“ขนมข้าวตอกงั้นเหรอ?”
ถังหว่านทวนคำ แววตาเป็ประกายวูบหนึ่ง แต่แกล้งทำหน้าซื่อตาใส “มันเป็ของดีขนาดนั้นเลยเหรอจ๊ะพี่?”
ภรรยาเอ้อจู้มองเธอด้วยสายตาแปลกใจ “อ้าว นี่แม่คุณไปอยู่ไหนมาเนี่ย? ขนมข้าวตอกนี่แหละของดี สมัยนี้เขามีขายแบบใส่กระป๋องหรูๆ ด้วยนะเออ ่ตรุษจีนใครหิ้วไปฝากญาติผู้ใหญ่นี่ถือเป็ของกำนัลชิ้นโต หน้าบานกันทั้งคนให้คนรับเลยแหละ... เอาเถอะ วันหลังค่อยคุยกัน สายแล้ว พี่ไปก่อนนะ”
นางปัดเศษด้ายตามตัวอย่างอารมณ์ดี แล้วเดินฮัมเพลงจากไป
ลับหลังพี่สะใภ้ ถังหว่านนั่งนิ่งอยู่ใต้ร่มไม้ สมองแล่นจี๋ราวกับฟันเฟืองที่เริ่มหมุน
เธอรู้ดีว่ายุคนี้ข้าวของขาดแคลน แต่จากที่ได้ยินมา พวกขนมขบเคี้ยวอย่างข้าวพองหรือขนมทอดเคลือบน้ำตาลถือเป็ของหายากระดับพรีเมียม แม้จะมีคูปองขนมก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่ายๆ เพราะสินค้ามักจะขาดตลาด
ที่สำคัญ... บังเอิญเหลือเกินที่เธอไม่มีความสามารถพิเศษอะไรโดดเด่น นอกจาก 'ฝีมือทำอาหาร' ระดับปรมาจารย์ที่ติดตัวมา เื่เข้าครัวนี่แหละคืองานถนัดที่สุดของเธอ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสาง ถังหว่านก็เตรียมตัวออกเดินทาง
เป้าหมายคือตัวเมืองซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่ายี่สิบหลี่ เธอคำนวณเวลาแล้วกลัวจะกลับมาไม่ทันมื้อเที่ยง จึงรีบก่อไฟทำกับข้าวเตรียมไว้ให้พ่อจางแต่เนิ่นๆ จากนั้นก็คว้ากระบอกน้ำที่ดัดแปลงจากขวดน้ำเกลือแก้วใส่ถุงผ้าที่เย็บเอง สะพายขึ้นบ่าแล้วมุ่งหน้าออกจากบ้านทันที
ในยุคนั้นการคมนาคมไม่สะดวกสบาย ข้าวของก็หาซื้อยาก โดยเฉพาะ 'ข้าวเหนียว'
ข้าวเหนียวพันธุ์เมล็ดกลมส่วนใหญ่อยู่ทางเหนือ ส่วนทางใต้นิยมปลูกข้าวเ้า ข้าวเหนียวจึงมีผลผลิตน้อยและหาซื้อยากมากตามร้านค้าในชนบท เธอจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าตอนไปโรงสีคราวก่อน เคยเห็นข้าวเหนียววางขายแว้บๆ การจะดุ่มๆ เข้าเมืองใหญ่อาจจะเสี่ยงและเสียเวลาเปล่า สู้ไปเสี่ยงดวงที่ร้านค้าในตัวอำเภอที่ใกล้กว่าน่าจะดีกว่า
ร้านค้าธัญพืชในตัวอำเภอมีไม่กี่แห่ง ถังหว่านเดินถามทางจนขาลาก วิ่งรอกไปหลายร้าน จนในที่สุด์ก็เข้าข้าง
เจอแล้ว ข้าวเหนียววางขายอยู่จริงๆ ราคาเท่ากับข้าวสารธรรมดา เธอไม่รอช้า ควักคูปองข้าวสารออกมาแลก จ่ายเงินเพิ่มไปอีกหนึ่งหยวนสี่สิบเซนต์ แล้วแบกข้าวเหนียวถุงใหญ่เดินตัวปลิวกลับบ้านด้วยความสบายใจ
กว่าจะกลับถึงบ้านก็บ่ายคล้อย
แม้เธอจะเป็คนเดินเร็ว แต่ระยะทางไปกลับร่วมครึ่งวันก็เล่นเอาหอบ พ่อจางที่นั่งชะเง้อรออยู่หน้าบ้าน พอเห็นลูกสาวตัวผอมบางแบกกระสอบแป้งแอ่นหน้าแอ่นหลังมาแต่ไกล ก็รีบลากขาที่าเ็ออกมาช่วยรับของ
“ลูกเอ๊ย ไปไหนมาทำไมไม่บอกไม่กล่าว พ่ออยู่บ้านเป็ห่วงแทบแย่”
พอเห็นสภาพเหงื่อท่วมตัวของลูกสาว เขาก็รีบกุลีกุจอตักน้ำเย็นใส่ถ้วยใบใหญ่มาให้ “หิวน้ำใช่มั้ย? ดื่มซะลูก... ค่อยๆ ดื่มนะ”
มือหนึ่งยื่นน้ำ อีกมือก็คว้าพัดสานเก่าๆ มาโบกให้ลูกสาวคลายร้อน
ถังหว่านกระดกน้ำเย็นอึกใหญ่ ความสดชื่นไหลผ่านลำคอลงไป ทำให้รู้สึกเหมือนฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ระหว่างทางแดดร้อนเปรี้ยงจนคอแห้งผาก แต่เพื่อประหยัดเงินแม้เพียงเล็กน้อย เธอกัดฟันไม่ยอมซื้อน้ำชาข้างทางดื่มแม้แต่อึกเดียว
“พ่อคะ... ในหมู่บ้านเรามี 'เครื่องโม่แป้ง' ที่บ้านไหนบ้าง?” (ภาษาถิ่นเรียกว่า ‘เนี้ยนก่วนจื่อ’)
จางเหวินไฉนึกครู่หนึ่ง “มีสิ... ตรงบ้านผู้ใหญ่บ้านนั่นไง ว่าแต่เกิดอะไรขึ้น? ลูกจะทำอะไร?”
“หนูซื้อข้าวเหนียวมาค่ะ อยากจะโม่เป็แป้งทำขนม... ลุงเมิ่งบ้านข้างๆ เราเป็ผู้ใหญ่บ้านพอดี พ่อช่วยไปปรึกษาเขาหน่อยได้มั้ยคะ? ถามว่าคืนนี้เราขอเข้าไปใช้เครื่องโม่แป้งได้หรือเปล่า”
“ได้สิ เื่แค่นี้เอง เดี๋ยวพ่อจัดการให้” พ่อจางรับคำอย่างง่ายดาย
แม้หลายปีมานี้เขาจะถูกตราหน้าว่าเป็ 'ปัญญาชนตกอับ' หรือ 'ตาแก่ขี้โรค' แต่ชาวบ้านไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เวลาจะอ่านจดหมายหรือเขียนหนังสือราชการก็ยังต้องมาไหว้วานเขาอยู่เสมอ แค่ขอยืมใช้เครื่องโม่แป้งไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
“งั้นพ่อไปคุยเดี๋ยวนี้เลย”
จางเหวินไฉทำท่าจะก้าวเท้าออกไป แต่ถังหว่านรีบรั้งแขนไว้ “เดี๋ยวค่ะพ่อ”
เธอรีบวิ่งกลับเข้าไปในห้อง รื้อค้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินออกมาพร้อมกับ 'เหล้าขาว' หนึ่งขวด
จางเหวินไฉเห็นเข้าก็ทำหน้าเสียดาย “โธ่ลูก... แค่ไปพูดคุยกันประโยคเดียว ต้องเอาเหล้าไปให้เลยเรอะ? มันแพงนะนั่น”
“พ่อคะ...” ถังหว่านยิ้มอย่างรู้ทัน “มารยาทต้องมาก่อน พ่อเอาเหล้านี่ติดมือไปวางให้แก แล้วบอกว่าเราขอรบกวนใช้แค่ชั่วคราว เลือกไปตอนกลางคืนที่ไม่มีคนใช้ จะได้ไม่ไปแย่งเวลาชาวบ้านเขาเกี่ยวข้าวหรือโม่ธัญพืช... เชื่อหนูเถอะ น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ซื้อความสะดวกได้เสมอ”
พ่อจางแม้จะเสียดายเหล้า แต่เมื่อลูกสาวกำชับหนักแน่น เขาก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย
และผลลัพธ์ก็เป็ดังคาด... ขวดเหล้าแผลงฤทธิ์ได้ผลชะงัด ผู้ใหญ่บ้านอนุญาตให้ใช้อย่างราบรื่นเป็พิเศษ
พอฟ้ามืดสนิท สองพ่อลูกก็ถือลูกกุญแจพร้อมหาบถังน้ำตรงไปยังโรงสีชุมชน
ข้าวเหนียวถูกแช่น้ำไว้หลายชั่วโมงแล้ว ขั้นตอนคล้ายกับการทำน้ำเต้าหู้ ถังหว่านจูงลาของหมู่บ้านให้เดินหมุนโม่หินไปรอบๆ พร้อมกับค่อยๆ หยอดข้าวเหนียวและน้ำลงในช่องโม่
บรรยากาศยามค่ำคืนเงียบสงัด มีเพียงเสียงหินบดเสียดสีกัน 'ครืด...ครืด...' แ่เบา ข้าวเหนียวห้าจินใช้เวลาโม่ราวสองชั่วโมง จนได้น้ำข้าวเหนียวข้นคลั่กเต็มสองถังไม้
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เธอจัดการล้างทำความสะอาดหินโม่และพื้นโดยรอบจนเกลี้ยงเกลา ไม่ทิ้งร่องรอยให้ใครตำหนิ จากนั้นก็ช่วยกันกับพ่อหาบ 'ถังสมบัติ' กลับบ้าน
กลับถึงบ้าน ภารกิจยังไม่จบ น้ำข้าวเหนียวต้องถูกกรองเอาน้ำออก พวกเขาไปขอยืมถุงผ้ากรองเนื้อละเอียดจากบ้านเอ้อจู้มาใช้ แขวนห้อยไว้กับคานบ้านโดยมีถังรองรับน้ำที่หยดลงมาด้านล่าง
ผ่านไปหนึ่งคืน น้ำหยดจนแห้งสนิท
“พ่อคะ สำเร็จแล้ว” เช้าวันใหม่ ถังหว่านร้องด้วยความดีใจ
ในถุงผ้าตอนนี้เหลือเพียงก้อนแป้งข้าวเหนียวเนื้อเนียน
แค่นำมาบิเป็ชิ้นเล็กๆ แล้วตากแดดให้แห้งสนิท ก็จะได้แป้งข้าวเหนียวพร้อมใช้งาน
“สำเร็จจริงๆ ด้วยแฮะ” พ่อจางตาโต ตอนแรกนึกว่าลูกสาวแค่อยากลองเล่นสนุก ไม่คิดว่าจะทำออกมาเป็รูปเป็ร่างได้ขนาดนี้
“แล้วลูกจะเอาแป้งนี่ไปทำอะไร?”
“พ่อคะ... พ่ออยากกิน ‘ขนมข้าวตอก’ (ขนมเปี๊ยะทอด) มั้ย?”
“ไม่อ่ะ” ชายชรารีบปฏิเสธทันควัน
“อ้าว... ทำไมล่ะคะ?” ถังหว่านเลิกคิ้ว
“มันแพง... เปลืองเงินเปล่าๆ เก็บเงินไว้ให้ลูกใช้ดีกว่า”
ถังหว่านยิ้มในใจ... รอให้ทำเสร็จก่อนเถอะ รับรองจะให้พ่อกินจนพุงกางเลยคอยดู
ด่านหินที่สุดผ่านพ้นไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำตัวขนม ปกติแล้วต้องใช้แป้งข้าวเหนียวผสมกับข้าวมอลต์ แต่มอลต์หาซื้อยากและแพง เธอจึงเลือกใช้ 'น้ำผึ้ง' แทน น้ำผึ้งยุคนี้เป็ของแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีปลอมปนน้ำตาล เธอเจียดเงินห้าสิบเซนต์ซื้อมาจากชาวบ้านที่เลี้ยงผึ้ง
วิธีทำเริ่มจากต้มน้ำผึ้งในน้ำเดือด จากนั้นเทแป้งข้าวเหนียวสองในสามส่วนลงไปกวนให้เข้ากัน พ่อจางที่ไม่รู้เื่รู้ราวก็ได้แต่คอยช่วยเติมฟืนใส่เตาให้ไฟแรงสม่ำเสมอ
พอกวนจนแป้งสุกได้ที่ เธอก็เทแป้งดิบส่วนที่เหลือผสมลงไป
“อ้าว? ทำไมไม่เทลงไปทีเดียวให้หมดล่ะลูก? ทำไมต้องยุ่งยากแบ่งใส่สองรอบ?” พ่อจางถามอย่างงุนงง
“นี่แหละเคล็ดลับความอร่อย แบ่งใส่สองรอบจะทำให้ขนมกรอบนอกนุ่มในเคี้ยวเพลินไงคะพ่อ” ถังหว่านอธิบายพลางยิ้มแป้น “พ่ออย่าเพิ่งบ่นเสียดายของเลย ถ้าทำสำเร็จเราจะเอาไปขายทำกำไร... พ่อจะได้มีเงินซื้อเหล้ากินไง แต่ถ้าพลาด... ก็ถือซะว่าทำกินเองฉลองชีวิตใหม่แล้วกัน”
พ่อจางฟังเหตุผลของลูกสาวแล้วก็คล้อยตาม ใบหน้ายับย่นด้วยริ้วรอยแห่งวัยแย้มยิ้มออกมา “เอาสิๆ ตามใจหนูเลย พ่อเชื่อหนู”
แม้เขาจะอายุเพียงสี่สิบ แต่ความตรากตรำทำให้ดูแก่เกินวัยไปนับสิบปี ผมเริ่มหงอกขาว ร่างกายผอมเกร็ง แต่แววตาที่มองลูกสาวนั้นเปี่ยมด้วยความรักและความตามใจอย่างไม่มีเงื่อนไข
ถังหว่านลอบถอนใจ... ยุคสมัยนี้ ความตายช่างหาง่ายดาย แต่การมีชีวิตอยู่ให้รอดช่างยากเย็นเหลือเกิน
“แป้งนวดเสร็จแล้วนะ... คิดอะไรอยู่ลูก?” พ่อจางสะกิดเรียกสติ
ถังหว่านสะดุ้งเล็กน้อย ยิ้มกลบเกลื่อน มือเรียวรีบลงมือนวดแป้งต่อด้วยความคล่องแคล่ว พอนวดจนแป้งเนียนนุ่มได้ที่ก็พักแป้งไว้สักครู่ จากนั้นนำมารีดเป็แผ่นบาง ตัดเป็เส้นยาวๆ แล้วหั่นท่อนขนาดพอดีคำ
น้ำมันสำหรับทอดรอบนี้เธอลงทุนใช้น้ำมันถั่วลิสงแท้ที่ซื้อจากในเมือง พอตั้งกระทะจนร้อน กลิ่นหอมของน้ำมันถั่วก็ตลบอบอวลไปทั่วครัว ชวนให้น้ำลายสอ
น้ำมันเกือบสองจินถูกเทลงกระทะ พ่อจางมองปริมาณน้ำมันแล้วก็ทำท่าเหมือนจะทักท้วงด้วยความเสียดาย แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงคอไป ได้แต่มองตาละห้อย สีหน้าลังเลใจนั่นทำให้ถังหว่านอดยิ้มไม่ได้
การทอดขนมนี้มีเทคนิคเฉพาะ... ต้องทอด 'สองขั้นตอน'
รอบแรก ทอดไฟกลางแค่พอให้แป้งสุกเปลี่ยนสีเล็กน้อย แล้วตักขึ้นมาพักให้เย็น เพื่อไล่ความชื้น
รอบสอง เร่งไฟให้แรง แล้วนำลงทอดซ้ำ คราวนี้แป้งจะฟูฟ่องเหลืองทอง กรอบนอกนุ่มใน... ต้องรีบตักขึ้นทันทีที่สีสวยได้ที่ ไม่งั้นจะไหม้
