"เื่สติเลอะเลือน ข้าว่าน่าจะเป็โรคประจำตัวกระมัง ผ่านมาไม่กี่วัน เื่น่าอายพวกนั้นเ้ากลับจำมันไม่ได้แล้ว"
เสียงเหน็บแนมดังขึ้นอีกครั้ง ตงเปียนอ๋องส่ายหน้าอย่าระอาให้กับสตรีตรงหน้าที่ยังค้นหาไม่เจอว่านางทำเื่ไร้ยางอายอันใดไว้กับตน
"เอ๊ะ! หรือว่าพระองค์หมายถึงเื่จูบนั่น!"
เพราะคำใบ้ที่บอกว่าเพิ่งผ่านมาไม่กี่วันทำให้หลันจินเยว่นึกได้เพียงเื่นี้เื่เดียว
"ไร้ยางอาย! เป็ถึงบุตรีขุนนางชั้นสูงกลับพูดคำนั้นออกมาได้ไม่อายฟ้าดิน"
ถ้าไม่พูดตรง ๆ เขาจะรู้ไหมว่านางกำลังเข้าใจเื่เดียวกันกับอีกคนหรือไม่
"เื่นี้จริงด้วย หม่อมฉันมากกว่าที่ต้องคืนคำที่พระองค์กล่าวหามา"
"คืนคำข้า?"
หลันจินเยว่กอดอกพยักหน้าจ้องอีกฝ่ายและเอ่ยต่อ
"พระองค์บอกหม่อมฉันว่าพูดคำนั้นไม่อายฟ้าดิน แล้วคนที่กระทำแบบนั้นกับหญิงอื่นที่ไม่ใช่พระชายาตน แถมยังเป็ตอนที่นางหลับไม่รู้เื่ราว แบบนี้ไม่ยิ่งกว่าอายฟ้าอาย์หรือเพคะ"
เหมือนได้ปลดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นในใจมาหลายวัน หลันจินเยว่พรั่งพรูทุกสิ่งออกมาจนคนฟังถึงกับทำตัวไม่ถูกที่ถูกยอกย้อน
"เ้าว่าใครขโมยจูบเ้า"
"พระองค์ไงเพคะ"
"ข้าเนี่ยนะ?"
องค์ชายเฟยหลงถึงกับข่มกลั้นโทสะที่ถูกกล่าวหา
"เป็เ้ามากกว่า สตรีที่แม้หลับยังตะกละฝันถึงของกินจนคิดว่าข้าคือน่องไก่แล้วคว้าลงไป..."
องค์ชายเฟยหลงเม้มปากแน่นกระดากปากที่จะพูดคำนั้นออกไป เขาสะบัดแขนจนชายแขนเสื้อกะพรือเสียงดังพั่บ!
"หมายความเช่นไรเพคะ"
ทำไมครั้งนี้ฟังแล้วเหมือนนางเป็ฝ่ายเริ่มก่อน
จะว่าไปแล้วที่เสี่ยวโหรวเล่าให้ฟังเป็ตอนที่สาวใช้นางนั้นกลับมาจากส่งท่านหมอกลับโรงหมอ ซึ่งหมายความว่าเื่ราวก่อนหน้าเป็เช่นไร สาวใช้หน้าเด็กคนนั้นไม่รู้ลึกตื้นหนามาก่อน
"น่าสงสารท่านเสนาเฟิงจริง ๆ ที่มีบุตรีเช่นเ้า"
องค์ชายเฟยหลงทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก็เดินกลับออกไปอย่างไร้คำร่ำลา ปล่อยให้คนที่จะมาเล่นงานเขายืนนิ่งเป็หินตากแดดอยู่คนเดียวท่ามกลางป่าไผ่
"ชิ! คนอะไร หล่อก็จริง ปากเน่าเสียยิ่งกว่าดินโคลนอีก"
ปากเป็กระจับขยับระบายอารมณ์ให้คนที่ปล่อยนางไว้คนเดียว
สองขาก้าวเดินไปเรื่อยตามอารมณ์โทสะที่ถูกเหน็บแนมคำแล้วคำเล่า
หลังจากที่ถูกตงเปียนอ๋องทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียว ความโมโหที่ถูกหักหน้าทำให้หลันจินเยว่เผลอเดินลึกเข้ามาในป่าไผ่
ครั้นรู้สึกตัวพบว่าท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีดำทมึนน่ากลัวจากเมฆฝน มองไปทางไหนเจอแต่ลำต้นสูงชะลูดเป็ปล้อง ๆ ของต้นไผ่ ใบเรียวพัดไสวอยู่ปลายยอด เวลาต้องลมเกิดเป็เสียงแต่ไม่เป็ทำนองฟังแล้วน่าขนลุกมากกว่าอภิรมย์
"เราอยู่ที่ไหนอีกเนี่ย"
สองขาภายใต้รองเท้าผ้าก้าวเดินอย่างลำบากเมื่อพื้นดินที่เหยียบย่ำอยู่เป็หลุมเป็โคลน มีรอยเท้าม้ารอยร่องเกวียนเป็หลุมเป็บ่อ
หลบไปทางซ้ายก็เป็ต้นไผ่หลบไปทางขวาก็เถาวัลย์พันรกแถมมีหนามแหลมคมเตรียมทิ่มผิวกายคนที่คิดแตะต้องมัน
"ชิงหรง เสี่ยวโหรว ได้ยินข้าไหม"
ะโจนเสียงแหบแห้งกลับไร้วี่แววทั้งสองสหายจะได้ยิน
"ต้องโทษท่านคนเดียวที่ทิ้งข้า!"
ใจเจ็บแค้นต่อบุรุษคนสุดท้ายที่นางพูดคุยด้วย แต่จะให้โทษตงเปียนอ๋องคนเดียวคงลำเอียงกระมัง เพราะความโมโหจนหน้ามืดของตนมากกว่าจึงทำให้เดินมาอีกทิศทางที่ควรจะออกไป ทำให้ตอนนี้เรียกว่าหลงป่าคงมิผิด
"ฝนจ๋าอย่าเพิ่งตกนะ"
ปากอ้อนวอนลมฟ้าลมฝนแต่ดูแล้วคงจะห้ามภัยธรรมชาติไม่ได้ เมื่อสิ้นสุดเสียงวิงวอนนั้นไม่ทันไร พายุฝนก็พัดกระหน่ำจนหลันจินเยว่ต้องรีบหาที่หลบฝน
อีกด้านของจวนเหมยฮัว
"เจอไหม!"
เสียงกังวาลของรองแม่ทัพแห่งกองทัพัขาวถามสาวใช้ข้างกายเฟิงเยว่ซิน
"ข้าน้อยหาจนทั่วจวนแล้วไม่พบแม้เงาคุณหนูเลยเ้าค่ะ"
ปากรายงานไปพร้อมเสียงหอบเหนื่อยตามอาการที่วิ่งกระวนกระวายตามหานายหญิงทั่วจวนเหมยฮัวแต่กลับไร้วี่แววของนาง
"แค่เราสองคนคงหาไม่ทั่ว ข้าจะไปทูลขอให้ท่านอ๋องเรียกบ่าวในจวนมาช่วยอีกแรง"
หามาแล้วหนึ่งก้านธูปก็ไม่เห็นแม้เงาเฟิงเยว่ซิน อู่ชิงหรงอุตส่าห์ยืนรออยู่ทางเข้าสนามฝึกซ้อมแต่กลับไม่เห็นสหายวัยเยาว์ออกมาสักที ตอนนั้นตงเปียนอ๋องก็กลับออกไปอีกทางทำให้อู่ชิงหรงเข้าใจผิดคิดว่าทั้งสองยังอยู่ด้านใน
ทว่าพอเมฆฝนครึ้มมากลับไม่เห็นทั้งคู่ออกมาจึงเร่งกลับเข้ามาดูแต่สิ่งที่พบเจอมีเพียงเป้าธนูไร้ผู้คนที่รอคอย
"เ้า้าใช้คนเพื่อการใด"
ตงเปียนอ๋องผู้ยังไม่รู้เื่ราวใด ๆ เดินผ่านมาได้ยินสิ่งที่องครักษ์ข้างกายพูดขึ้นจึงเอ่ยถาม
"ท่านอ๋อง"
ทั้งสองคนทำความเคารพเ้าบ้านก่อนที่ชิงหรงผู้ร้อนใจจะเร่งปากเอ่ยขอสิ่งที่ตริตรองไว้
"ข้า้ายืมพวกบ่าวในจวนช่วยกันออกตามหาซินเอ๋อร์พะย่ะค่ะ"
"ตามหาใครนะ"
ใช่ว่าไม่ได้ยิน แต่เพราะได้ยินชัดทุกคำจึงรู้สึกใตาม
"ท่านอ๋องพอจะทราบไหมเพคะว่าแยกจากคุณหนูแล้วนางไปไหนต่อ"
เสี่ยวโหรวร้อนใจยิ่งกว่าผู้ใดจึงเสียมารยาทถามออกไป
"ข้ากับนางแยกกันได้ราวครึ่งชั่วยามแล้ว ส่วนจะไปที่ใดนั้น..."
ตงเปียนอ๋องเฟยหลงสุดจะหาคำตอบให้สาวใช้ที่ขอบตาแดงก่ำ
"ท่านอ๋องกับซินเอ๋อร์แยกกันแล้วครึ่งชั่วยามแต่นางไม่กลับมาที่ห้อง หรือว่าจะหลงทาง" อู่ชิงหรงเริ่มจับต้นชนปลาย
"สหายเ้าเลอะเลือนถึงเพียงนั้นเชียว"
แม้ปากจะพูดจาเช่นนั้นออกไป แต่สายตาของตงเปียนอ๋องเฟยหลงกลับบอกได้ว่าเขาเองรู้สึกเป็ห่วงอีกคนอยู่ไม่น้อย
อาจจะเพราะตนคือคนที่อยู่กับนางเป็คนสุดท้าย ถ้าหากเกิดอะไรไม่คาดคิดขึ้น เขาที่เป็เ้าของจวนคงไม่พ้นคำครหาว่าปกครองดูแลคนในจวนได้ไม่ดี
"คุณหนูเพิ่งเคยมาที่นี่ย่อมต้องไม่คุ้นทางเป็ธรรมดา"
ในน้ำเสียงนั้นของเสี่ยวโหรวมีความไม่พอใจต่อคำกล่าวของตงเปียนอ๋องเฟยหลงอยู่หลายส่วน
"ข้าจะไปตามซินเอ๋อร์ที่ป่าด้านหลัง"
อู่ชิงหรงเตรียมปลีกตัวออกไป ทว่ากลับถูกรั้งไว้เสียก่อน
"เ้า้าคนมิใช่หรือ ข้าจะแบ่งคนช่วยเ้าออกตามหาอีกแรง"
แม้ใบหน้าของตงเปียนอ๋องเฟยหลงจะเรียบนิ่ง ทว่าแววตาไม่เคยปิดบังความรู้สึกได้ทำให้ชิงหรงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณครั้งนี้
"ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ"
น้อมเคารพแล้วเสร็จ รองแม่ทัพผู้องอาจจึงปลีกตัวกลับไปยังป่าด้านหลังจวนทันที
ซ่า....
เสียงฝนเทกระหน่ำอย่างไม่นึกสงสารคนที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่สักนิดเดียว
ป่าไผ่แถบนี้ไม่มีแม้บ้านเรือนบ้านร้างหรือแม้แต่ถ้ำให้หลันจินเยว่ได้หลบฝน
โชคดีที่ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้แผ่กิ่งก้านกว้างใหญ่พอให้นางได้หลบฝนได้บ้าง แต่เพราะยืนหลบฝนเป็เวลานานเข้าทำให้สภาพนางตอนนี้ไม่ต่างจากเดินตากฝนสักนิดเดียว
"ฮัดชิ้ว!"
ร่างกายเริ่มรับกับอากาศหนาวเย็นของพายุฝนไม่ไหว หลันจินเยว่เริ่มรู้สึกมึนหัว ปวดกระบอกตา แข้งขาเริ่มอ่อนแรงจนต้องถอยหลังค่อย ๆ พิงต้นไม้แล้วลดตัวลงนั่งกับรากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นพื้นดินขึ้นมา
"เราจะตายอีกแล้วใช่ไหม"
ปากสีซีดไร้เืวิ่งผ่านขยับช้า ๆ อย่างอดสูกับชะตาชีวิตตนเอง
สองแขนยกขึ้นกอดกายคนอื่นเพราะความหนาวเริ่มเกาะกิน
"แม่คะ พ่อคะ ทั้งสองกำลังจะมารับหนูใช่ไหม"
สติเริ่มเลือนลางเพราะพิษไข้จากพายุฝน
เปลือกตาที่หนักอึ้งหลับลงจนสนิททว่าสติยังไม่วูบดับจึงรับรู้ถึงความเหน็บหนาวที่เกาะกินร่างกายทุกส่วนราวกำลังถูกแช่แข็งทั้งเป็
"อยู่นี่เอง"
เสียง ๆ หนึ่งดังแทรกเสียงเม็ดฝน
"หนาว... หนาวเหลือเกิน"
ร่างแน่งน้อยเริ่มซีดเพราะตากลมตากฝนอยู่นานสองนาน ปากเริ่มแข็งชาจนแทบจะขยับเปล่งเสียงไม่ได้
หมับ!
ร่างกายราวลอยได้เมื่อมีวงแขนแกร่งโอบอุ้มนางขึ้นมา
"ไม่ ...ิญญาจะออกจากร่างตอนนี้ไม่ได้ ฉันยังไม่อยากตาย"
หลันจินเยว่พึมพำออกมาตอนที่สตินางไม่ครบส่วนเพราะถูกพิษไข้กลืนกิน
"ดูท่าเ้าคงเสียสติไปแล้วจริง ๆ"
เ้าของอ้อมกอดส่ายศีรษะไปมาอย่างเวทนา
ขายาว ๆ ก้าวพาตัวปัญหาในสายตาเขาเดินผ่าพายุฝนเข้าไปพักยังถ้ำที่อยู่ห่างจากตรงนี้ไม่ไกล มีเพียงเขาที่คุ้นชินพื้นที่เท่านั้นที่รู้จักสถานที่แห่งนี้
