไปหาเขาให้หลอมอุปกรณ์อาคมขั้นสี่ คงยากที่จะรับงานใหญ่!”
ได้ยินการวิเคราะห์ของคนรัก เฉียวรุ่ยพยักหน้าหงึก “ถ้าเช่นนั้น ความเห็นของเทียนฉีคือไปหาหลันเซียง ช่างหลอมอุปกรณ์หญิงคนนั้นหรือ?”
“วิชาหลอมอุปกรณ์ของหลันเซียงไม่เลวทีเดียว นอกจากนี้ นางระดับดวงปราณ่กลาง พวกเราสองคนจัดการนาง น่าจะมั่นใจได้อยู่บ้าง” ร่มหมื่นตะวันกับศิลาแสงดาวล้วนเป็ของดี เพราะอย่างนั้น หลิ่วเทียนฉีไม่ยินดีไปหาช่างหลอมอุปกรณ์ที่พลังแข็งแกร่งเกินไปหรอก เขากังวลการถูกฮุบของที่สุด
“อืม มีเหตุผล! ถ้าอย่างนั้น วันพรุ่งนี้พวกเราไปหาปรมาจารย์หลันเซียงกันเถอะ!”
“ดี!” หลังกำหนดเื่นี้ได้ หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยถึงวางใจ
.........
วันต่อมา
ทั้งสองคนมาถึงสมาคมสุคนธรสที่เมืองฝั่งตะวันออก ที่พำนักของอาจารย์หลันเซียง
เป็ที่พักที่งามสง่าแห่งหนึ่ง สองข้างประตูใหญ่ปลูกต้นหลิวบังแดดไว้มากมาย เรือนทั้งหลังล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจี มองแวบหนึ่งเหมือนเรือนหลังนี้สร้างอยู่ในต้นไม้นัก
หลิ่วเทียนฉีก้าวไปข้างหน้า เคาะห่วงประตูเบาๆ
ครู่หนึ่ง บุรุษหนุ่มเปิดประตูใหญ่บานหนึ่งออกมา เขามองหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยที่อยู่นอกประตู
“ไม่ทราบว่า สหายผู้ฝึกตนทั้งสองมีสิ่งใดชี้แนะหรือ?” เห็นทั้งสองคนล้วนพลังระดับสร้างรากฐาน่ต้น บุรุษชุดดำทั้งตัวจึงก้มศีรษะให้เล็กน้อยอย่างมีมารยาท
“พวกเรามาขอพบปรมาจารย์หลันเซียง ้าให้หลอมอุปกรณ์อาคมชิ้นหนึ่งน่ะ!” ประเมินบุรุษชุดดำบนจรดล่างรอบหนึ่ง หลิ่วเทียนฉีคิดในใจ ‘ได้ยินว่าหลันเซียงเลี้ยงดูนายบำเรอไว้ในบ้านสามคน บุรุษคนนี้พลังระดับสร้างรากฐาน่กลาง แม้พลังไม่สูง แต่หน้าตากลับหล่อเหลางดงามยิ่ง กว่าครึ่งคงเป็นายบำเรอของหลันเซียงสินะ!’
ได้ยินคำนี้ บุรุษชุดดำพยักหน้ารับ “ที่แท้เป็เช่นนี้ ทั้งสองท่านเชิญด้านนี้”
หลังถูกบุรุษชุดดำเชิญเข้ามาในเรือน เห็นบุปผาทิพย์นานาชนิดสีสันสวยสดงดงามเต็มเรือน เฉียวรุ่ยอดเลิกคิ้วไม่ได้
“ไม่ใช่บอกกันว่าปรมาจารย์หลันเซียงเป็สายอัคคีหรือ? ทำไมยังปลูกบุปผาทิพย์มากเช่นนี้เล่า?”
ว่าตามหลักแล้ว ผู้ฝึกตนสายพฤกษามีพร์ในการปลูกบุปผาทิพย์กับสมุนไพรทิพย์มากที่สุด ส่วนผู้ฝึกตนสายอัคคีส่วนใหญ่ไม่มีพร์ มักปลูกบุปผาทิพย์กับสมุนไพรทิพย์ตายง่ายดายยิ่ง
“อ้อ บุปผาทิพย์เหล่านี้ไม่ใช่นายท่านปลูก เป็ข้าน้อยปลูกเองขอรับ!” บุรุษผู้นั้นยิ้มน้อยๆ พลางบอกเสียงเบา
ได้ยินคำนี้ เฉียวรุ่ยมีสีหน้าประหลาดใจ มองไปทางบุรุษชุดดำ “ท่านนี่ร้ายกาจเสียจริง!”
“สหายผู้ฝึกตนชมเกินไปแล้ว!” บุรุษชุดดำยกมุมปากโค้ง ส่งรอยยิ้มมีเสน่ห์ให้
เห็นบุรุษชุดดำยิ้มขึ้นมาประหนึ่งอาบลมวสันต์ เฉียวรุ่ยตะลึงวูบหนึ่ง จริงอย่างที่ว่า คนหน้าตางามย่อมแตกต่าง ยิ้มขึ้นมาล้วนน่ามองเช่นนั้น
เห็นบุรุษชุดดำหยุดเท้า ขยับดวงตาดอกท้อคู่นั้นปล่อยกระแสไฟฟ้าใส่เสี่ยวรุ่ยของตน ใบหน้าหลิ่วเทียนฉีบึ้งตึง เขาเอ่ยเสียงเย็น “รบกวนสหายผู้ฝึกตนนำทางด้วย!”
“ขอรับ!” บุรุษชุดดำเหลือบมองมือที่จูงเฉียวรุ่ยไว้ของหลิ่วเทียนฉีแล้วยิ้มนิดหน่อย พาเดินหน้าต่อ
เฉียวรุ่ยเห็นคนรักหน้าทะมึนก็หัวเราะคิกคักพลางคิด ‘เทียนฉีของตน ต้องหึงเหลวไหลอยู่แน่ๆ’
“ยังกล้ายิ้มอีก ประเดี๋ยวกลับไป คอยดูสิข้าจะจัดการเ้าอย่างไร!” หลิ่วเทียนฉีก้มหน้าประชิดริมหูของเฉียวรุ่ย ใช้เสียงที่ได้ยินเพียงสองคนบอก
“เทียนฉี หึงแล้วหรือ?” เฉียวรุ่ยหันมากะพริบตาใส่เขาอย่างซุกซน
“เ้ารอดู!” หลิ่วเทียนฉีหน้าบึ้ง หยิกเอวอ่อนของเฉียวรุ่ยทีหนึ่ง
“โอ๊ย!” ถูกหยิกโดยไม่ทันตั้งตัว เฉียวรุ่ยจึงไม่ได้ป้องกัน
บุรุษชุดดำเหลือบมองคู่รักเยาว์วัยกระเซ้าเย้าแหย่กันด้านหลังร่างทีหนึ่ง ก่อนพาทั้งสองคนมาถึงในโถงรับแขก
“ทั้งสองท่านโปรดรอที่นี่สักครู่ ข้าจะไปเชิญนายท่านมา!”
“ต้องรบกวนท่านแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย กระทั่งเขาจากไป
