ในขณะที่ไป๋เฉินเดินตรงไปยังซากศพของเซี่ยหยวนไป๋อย่างไม่เร่งรีบ มารเก้าเนตรก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัย "เ้าหนู เ้าไม่กลัวงั้นหรือ?"
ประโยคคำถามของมารเก้าเนตรนั้นครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็ความกลัวที่มีต่ออันตรายที่จะเกิดในภายภาคหน้า ความกลัวที่มีต่อเหล่ามหาอำนาจ และสุดท้ายยังหมายถึงความกลัวตายในชีวิตของเขาเองก็เช่นกัน
สุดท้ายแล้วการกระทำของไป๋เฉินในครั้งนี้ก็ได้สร้างผลกระทบเป็วงกว้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
เพราะหลังจากนี้เขาจะถูกตามล่าโดยโลกทั้งใบถึงขั้นที่ไม่มีแม้แต่ที่สำหรับซุกหัวนอน!
แต่คำตอบของไป๋เฉินกลับทำให้มารเก้าเนตรพูดไม่ออก "หืม? อะไรที่ทำให้เ้าคิดว่าข้ากลัว?"
"ห๊ะ? เ้าไม่กลัวตายเลยงั้นรึ?" มารเก้าเนตรจำใจต้องถามเช่นนี้ แม้นว่ามันจะเคยเป็ถึงจักรพรรดิมารผู้ที่สร้างหายนะให้แก่ทวีปเทียนหลางมาก่อน แต่มันก็ยังมีความกลัวต่อมหาเทวะที่ผนึกมันไว้ และคนที่ไม่เคยกลัวต่อสิ่งใดมันไม่เคยพบเจอมาก่อน
แต่ไป๋เฉินตอบกลับไปอย่างเรียบเฉยราวกับว่าไม่ใช่เื่ใหญ่ "ในทวีปนี้ยังไม่มีใครที่ทำให้ข้ากลัวได้ หากมีคนผู้นั้นอยู่จริง…ข้าก็จะตั้งตารอ"
มารเก้าเนตรพูดไม่ออก และไม่มีคำอธิบายใดๆให้แก่ตัวตนที่ขัดแย้งอย่างสุดขั้วของไป๋เฉินในขณะนี้ จนมันก็อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ "ข้าเคยคิดว่าเ้าเป็คนฉลาดและรอบคอบ อะไรทำให้เ้าตัดสินใจเช่นนั้น?"
ไป๋เฉินส่ายหน้าเบาๆด้วยรอยยิ้มและให้คำตอบที่เรียบง่ายว่า "ไม่มี ข้าไม่ได้คิดอะไรไว้แม้แต่น้อย"
"แล้วเหตุใด?" มารเก้าเนตรพึมพำ
ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเบาๆ "เ้ารู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ข้ามีความรู้สึกอย่างไร?"
ไม่ทันที่มารเก้าเนตรจะได้ปริปาก ไป๋เฉินกลับกล่าวขึ้นมา "เ้าเคยรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวในยามที่เ้าอยู่บนจุดสูงหรือไม่?"
"ความโดดเดี่ยว?" น้ำเสียงของมารเก้าเนตรบ่งบอกถึงความฉงนและความไม่เข้าใจ
ไป๋เฉินกล่าวให้เหตุผลว่า "ในอดีตข้าเป็มือสังหารที่ไร้ซึ่งเป้าหมายในชีวิต ในยามที่ข้าเข้าสู่องค์กรเป็ครั้งแรก ข้าได้ตั้งเป้าไว้ว่าข้าจะกลายเป็มือสังหารหมายเลขหนึ่งที่ผู้คนต่างก็เทิดทูนและให้การยอมรับ"
"ในยามที่ข้าอายุ 26 ั้แ่นั้นเป็ต้นมาข้าก็ไม่มีความตื่นเต้นและเป้าหมายในชีวิตอีกต่อไป... เพราะในโลกนั้นไม่มีใครสังหารข้าได้ และไม่มีใครกล้าพอที่จะสังหารข้า ดังนั้นข้าจึงไม่มีศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าซึ่งสามารถที่จะทำให้ข้าตื่นเต้นได้"
"ข้าไม่มีครอบครัว ข้าไม่มีสหาย ข้าไม่มีแม้แต่คนสนิทที่รู้จักจิตใจเป็อย่างดี นั่นทำให้ข้ารู้สึกเอือมระอาในความแข็งแกร่งของตนเองและเหยียดหยามในความอ่อนแอของผู้อื่น"
"ในชีวิตที่แล้วหากมิใช่เพราะคำขอของเ้าเฒ่านั่นที่ให้ข้าส่งเงินไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและช่วยให้เด็กๆพวกนั้นเติบโตขึ้นมาอย่างมีชีวิตปกติ ข้าคงไม่รับภารกิจลอบสังหารและคงไร้ซึ่งหนทางอีกต่อไป"
"เ้ามีเป้าหมายในการล้างแค้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ทำให้พวกเ้าต้องเกือบถูกทำลายล้าง แต่โลกใบนี้ข้ากลับไม่มีเป้าหมายเป็ของตัวเอง ข้ารับฝากความ้าสุดท้ายของใครบางคนเอาไว้ แล้วหากข้าทำสิ่งนั้นสำเร็จแล้วเป้าหมายต่อจากนี้ของข้าคืออะไร?" สีหน้าของไป๋เฉินไร้อารมณ์อย่างถึงที่สุด
ท้ายที่สุดแล้วไป๋เฉินเป็เพียงมือสังหารที่รับภารกิจจากผู้อื่นมาโดยตลอด เขาไร้ซึ่งเป้าหมายในชีวิต แต่ไม่นานมานี้เขาก็มีคำๆหนึ่งผุดขึ้นมาว่า...
หลังจากเสร็จสิ้นคำขอของไป๋เฉินแล้ว ชีวิตของข้าจะไปสิ้นสุดลงที่ใด?
เนื่องจากเขาถูกปลูกฝังมาโดยใช้เหตุและผล รวมถึงแผนการในการแก้ปัญหาเขาจึงรู้สึกว่าทุกอย่างเป็เส้นตรงจนเกินไปจึงทำให้ไม่มีความท้าทายรออยู่ในภายภาคหน้า
สำหรับเขาแล้วซึ่งทำให้เขาหายเบื่อหน่ายคือความท้าทายที่ไม่รู้จัก
จะกล่าวได้ว่าเขาโหยหาความอันตรายและความท้าทาย ซึ่งการสังหารเซี่ยหยวนไป๋ก็เป็หนึ่งในเป้าหมายที่ทำให้เขาไม่รู้สึกไร้จุดมุ่งหมายเฉกเช่นชีวิตที่แล้ว
เพราะชีวิตนี้มีการบำเพ็ญปราณและเคล็ดวิชาแขนงต่างๆ ต่อให้ฝึกฝนจนร่างกายและกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่งสักเพียงใด หากแต่ระดับการบำเพ็ญอ่อนแอกว่าก็ยากที่จะเอาชนะผู้แข็งแกร่งได้
ยิ่งเขาถูกตามล่าโดยคนที่แข็งแกร่งกว่านั่นจะทำให้เกิดการพัฒนาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
หากจะมองในอีกแง่มุมหนึ่ง ไม่มีคนฉลาดที่ไหนไหนกล้าจะลงมืออุกฉกรรจ์เช่นนี้เป็แน่ เพราะต้องเป็ศัตรูกับคนทั้งทวีปมันคือการกระทำของคนโง่อย่างเห็นได้ชัด!
มารเก้าเนตรกำลังผนวกความรู้สึกในประโยคของไป๋เฉินเข้าด้วยกันจนมันอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว "เ้าหมายความว่าสิ่งที่เ้าทำลงไปทั้งหมดก็เพียงเพื่อค้นหาความท้าทายของเ้าเพียงเท่านั้นงั้นรึ?"
"ถูกต้อง" ไป๋เฉินตอบอย่างตรงไปตรงมา
แต่มารเก้าเนตรก็เอ่ยถามด้วยเสียงที่จริงจัง "แต่หากเ้าพลาดท่าขึ้นมาเล่า? เ้าไม่เคยคิดในแง่มุมนั้นเลยหรืออย่างไร?"
ไป๋เฉินก็ตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิด "ข้าอยู่กับความตายมาชั่วชีวิต หากข้าตายนั่นเป็เพราะข้าอ่อนแอเท่านั้น... ไม่มีอะไรพิเศษ"
เมื่อได้ฟังคำตอบของเขา มารเก้าเนตรเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ "ข้าคิดว่าเ้าจะเป็คนมีเหตุผลมากกว่านี้เสียอีก"
ไป๋เฉินลอบหัวเราะในใจเบาๆ "บางครั้งต้องใช้เหตุผลก็จริง แต่บางครั้งความมีเหตุมีผลนั้นไม่จำเป็"
มารเก้าเนตรได้ยินได้ฟังเหตุผลก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ ราวกับมันเพิ่งได้เปิดหูเปิดตาเป็ครั้งแรก "ข้าไม่เคยพบเจอคนที่มีความคิดที่นอกรีตเช่นเ้ามาก่อนเลยจริงๆ"
บางครั้งก็มีเหตุผล บางครั้งก็ไร้เหตุผล พูดตามตรงไม่ควรจะมีบุคคลที่มีบุคลิกเช่นนี้อยู่ในทวีปนี้ด้วยซ้ำ หรือเรียกอีกอย่างเขาอาจจะเป็ไซโคพาธกระมัง
"ข้าเองก็คิดเช่นนั้น" ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะอยู่ภายในใจ
แต่จู่ๆมารเก้าเนตรก็นึกบางอย่างขึ้นได้ในประโยคแรกๆที่ไป๋เฉินได้กล่าวออกไป จนมันสะดุดอยู่กับคำพูดที่ว่า 'ในยามที่ข้าอายุ 26' แต่ตอนนี้เขาอายุเพียงแค่ 16 ปีมิใช่หรือ?
มารเก้าเนตรอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายราวกับไม่เชื่อ ก่อนจะถามอย่างตะกุกตะกัก "เ้าหนู เป็ไปได้ไหมว่าเ้าเป็ผู้ที่กลับชาติมาเกิด?"
ไป๋เฉินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับอย่างเรียบง่าย "จะว่าเช่นนั้นก็ได้... และอีกอย่างเ้าเองก็ไม่ได้มาจากทวีปนี้มิใช่หรือ?"
มารเก้าเนตรเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนที่มันจะหัวเราะออกมาอย่างถูกใจ "ฮ่าๆๆๆ ถูกต้อง"
ในระหว่างการสนทนา ไป๋เฉินก็มายืนอยู่ตรงหน้าซากศพของเซี่ยหยวนไป๋ จากนั้นเมื่อเขาจ้องมองไปยังร่างไร้ิญญาของมันก็เห็นวัตถุสีทองที่มันนอนทับอยู่
ด้วยการใช้เท้าเขี่ยๆพลิกร่างที่ตายแล้วของเซี่ยหยวนไป๋ในลักษณะคว่ำ จู่ๆเขาเจอะเจอเข้ากับเกาทัณฑ์สีทองที่ส่องประกายด้วยรัศมีอันยิ่งใหญ่ปกคลุม หากแต่มีรอยเืของเซี่ยหยวนไป๋ติดอยู่เล็กน้อย
รอบๆตัวเกาทัณฑ์แกะสลักเป็รูปลักษณ์ของัอย่างงดงามและปราณีต ซ้ำแล้วยังมีแสงแห่งพลังธรรมชาติวนเวียนอยู่รอบๆราวกับเป็ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์อย่างไรอย่างนั้น
ไป๋เฉินไม่ลังเลเลยที่จะเช็ดเืของเซี่ยหยวนไป๋ด้วยผ้าขาวพลันยกเกาทัณฑ์เทียนเซี่ยขึ้นมาตรวจสอบและเคาะๆดู
ตามมาด้วยเสียงของมารเก้าเนตรที่ดังขึ้นเคร่งขรึม "มันคือมรดกตกทอดของตระกูลเซี่ย ศาสตราวุธระดับ 7 เกาทัณฑ์เทียนเซี่ย"
ในขณะที่มารเก้าเนตรกำลังแนะนำและอธิบายวิธีการใช้งานให้แก่ไป๋เฉินได้ฟัง เสียงกรีดร้องอย่างไม่เชื่อของหงเหนียงก็ดังขึ้น "นั่นมันเกาทัณฑ์เทียนเซี่ย! สมบัติลับของตระกูลเซี่ยเองก็อยู่ที่นี่งั้นรึ!?"
นอกจากเหยาชิงเฉิงแล้วยังไม่มีใครรู้ว่าเซี่ยหยวนไป๋ได้นำศาสตราวุธที่มีค่ามากที่สุดของตระกูลเซี่ยติดตัวมาด้วย
ทุกตระกูลโบราณต่างก็มีศาสตราวุธที่ซึ่งเป็มรดกตกทอดของตระกูลที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้มีสายเืของตระกูลนั้นๆได้สืบทอดต่อ ซึ่งเป้าหมายของศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์นั้นมีไว้เพื่อต่อกรกับกองกำลังของจักรพรรดิมารในภายภาคหน้า
หากสิ่งนั้นต้องตกอยู่ในมือของไป๋เฉิน เกรงว่าสถานการณ์จะยิ่งย่ำแย่ลงไปอีกขั้น
โดยไม่รอช้าหงเหนียงะโไปข้างหน้าก่อนที่นางจะผายมือและกล่าวอย่างใจดีสู้เสือว่า "ไป๋เฉิน มอบเกาทัณฑ์เทียนเซี่ยกลับคืนมาให้แก่พวกข้าแต่โดยดี สิ่งๆนั้นเป็สิ่งของสำคัญที่จะใช้ต่อกรกับจักรพรรดิมารในภายภาคหน้า หากเ้าไม่ยอมมอบสิ่งนั้นกลับคืนมา ข้าจะถือว่าเ้ากำลังบั่นทอนความแข็งแกร่งของอาณาจักรเทียนหยวน และข้าจะถือว่าเ้ากำลังอยู่ข้างเดียวกันกับจักรพรรดิมาร!"
ไป๋เฉินที่ได้ยินก็อยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง
[อยู่ข้างเดียวกับจักรพรรดิมาร? ข้านี่แหละจักรพรรดิมาร!]
