มู่เอ้าเทียนไม่คิดว่าฮวาเหยียนจะปฏิเสธเช่นนี้ ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จู่ๆ ก็เห็นเ้าของใบหน้าอ่อนเยาว์ที่กำลังคุกเข่าอยู่เงยหน้าขึ้นมาทันที “ข้าน้อยทราบว่าแม่นางมู่ขุ่นเคืองใจต่อข้าน้อย ไม่ชอบข้าน้อย ดังนั้นข้าน้อยอั้นฉี ขอชดใช้ความผิดด้วยความตาย”
หลังสิ้นเสียง เขาพลันกระชากกระบี่ข้างเอวออกมา พาดไปบนลำคอของตนทันที
“หยุด”
“เ้าจะทำอันใด?”
มู่เอ้าเทียนและฮวาเหยียนล้วนตื่นใ แต่เดิมก็ไม่คิดว่าเขาจะถึงขั้นฆ่าตัวตาย ทว่ากลับยกกระบี่ขึ้นมาปาดคอตนเอง โชคดีที่มู่เอ้าเทียนอยู่ใกล้ จึงใช้ฝ่ามือตบไหล่อั้นฉีเพื่อเบี่ยงทิศทางของกระบี่ แรงอัดทำให้กระบี่ในมือเขาปลิวกระเด็น ถึงอย่างนั้นก็ยังมีรอยเืหลงเหลืออยู่ที่ลำคอ
เ้าหนุ่มนี่ลงมือได้ร้ายกาจยิ่ง
“อั้นฉีใช่หรือไม่ เ้าประสาทหรือ ข้าไม่้าเ้า เ้าก็จะตายต่อหน้าข้าหรือ?”
ฮวาเหยียนบันดาลโทสะ เมื่อเร็วๆ นี้นางทำอันใดผิดไปหรือไม่ เหตุใดจึงมีคนมาฆ่าตัวตายต่อหน้านางหนึ่งคนสองคน ช่างน่าโมโหนัก!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความโกรธของฮวาเหยียน อั้นฉีกลับมีท่าทีสงบนิ่งเป็อย่างยิ่ง เขาคุกเข่าอยู่บนพื้น โค้งคำนับให้นาง “แม่นางมู่ ข้าน้อยถูกนายท่านช่วยเหลือเอาไว้เมื่อครั้งอายุสี่ขวบ จากนั้นถูกโยนเข้าค่ายฝึกองครักษ์เงา ใช้เวลาฝึกอยู่แปดปีจนพร์โดดเด่น และกลายเป็องครักษ์เงาที่รับใช้อยู่ข้างกายนายท่าน ยามนี้วิชายุทธ์อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นสอง ดังนั้นข้าน้อยย่อมสามารถปกป้องท่านและคุณชายน้อยหยวนเป่าได้อย่างแน่นอนขอรับ”
อั้นฉีเงยหน้าขึ้นมองฮวาเหยียน ก่อนจะกล่าวด้วยท่าทางแน่วแน่ว่า “นายท่านกล่าวว่า หากแม่นางมู่รังเกียจข้าน้อย ก็ให้ข้าน้อยฆ่าตัวตายชดใช้ความผิด ไม่ต้องกลับไปขอรับ”
ฮวาเหยียนเลิกคิ้ว ที่แท้เื่ราวเป็เช่นนี้เอง
การลงดาบเมื่อครู่ของอั้นฉีมิใช่ของปลอม คิดดูแล้วเขาคงไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งของตี้หลิงหาน
องค์รัชทายาทสารเลวผู้นี้ช่างชั่วร้ายนัก
“ตี้หลิงหานมีองครักษ์เงามากมาย เหตุใดจึงเป็เ้าที่ถูกส่งมาเล่า?”
ฮวาเหยียนเหลือบมองเขาก่อนถาม
อั้นฉีเม้มริมฝีปาก ใบหน้าของเขาแดงก่ำ พูดจาอ้ำอึ้ง “เื่นี้ เอ่อ เพราะข้าน้อยเลื่อมใสแม่นางมู่ขอรับ...”
อั้นฉีเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก เมื่อพูดจบคำก็ได้ยินเสียงหาวจากฮวาเหยียนทันที นางมองอั้นฉีด้วยสีหน้าว่างเปล่า “เ้าคิดว่าข้าโง่หรือ? เ้าเลื่อมใสในตัวข้า วันนั้นพวกเรามิได้เอาแต่ทะเลาะกันหรือ กล่าวความจริงออกมา!”
อั้นฉีหน้าแดง ที่สุดครานี้จึงพูดความจริง “ข้าน้อยจับสลากแพ้ขอรับ...”
“เฮอะ!”
ช่างโชคดีเสียจริง
เมื่อมองดูอั้นฉีที่อยู่ตรงหน้านาง คนผู้นี้นับว่าเป็เผือกร้อนอย่างแท้จริง หากไล่เขากลับไป เขาสามารถจบชีวิตตนเองลงภายในกระบี่เดียวต่อหน้านางได้ ทว่าให้เก็บเขาไว้ข้างกาย ถ้าเขาลอบส่งข้อความถึงตี้หลิงหานจะทำเช่นไร?
มิอาจมองดูเขาตายและมิ้าเก็บเขาไว้ ฮวาเหยียนขมวดคิ้ว ลอบสาปแช่งตี้หลิงหานในใจ
“ได้ ข้าจะเก็บเ้าเอาไว้ ทว่าข้าขอบอกเ้าเสียก่อน หน้าที่ของเ้าในจวนตระกูลมู่คือปกป้องหยวนเป่าอย่างลับๆ หากเ้ากล้าเปิดเผยเื่ที่เกี่ยวข้องกับข้าให้ตี้หลิงหานฟัง ข้าจะ...ฉับ!”
ฮวาเหยียนทำท่าปาดคอตนเองอย่างโเี้
เมื่อเห็นการกระทำของนาง มู่เอ้าเทียนพลันถอนหายใจ บุตรสาวของเขานับวันยิ่งดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ
ยามนี้ใบหน้าอ่อนเยาว์ขององครักษ์เงาขึ้นสีแดงก่ำ เขาเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “แม่นางมู่ ก่อนที่อั้นฉีจะออกจากจวนไท่จื่อ องค์รัชทายาทได้ตรัสเอาไว้ว่า ไม่จำเป็ต้องรายงานเื่ของตระกูลมู่ให้พระองค์ฟัง จากนี้เป็ต้นไป ท่านคือเ้านายของข้าขอรับ”
หา?
ตี้หลิงหานกล่าวเช่นนี้ด้วยหรือ?
เป็นางที่คิดมากเกินไปหรือ?
“แม่นางมู่ องค์รัชทายาทยังฝากให้ข้าน้อยนำข้อความมากล่าวแก่ท่านด้วยขอรับ”
อั้นฉีพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ข้อความอันใด?”
ฮวาเหยียนถาม สัญชาตญาณบอกนางว่าต้องเป็ข้อความที่ไม่ดี สุดท้ายจึงได้ยินอั้นฉีกล่าวว่า “องค์รัชทายาทตรัสว่า แม่นางมู่ไม่ควรใช้จิตใจที่เลวร้ายของตนตัดสินผู้มีคุณธรรมสูงส่ง หากพระองค์้าทราบเื่ราวของท่านจริงๆ ไม่ว่าเื่เล็กหรือเื่ใหญ่ย่อมมีคนคอยรายงาน ไม่จำเป็ต้องเปลืองแรงส่งสายสืบมาอยู่ข้างท่านขอรับ...”
ฮวาเหยียนกัดฟัน “...!”
ยังคงเป็การเสียดสีนางกลายๆ เช่นเคย
ตี้หลิงหานเป็ผู้นำในทุกขั้นตอนอย่างแท้จริง ล้วนคาดเดาได้ว่านางจะพูดหรือกระทำเช่นไรหรือ? ฮวาเหยียนกัดฟันกรอด!
“ได้” ฮวาเหยียนโบกมือด้วยความรำคาญใจ
นางหันศีรษะไปพูดกับบิดาว่า “ท่านพ่อ ท่านให้คนพาอั้นฉีไปจวนของหยวนเป่า ให้หยวนเป่าจัดการเถิดเ้าค่ะ”
เมื่อมู่เอ้าเทียนเห็นว่าฮวาเหยียนยอมประนีประนอมและยอมรับองครักษ์เงาที่ตี้หลิงหานส่งมาแล้ว เขาก็เป็สุขอย่างยิ่ง เขามองออกว่าบุตรสาวของตนไม่ลงรอยกับองค์รัชทายาท ทั้งที่องค์รัชทายาททรงแสดงไมตรีให้ เด็กน้อยของเขากลับไม่รับมัน และยังคิดไปในเชิงเลวร้ายอีกด้วย
มู่เอ้าเทียนส่ายหัว คิดว่าบุตรสาวของตนคงจะกลัวถูกเอาเปรียบ คราแรกเป็ตี้หลิงหานเอาเปรียบนาง นางจึงจดจำเอาไว้อยู่ในใจ มิอาจลืมได้โดยง่าย
...
หลังจากส่งคนออกไป สาวใช้ก็มารายงานว่าฉิงคงฟื้นแล้ว ฮวาเหยียนยกเท้าขึ้นมุ่งหน้าไปที่จวนของนาง ย่างเข้าห้องนอน ก่อนจะเห็นว่าแม่นางน้อยผู้มีใบหน้าเหลืองและผอมแห้งบนเตียงฟื้นขึ้นมาแล้ว ยามที่อีกฝ่ายเห็นคุณหนูของตน ดวงตาคู่นั้นก็เบิกกว้างทันที “คุณหนู ข้าน้อยยังมิตายหรือเ้าคะ?”
เสียงของนางสั่นไหว เปี่ยมด้วยความไม่อาจเชื่อ เวลานี้นางอยากลุกขึ้นจากเตียง ทว่าความเ็ปตรงหน้าอกแล่นพล่านจนนางล้มลงอีกครั้ง เหงื่อเย็นบนหน้าผากผุดซึม อ้าปากหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง
“อย่าขยับ เ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ? หากแผลที่หน้าอกของเ้าเปิดออกจะทำอย่างไร?”
ฮวาเหยียนพ่นลมหายใจเ็าออกมาเบาๆ
หลังสิ้นเสียง น้ำตาของฉิงคงพลันไหลบ่าลงมาทันที “เหตุใดข้าน้อยจึงไม่ตายเล่า? ข้าน้อยคิดว่าตนเองต้องตายอย่างมิต้องสงสัย นี่...”
“เ้ากินโอสถต่อชีวิตของข้าไป จะตายได้อย่างไร เ้าสามารถมีชีวิตอยู่เป็ะได้เลยทีเดียว”
ฮวาเหยียนลากเก้าอี้มา ก่อนจะนั่งลงที่ขอบเตียง
เวลานี้ฉิงคงเพิ่งจำได้ว่าเกิดเื่ใดขึ้นก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าคุณหนูใหญ่จะปกป้องหัวใจของนางด้วยสมุนไพรที่มีค่ายิ่ง สุดท้ายจึงสามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้
ฉิงคงซาบซึ้งจนไม่รู้ว่าควรพูดคำใด ทำได้เพียงปล่อยให้น้ำตาไหลออกมามิขาดสาย
ทันใดนั้นก็มีสาวใช้ยกยาต้มเข้ามา ฮวาเหยียนจึงรับไว้ “พวกเ้าออกไปเถิด ข้าจะป้อนยาให้นางเอง”
“เ้าค่ะ”
สาวใช้ทั้งสองล้วนถอยออกไป
“ลุกขึ้นมานั่งสักครู่ แล้วดื่มยาเสีย”
ฮวาเหยียนมองฉิงคงก่อนกล่าว จากนั้นก็ค้อมตัวลงเพื่อพยุงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น วางหมอนไว้ข้างหลัง การเคลื่อนไหวทั้งหมดระมัดระวังเป็อย่างยิ่ง
ในระหว่างกระบวนการทั้งหมด ฉิงคงยังคงมึนงง คนทั้งคนราวกับกำลังตกอยู่ในห้วงฝัน
ฮวาเหยียนหยิบชาม ตักยาขึ้นมาช้อนหนึ่ง เป่าลมคลายร้อนและส่งไปที่ปากของฉิงคง “อ้าปาก”
ฉิงคงอ้าปากอย่างมึนงง จนกระทั่งยาขมถูกส่งเข้ามาในปาก นางถึงฟื้นคืนสติ
นางจ้องสตรีตรงหน้าตาไม่กะพริบ มองอีกฝ่ายป้อนยาอย่างจริงจังทว่าอ่อนโยนยิ่งให้แก่นาง ที่สุดจึงได้สติว่าทั้งหมดนี้มิใช่ความฝัน นางจึงเริ่มร้องไห้อีกครั้ง
เหตุใดจึงร้องไห้อีกแล้วเล่า?
ฮวาเหยียนเลิกคิ้วขึ้น “เกิดอันใดขึ้น? ยาร้อนเกินไปหรือ? หรือว่าขมเกินไป?”
ฮวาเหยียนขมวดคิ้ว ลองชิมโดยไม่รู้ตัว ไอ้หยา! ยานี้มีรสขมนัก จีอู๋ซวงเขียนใบสั่งยาว่าอย่างไรกัน?
นางรีบหยิบลูกอมบ๊วยจากกระเป๋าในอก แล้วยื่นส่งให้ฉิงคง “เ้าโตถึงเพียงนี้ กินยายังร้องไห้อีกหรือ ไม่ขายหน้าหรืออย่างไร เดี๋ยวกินลูกอมเข้าไปก็ดีขึ้นแล้ว”
ฮวาเหยียนกล่าว
กระเป๋าใบเล็กของนางมักจะเก็บลูกอมบ๊วยเอาไว้สองสามชิ้น เป็เพราะยามที่หยวนเป่าป่วย กินยาเสร็จจะกินลูกอมหนึ่งเม็ด อันที่จริงหยวนเป่าน้อยเป็คนมีเหตุผล ไม่ว่ากินยาขมเพียงใดก็ไม่ร้องไห้หรืองอแง เพียงเพราะกลัวว่านางจะเป็ห่วง ทว่ากลับทำให้นางรู้สึกทุกข์ใจยิ่ง ดังนั้นนางจึงเตรียมลูกอมเหล่านี้เอาไว้เพื่อหยอกให้เขามีความสุข
“มิใช่ มิใช่เ้าค่ะ...คุณหนูใหญ่ ข้าน้อยนึกว่าตนเองกำลังฝัน ข้าน้อยคิดว่า...”
