บทที่ 8: รอยแผลแห่งเกียรติยศ
เปลวเทียนในห้องหอวูบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่าง ก่อเกิดเป็เงาตะคุ่มที่เต้นเร่าอยู่บนผนังหินเย็นเฉียบ โจวเหยียน ชะงักไปกับคำว่า ‘ดาบและแสงสว่าง’ ที่หลุดออกมาจากปากของสตรีตรงหน้า คำพูดนั้นช่างดูเพ้อฝันและไร้เดียงสาในสายตาของคนที่จมอยู่กับความมืดมิดมานานนับปี
เขานิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง เขาโน้มกายลงมาหา เซิ่นอวี้ อย่างคุกคาม จนลมหายใจร้อนผ่าวที่เจือกลิ่นยาหม้อและสุราแรงเป่ารดผิวแก้มเนียนละเอียดของนาง
มือที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิท ซึ่งผ่านการคร่าชีวิตคนมานับไม่ถ้วน เอื้อมมาเชยกรามของนางให้เงยขึ้นสบตา บีบแน่นจนนางรู้สึกถึงแรงกดดันที่อาจหักกระดูกนางได้ทุกเมื่อ
“เ้าบอกว่าข้าคือดวงตะวันงั้นหรือ? หึ... เ้ามองเห็นดวงตะวันในตัวซากศพที่เดินดินได้เช่นนั้นหรือ เซิ่นอวี้!” ั์ตาข้างที่เปิดเปลือยของเขาวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะและความเ็ปที่ถูกทับถมไว้ “ดวงตะวันที่เ้าพูดถึง... มันมอดไหม้ไปั้แ่วันที่ข้าถูกทอดทิ้งให้ตายกลางกองศพที่ชายแดนแล้ว!”
เขายอมปล่อยกรามของนาง แต่กลับขยับมือไปที่ข้างขมับ เสียงกลไกเล็กๆ ของหน้ากากเหล็กสีเงินดัง ‘คลิก’ ท่ามกลางความเงียบที่บีบคั้นจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัว หน้ากากเย็นเยียบถูกถอดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นสิ่งที่เขาซ่อนไว้จากโลกภายนอกมาตลอดห้าปี มันคือความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่าคำนินทาใดๆ
ภายใต้แสงเทียนที่ริบหรี่ รอยแผลเป็ที่น่าสยดสยองจากเปลวเพลิงและคมดาบพาดผ่านซีกหน้าขวาของเขา ิัที่เคยเรียบเนียนบัดนี้บิดเบี้ยวผิดรูป ขรุขระและมีรอยด่างพร้อยจากการถูกแผดเผา รอยแผลนั้นลากยาวจากหางตาลงไปถึงแนวกราม ทำให้มุมปากข้างหนึ่งของเขาดูเหมือนจะเหยียดขึ้นตลอดเวลาอย่างน่าสยดสยอง
รอยแผลเป็เหล่านี้ขัดกับซีกหน้าซ้ายที่ยังคงความงดงามคมคายดุจหยกสลักเลิศภพ ราวกับว่าเทพบุตรและอสุรกายถูกบังคับให้มาสิงสถิตอยู่ในร่างเดียวกันอย่างทารุณ
“นี่คือสิ่งที่คนทั้งเมืองเรียกว่าอสุรกาย... แม้แต่พ่อของเ้ายังยอมส่งเ้ามาตาย ดีกว่าจะให้ลูกสาวสุดที่รักมาเห็นภาพนี้” เขาเค้นเสียงประชดประชัน ดวงตาข้างที่งดงามนั้นสั่นระริกด้วยความคาดหวัง... เขาคาดหวังจะเห็นความหวาดกลัว คาดหวังจะเห็นนางกรีดร้องและวิ่งหนีออกไปเหมือนคนอื่นๆ
“จงมองดูให้เต็มตา! มองดูความอัปลักษณ์ที่ข้าแลกมาเพื่อปกป้องแผ่นดินที่ทรยศข้า แล้วบอกข้าอีกครั้งสิ... ว่าเ้าจะยังกล้าแตะต้องปีศาจตนนี้หรือไม่!”
เซิ่นอวี้จ้องมองรอยแผลนั้นอย่างนิ่งสงบ นางไม่ได้หลบสายตา ไม่ได้แสดงอาการสะอิดสะเอียนแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว ดวงตาของนางไม่ได้สะท้อนความสงสารที่น่ารังเกียจ แต่กลับสะท้อนความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า
นางค่อยๆ ยกมือเรียวบางที่ยังคงสั่นเทาเล็กน้อยขึ้นมา โจวเหยียนผงะไปเล็กน้อย ร่างกายเขาสั่นสะท้านอย่างไม่เคยเป็มาก่อนเมื่อเห็นมือนั้นเคลื่อนเข้าใกล้ใบหน้าส่วนที่พังทลายของเขา เขาเตรียมใจรับแรงกระแทกหรือการผลักไส แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็ความอบอุ่นที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่เขาเคยััมาในชีวิต
นิ้วหัวแม่มือของเซิ่นอวี้ััลงบนรอยแผลที่บิดเบี้ยวข้างแก้มของเขาอย่างแ่เบา... เบาราวกับเกล็ดหิมะที่ตกต้องผิวน้ำ โจวเหยียนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจของเขาขาด่ไปชั่วขณะ ความร้อนจากปลายนิ้วของนางซึมลึกผ่านรอยแผลเป็ที่หยาบกร้าน เข้าไปถึงเส้นประสาทที่เขาคิดว่าตายด้านไปแล้ว
“อสุรกายงั้นหรือ?” เซิ่นอวี้พึมพำ น้ำเสียงของนางนุ่มนวลทว่ากังวานในความมืด “ข้ากลับเห็นเพียง ‘บันทึกแห่งเกียรติยศ’ ที่ท่านเขียนไว้ด้วยเืเนื้อของตัวเอง... ท่านอ๋อง รอยแผลเหล่านี้มิใช่เครื่องหมายของความอัปลักษณ์ แต่มันคือหลักฐานที่บอกว่าท่านคือบุรุษเพียงคนเดียวที่ยอมยืนหยัดอยู่ต่อหน้าเปลวเพลิงเพื่อไม่ให้มันลามมาถึงคนข้างหลัง”
นางค่อยๆ ไล้นิ้วไปตามรอยแผลอย่างรักใคร่ แววตาของนางเปี่ยมไปด้วยความเทิดทูนที่ออกมาจากใจจริง
“สตรีทั่วเมืองจิ่งหลัวอาจหลงรักใบหน้าที่งดงามราวกับหยกของท่านในวันวาน แต่สำหรับข้า... ข้ากลับหลงรักรอยแผลเหล่านี้ยิ่งกว่า เพราะมันบอกข้าว่าท่านมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่เพียงใด” นางขยับยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจที่มืดบอดของโจวเหยียนสว่างวาบขึ้นมาอย่างประหลาด “คนพวกนั้นสายตามืดบอด พวกเขามองเห็นเพียงความสมบูรณ์แบบที่ฉาบฉวย แต่กลับมองไม่เห็นแสงสว่างที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้รอยแผลเหล่านี้”
โจวเหยียนรู้สึกเหมือนกำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นมาปิดกั้นตัวเองกำลังปริร้าวและพังทลายลงทีละน้อย ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเซิ่นอวี้กำลังแผ่ซ่านเข้าไปในรอยแตกนั้น เขาเอื้อมมือที่สวมถุงมือหนังขึ้นมาจับข้อมือของนางไว้ แต่คราวนี้เขาไม่ได้บีบแน่นด้วยความโกรธแค้น เขาเพียงแค่้าััความจริงว่านางไม่ได้หายไปไหน
เขาก้มหน้าลงซบฝ่ามือของนางที่ข้างแก้มส่วนที่เสียโฉมนั้นช้าๆ ... เป็ครั้งแรกในรอบห้าปีที่เขายอมให้ใครบางคนัั ‘ความพ่ายแพ้’ ของเขาโดยไม่หวาดระแวง
“เ้ามันผู้หญิงบ้า... เซิ่นอวี้” เขาพึมพำเสียงต่ำ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้กลับสั่นพร่าด้วยอารมณ์ที่ยากจะอธิบาย “เ้าไม่รู้หรือว่าการเข้าใกล้ข้า... คือการก้าวเข้าสู่กองเพลิงที่ไม่มีวันดับ” เซิ่นอวี้ยกยิ้มเบาๆ ที่มุมปาก
“ข้าเกิดมาในกองเพลิงแห่งความริษยาของตระกูลเซิ่นถูกเหยียบย่ำมาทั้งชีวิตแล้วเ้าค่ะท่านอ๋อง” เซิ่นอวี้ตอบพลางขยับตัวเข้าไปใกล้เขามากขึ้น จนหน้าผากของทั้งคู่แตะกันเบาๆ “กองเพลิงของท่านอาจจะร้อนแรง แต่มันคือเพลิงที่จะเผาผลาญศัตรูของแผ่นดินให้มอดไหม้... มิอาจเทียบได้กับเพลิงที่เผาไหม้ด้วยความริษยาในจวนของข้า”
ในนาทีนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่ไม่ได้เป็เพียงพันธสัญญาทางการเมืองอีกต่อไป มันคือการพบกันของิญญาสองดวงที่ถูกทอดทิ้ง ดวงหนึ่งถูกทำลายด้วยา อีกดวงถูกกัดกินด้วยเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์
โจวเหยียนเงยหน้าขึ้น จ้องมองดวงตาคู่สวยของนางอีกครั้ง แววตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่มีความหวาดระแวง มีเพียงความโหยหาที่ถูกเก็บกดมาเนิ่นนาน
“หากเ้าเลือกเส้นทางนี้แล้ว... ข้าจะไม่มีวันปล่อยเ้าไปเด็ดขาด” เขาประกาศด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและเยือกเย็น “ข้าจะใช้มือคู่นี้ที่ใครๆ ก็หวาดกลัว ปกป้องเ้าให้พ้นจากความโสมมของโลกใบนี้ และใครก็ตามที่เคยทำร้ายเ้า... ข้าจะทำให้มันต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
“กึก!”
เสียงไม้ลั่นะเืความเงียบ เซิ่นอวี้ถอยหลังหนึ่งก้าว ดวงตาเบิกกว้าง ภายในห้องหอที่สลัวราง แสงเทียนวูบไหวส่งผลให้เงาของคนทั้งคู่ทอดยาวไปบนผนังหินที่เย็นเฉียบ โจวเหยียนนิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนที่มือหนาซึ่งวางอยู่บนที่เท้าแขนไม้แกะสลักจะเริ่มออกแรง เส้นเอ็นบนหลังมือปูดโป่งขึ้นมาตามจังหวะการลงน้ำหนัก
เสียงไม้ลั่น... เอี๊ยด... มันแ่เบาแต่กลับดังก้องในความรู้สึกของเซิ่นอวี้ นางชะงักงัน ลมหายใจสะดุดขาดตอนเมื่อเห็นว่า ‘คนพิการ’ บัดนี้กำลังทำในสิ่งที่เหลือเชื่อ เขาไม่ได้พยายามตะเกียกตะกาย แต่เขากำลัง 'หยัดยืน'
“ฮะ!”
เซิ่นอวี้ใสุดขีดนางถอยหลังหนึ่งก้าวตามสัญชาตยาน
ขาที่ใครต่อใครต่างตราหน้าว่าท่านอ๋องพิการกลับเหยียดตรงอย่างมั่นคงดุจเสาหิน ท่วงท่าของเขาสุขุมและนิ่งสงบเสียจนน่าหวาดหวั่น เซิ่นอวี้ต้องแหงนหน้าขึ้นมองตามความสูงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของเขา จากที่เคยสบตาในระดับเดียวกัน บัดนี้เงาร่างอันสูงใหญ่ของเขากลับทาบทับลงมาปกคลุมร่างของนางจนมิด
"ท่าน... ท่านไม่ได้...?" เสียงของนางขาดห้วงไปในลำคอ
เมื่อเขาหยัดยืนเต็มความสูง โจวเหยียนในยามนี้ดูไม่ต่างจากอสุรกายที่ตื่นจากการจำศีลอันยาวนาน ความอ่อนแอที่เคยสวมทับไว้เป็หน้ากากสลายไปสิ้น เหลือเพียงบุรุษผู้สง่างามและน่าเกรงขามเกินกว่าที่ใครจะกล้าต่อกร
เขามองนาง แววตาที่เคยหม่นแสงกลับเป็ประกายกล้า ทรงอำนาจ และเต็มไปด้วยความโหยหาที่รุนแรง เขาขยับกายเข้าหานางเพียงก้าวเดียว แต่นั่นกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวกดดันจนนางแทบจะลืมวิธีหายใจ
“ภาพนี้... มีเพียงเ้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เห็น” น้ำเสียงของเขาทั้งทุ้มต่ำและเยือกเย็น แต่มันกลับสั่นะเืไปถึงจิติญญาของคนฟัง ก่อนที่อ้อมแขนแข็งแกร่งจะรวบนางเข้าหาตัว บีบบังคับให้หงส์ในกรงขังได้รับรู้ว่า บัดนี้พญามัจจุราชพร้อมกลับมาทวงบัลลังก์ของเขาคืนแล้ว!
