ฟู่หลงเหยียนและเจียงหยวนยังคงซ่อนตัวอยู่ พวกเขาอยากรู้ว่าสองพี่น้องจะรับมือคนพวกนี้ เพื่อหาทางเอาตัวรอดอย่างไร
“พวกเ้าเอาตัวเด็กสองคนนั่นลงมา อย่ามัวชักช้ายืดยาด หากงานไม่สำเร็จละก็ จะกลายเป็พวกเราที่ต้องตายแทน” ซานถูลงไปยืนรอยังจุดที่เลือกไว้ สำหรับการขุดหลุมฝังเจียงข่ายเหวินและฟู่เจียฉี
“ถุ้ย!! อย่าเอามือสกปรกของเ้ามาถูกตัวน้องสาวข้า” เจียงข่ายเหวินตะคอกลูกน้องซานถูทันที เมื่อมือหยาบนั้นกำลังจะดึงตัวฟู่เจียฉี ออกไปจากอ้อมกอดของตน
“เหวินเกอไม่ต้องกลัวนะ ฉีเอ๋อร์จะปกป้องท่านเองเ้าค่ะ” ฟู่เจียฉีมิใช่เด็กหญิงตัวน้อยขี้แย เพราะมีบิดาคอยสอนให้เข้มแข็งมีสติ ถึงจะเป็เด็กแต่เมื่อมีสติก็สามารถเอาตัวรอดได้
“ฮ่า ๆ ๆ ลูกพี่ดูเ้าเด็กสองคนนี่สิ ช่างเป็ญาติพี่น้องที่รักกันดีเสียเหลือเกิน” เกาจิ่งหัวเราะกับท่าทางของฟู่เจียฉี
“เหอะ ก็คงเห็นตัวอย่างจากบิดมารดากระมัง เร็ว ๆ ๆ พาตัวลงจากรถม้าได้แล้ว ยังต้องขุดหลุมอีกพวกเ้าอย่าลืมสิ” ซานถูเร่งลูกน้องของตนให้ทำตามคำสั่ง
ขณะที่เกาจิ่งหันไปพูดคุยกับซานถู ฟู่เจียเฟยได้หยิบห่อยาพิษที่บิดาเพิ่งมอบให้ ก่อนจะแบ่งให้เจียงข่ายเหวินอีกสองห่อ เด็กชายมองหน้าญาติผู้น้องคล้ายมีคำถาม ว่าสิ่งที่มอบให้กับเขามันคืออะไร ฟู่เจียฉีพูดเพียงคำเดียวสั้น ๆ
‘ยาพิษ’
เมื่อเกาจิ่งกับสหายอีกคนหันกลับมา ก็มีผงสีขาวสาดเข้าที่ใบหน้าและดวงตาอย่างจัง ยาพิษกระจายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกาจิ่งกับสหายร้องออกมาด้วยความเ็ป
พรึ่บ!!
“อ๊ากกกก!! ลูกพี่ช่วยพวกข้าด้วย!”
“อ๊ากกก!! เ้าเด็กสารเลวพวกเ้าทำอะไรกับดวงตาของข้า ห๊ะ!!”
“ทำให้คนชั่วอย่างพวกเ้าตาบอดอย่างไรเล่า บังอาจคิดทำร้ายเหวินเกอของข้า!” ฟู่เจียฉีรักญาติผู้พี่คนนี้ของตนมาก ไม่ว่า้าเล่นอะไร หรืออยากกินอะไรเจียงข่ายเหวิน คือคนที่ตามใจและเข้าข้างตนมากที่สุด ฟู่เจียฉีกลัวว่าหากญาติผู้พี่เป็อะไรไป จะไม่มีใครตามใจให้ทำในสิ่งที่อยากทำอีก
“บังอาจตะคอกน้องสาวของข้ารึนี่แหนะ ผัวะ! ผัวะ!” เจียงข่ายเหวินฉวยโอกาสที่เก่าจิ่งกับสหาย ปิดหน้าปิดตาเพราะความเ็ป ใช้เท้าเล็ก ๆ นั่นถีบทั้งสองคนอย่างแรง จนหงายหลังตกจากรถม้าทันที
ตุบ! ตุบ!
“ว้าว เหวินเกอเก่งมาก ๆ เ้าค่ะ”
“ฉีเอ๋อร์เ้ายังมียาพิษอีกหรือไม่ นำมันมาให้พี่เร็วเข้า ด้านนอกยังเหลือคนร้ายอีกหนึ่งคน พวกเราต้องระวังตัวไว้ก่อน”
“มีเ้าค่ะ ฉีเอ๋อร์ให้เหวินเกอหมดเลยก็ได้ ประเดี๋ยวคอยไปขอจากท่านพ่อเพิ่มเ้าค่ะ อ่ะ” ฟู่เจียฉีล้วงมือเล็ก ๆ เข้าไปในกระเป๋าสะพาย ที่อวี้จิ่นทำให้เพื่อใส่ของส่วนตัว และหยิบห่อยาพิษที่เหลืออีกเจ็ดห่อออกมา
“อืม เ้ามาหลบอยู่ด้านหลังพี่ก่อน รอให้พี่ดึงความสนใจจากคนที่เป็หัวหน้า ฉีเอ๋อร์รีบวิ่งไปให้เร็วที่สุด และไปตามคนมาช่วยพี่ทีหลังเข้าใจหรือไม่” เจียงข่ายเหวินรับปากกับอวี้จิ่นไว้ ว่าจะปกป้องน้องสาวเขาต้องทำให้ได้
“อื้ม ฉีเอ๋อร์จะวิ่งให้เร็ว และตามคนมาช่วยเหวินเกอได้แน่เ้าค่ะ”
“ฉีเอ๋อร์น้องพี่เก่งมาก”
ซานถูวิ่งจากจุดที่จะขุดหลุมเพื่อฝังเด็กทั้งสอง หลังจากได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็ดปวดของลูกน้อง จนกระทั่งวิ่งมาถึงก็เห็นลูกน้องของตน นอนอยู่กับพื้นมีเืออกจากดวงตา ทั้งสองยังคงร้องครวญครางด้วยความเจ็บ
“นี่มันเกิดอะไรกับพวกเ้า! เกาจิ่งใครที่ทำให้พวกเ้าาเ็เช่นนี้ บอกมาข้ามาเร็วเข้า”
“อ๊ากกก ลูกพี่ระวังตัวด้วยเด็กสองคนนั่น พวกมันมียาพิษติดตัวมาด้วย ข้าต้องเป็คนพิการตาบอดไปตลอดชีวิตแล้วลูกพี่” เกาจิ่งเอ่ยเตือนซานถูทั้งที่ยังคงอยู่ในอาการาเ็จากยาพิษ
“ยาพิษงั้นรึ หึ ร้ายกาจไม่ใช่เล่นเลยนะบุตรชายองค์หญิงใหญ่ ในเมื่อทำร้ายลูกน้องของข้าเช่นนี้ ก็อย่าตายอย่างสบายจะดีกว่า” ซานถูลืมคิดไปว่าน้องสาวของแม่ทัพเจียง คือเ้าของร้านยาสมุนไพรขึ้นชื่อ ยาชั้นเลิศยังปรุงออกมาได้ แล้วยาพิษจะปรุงออกมาไม่ได้เชียวรึ
“ในเมื่อพวกเ้าสองคนไม่ยอมลงมา ข้าจะขึ้นไปสังหารพวกเ้าเอง”
“แน่จริงเ้าก็ขึ้นมาสังหารข้าสิ ใยต้องพูดจาให้เปลืองน้ำลาย” เจียงข่ายเหวินเตรียมยาพิษไว้ในมือ เมื่อซานถูบอกว่าจะขึ้นมาสังหารตน
“ฮ่า ๆ ๆ อายุแค่ไม่กี่หนาวก็ปากดีถึงเพียงนี้ สมกับเป็บุตรชายของแม่ทัพจริง ๆ แต่เ้าจะไม่ได้พบหน้าบิดาอีกต่อไป” ซานถูเดินเข้ามาใกล้รถม้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความระแวดระวัง
แต่ด้านในรถม้านอกจากยาพิษในมือของเจียงข่ายเหวิน ในมือน้อย ๆ ของฟู่เจียฉีก็แอบกำผงยาพิษไว้เช่นกัน เด็กหญิงไม่คิดว่าจะได้ใช้มันอีกครั้ง เมื่อญาติผู้พี่ถูกซานถู ที่ระวังตัวปัดมือที่มียาพิษไปให้พ้นตัวได้
พรึ่บ! อ่ะ!
“หมับ! หึ ข้าไม่โง่หลงกลเด็กอย่างพวกเ้าหรอกนะ ในเมื่ออยากตายเร็วขึ้นข้าจะช่วยให้เ้าสมหวะ..”
วูบบ พรึ่บบ!! เฮ้ยยย!!
“นี่แหนะ! ฝันไปเถอะว่าข้าจะยอม”
“อ๊ากกก!! นางเด็กชั่ว! เ้าทำอะไรกับข้ากันแน่ ทำไมมันถึงได้ปวดแสบปวดร้อนได้มากถึงเพียงนี้ โอ๊ยยย” ซานถูจดจ่อกับการสังหารเจียงข่ายเหวิน จนลืมฟู่เจียฉีที่ยืนแอบอยู่ด้านหลังของเด็กชายไปอีกคน
“ลักพาตัวข้าไม่พอยังพาน้องสาวของข้ามาด้วย เ้าพวกคนชั่วข้าจะสั่งสอนเ้าให้หลาบจำ” เจียงข่ายเหวินพูดจบ ก็ยกเท้าที่ไม่ได้ใหญ่โตมากมายของตน กระทืบไปตามร่างกายของซานถู ซึ่งฟู่เจียฉีก็เลียนแบบญาติผู้พี่ไปอีกคน
ปึก! ปึก! เพียะ! โอ้ยยย เพียะ! ปึก! อึก
“ฉีเอ๋อร์หยุดตีเถิด ประเดี๋ยวจะเจ็บมือเอาได้นะ พวกเรารีบหนีจะดีกว่าเผื่อว่าแถวนี้จะมีชาวบ้าน ที่เดินทางผ่านไปมาให้ความช่วยเหลือเราได้”
“เ้าค่ะเหวินเกอ”
สองพี่น้องลงจากรถม้าอย่างทุลักทุเล เพราะบันไดพวกมันไม่ได้นำมาวางไว้ เมื่อเท้าเหยียบลงพื้นได้จึงจับมือกันวิ่ง แต่ไปได้ไม่กี่ก้าวก็พบว่าบิดาของตน วิ่งออกมาจากที่ซ่อนขวางเอาไว้ได้ทัน
ตึก ตึก ตึก
“เหวินเกอ! ฉีเอ๋อร์!”
“ท่านพ่อ! ท่านพ่อ!”
“ลูกพ่อเ้าาเ็ที่ใดบ้างหรือไม่” เจียงหยวนรีบตรวจดูร่างกายของบุตรชาย ด้วยไม่รู้ว่าระหว่างทางถูกกระทำอันใดไปบ้าง
“ท่านลุงเ้าคะ เหวินเกอต้องเจ็บที่แขนเป็แน่เ้าค่ะ”
“หืม เพราะเหตุใดถึงเจ็บที่แขนหรือฉีเอ๋อร์” เมื่อหลานสาวชิงฟ้องผู้เป็ลุง เจียงหยวนจึงหันไปถามหลานสาวของตนแทน
“เพราะเ้าคนร้ายนั่นใช้มือจับแขนเหวินเกอแรงมาก ฉีเอ๋อร์เห็นเหวินเกอนิ่วหน้าเล็กน้อย แต่พยายามไม่ส่งเสียงร้องเ้าค่ะ”
“จริงอย่างที่น้องพูดหรือไม่เหวินเกอ บอกพ่อมาเถิดหากเจ็บก็บอกว่าเจ็บ มิใช่เื่น่าอายหรอกนะ ฮึ” เจียงหยวนสอนให้บุตรชายเข้มแข็ง แต่หากเป็เื่อาการาเ็ เขาไม่อนุญาตให้ปกปิดเอาไว้
“เจ็บขอรับ ยังดีที่ฉีเอ๋อร์ฉลาดซัดผงยาพิษใส่คนร้าย หลังจากที่ข้าพลาดท่าให้ฝ่ายตรงข้าม ไม่เช่นนั้นพวกเราสองคนคงไม่รอดขอรับ” เจียงข่ายเหวินยังยกความชอบให้กับญาติผู้น้อง
“ใช่เ้าค่ะท่านพ่อ ท่านลุง พอฉีเอ๋อร์ซัดผงยาพิษออกไป จึงลงมือสั่งสอนคนร้ายกับเหวินเกอ จนคนร้ายร้องลั่นด้วยความเจ็บเ้าค่ะ” ฟู่เจียฉีคุยโวความเก่งกาจของตนกับญาติผู้พี่ ทั้งที่บิดาของพวกเขาสองคนนั้น ล้วนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่ไม่ขัดความภูมิใจของบุตรสาว
“เอาล่ะ ๆ พวกเ้าสองคนเก่งมาก ที่มีสติและเอาตัวรอดออกมาได้ ฉีเอ๋อร์พาเหวินเกอกลับไปหาท่านแม่ และท่านยายก่อนเพราะเหวินเกอต้องรีบทายา จะได้หายเจ็บไว ๆ ดีหรือไม่” ฟู่หลงเหยียนไม่อยากให้บุตรสาวต้องเห็นสิ่งที่ไม่สมควรเห็นในตอนนี้
“ได้เ้าค่ะ เพราะยาของท่านแม่ดีที่สุด”
“เฉินอิ่นเ้าไปนำรถม้านั่นมา และให้อู๋จิ้งพาเหวินเกอกับฉีเอ๋อร์ กลับจวนท่านพ่อตาก่อน อย่าลืมบอกฮูหยินน้อย เื่อาการาเ็ของเหวินเกอด้วยล่ะ”
“ขอรับนายน้อย”
เจียงหยวนพยักหน้าให้บุตรชาย ทำตามที่น้าเขยของบอก เจียงข่ายเหวินจึงจับมือฟู่เจียฉีไปขึ้นรถม้า ที่เฉินอิ่นนำมาจอดรอเ้านายน้อยทั้งสองแล้ว จากสายตาที่มองตามบุตรชายบุตรสาว ยามที่หันกลับมามองกลุ่มคนร้าย ที่ยังทรมานจากยาพิษอยู่บนพื้น สายตาของสองสหายเต็มไปด้วยโทสะ จนอยากสับพวกนี้เป็ชิ้น ๆ
“โอยย ยาพิษอะไรกันทำไมถึงได้เจ็บแสบไปทั่วเช่นนี้” ซานถูพยายามลูบไปตามตัว เผื่ออาการปวดแสบปวดร้อนจะลดลงบ้าง
“ฮือ ๆ ข้ากลายเป็คนตาบอดไปแล้วหรือนี่ หากนายท่านรู้เข้าพวกเราถูกไล่ออกจากจวนแน่ ๆ” เกาจิ่งเสียใจยิ่งกว่าลูกพี่ของตน เพราะเขาต้องตาบอดจากงานในครั้งนี้
แต่เสียงที่ตอบกลับเกาจิ่งมิใช่ซานถู มันคือเสียงของบิดาเด็กน้อย ที่พวกเขาจับตัวมาเพื่อสังหาร แค่เสียงที่ได้ยินเกาจิ่งก็แทบิญญาหลุดออกจากร่างแล้ว
“ใช่ พวกเ้าจะถูกใต้เท้าหลีไล่ออกจากจวน และยังมีโทษปะาชีวิตจากฮ่องเต้รอพวกเ้าอยู่เช่นกัน บอกมาว่าใครคือผู้สั่งการเื่นี้”
“ตะ ตะ ใต้เท้าฟู่! มะ มะ แม่ทัพเจียง!”
“อืม คือพวกข้าสองคนเอง จะตอบได้หรือยังว่าใครเป็คนสั่งการ หากสารภาพข้าจะให้ครอบครัวพวกเ้า ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างดี แต่ผลของการไม่ยอมสารภาพ ข้าคิดว่าพวกเ้าย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ” ฟู่หลงเหยียนย่อมใช้วิธีรุนแรงกับจิตใจคนพวกนี้ นั่นก็คือเื่คนในครอบครัว
“ใต้เท้า ๆ ๆ ได้โปรดอย่าเอาครอบครัวข้าเข้ามายุ่งเลยขอรับ พวกเขาไม่รู้เื่ที่ข้าทำแม้แต่น้อย ท่านโปรดเมตตาพวกเขาด้วยเถิดขอรับ ข้าจะสารภาพทุกอย่างและจะเป็พยานชี้ตัว แล้วแต่ใต้เท้าจะสั่งการขอรับ” ซานถูรีบลุกขึ้นนั่งคุกเข่าขอความเมตตากับฟู่หลงเหยียน
“ใต้เท้าฟู่ ๆ พวกข้าสองคนก็เช่นกันขอรับ เมตตาพวกข้ากับครอบครัวสักครั้งเถิด” เกาจิ่งแม้จะเ็ปที่ดวงตาทั้งสองข้าง ยังพยายามคุกเข่าขอร้องด้วยเช่นกัน
“สารภาพมาข้ากับแม่ทัพเจียงรอฟังอยู่” ฟู่หลงเหยียนไม่ได้ตอบรับ ว่าจะปล่อยหรือไม่ปล่อยอย่างไรเสีย คนร้ายย่อมต้องยอมสารภาพอยู่ดี
“เป็คำสั่งจากพระชายาหลีเยี่ยนชิงขอรับ เพราะความริษยาที่องค์ชายใหญ่จากตำหนักบูรพา และคุณชายน้อยเจียงเป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้ จึงคิดจะกำจัดคุณชายน้อยเจียงเสียก่อน ส่วนโอรสของรัชทายาทค่อยวางแผนจัดการทีหลังขอรับ” ซานถูไม่กล้าพูดโกหก
“ใช่ขอรับใต้เท้า เพราะพระชายาเห็นว่าในวังหลวงเข้มงวดมาก จึงไม่สะดวกลงมือกับโอรสของรัชทายาท แต่กับคุณชายน้อยเจียงไม่เหมือนกัน และคิดว่าส่งพวกข้ามาลอบสังหาร ไม่ว่าอย่างไรก็ง่ายดายกว่ามากขอรับ” เกาจิ่งที่รับคำสั่งจากเติ้งฮูหยิน จึงบอกรายละเอียดเพิ่มเข้าไปอีก
“หึ นางคิดว่าตระกูลเจียงจะสังหารได้ง่ายดายปานนั้นรึ ในเมื่อเป็พระชายาใช้ชีวิตสุขสบายไม่ชอบ ถ้าเช่นนั้นให้นางถูกปลดมารับความลำบาก เหมือนกับชาวบ้านทั่วไปในเมืองหลวงเถิด” เจียงหยวนพอจะเดาสาเหตุที่ไม่มีเหตุผลนั่นแล้ว ยิ่งทำให้มีโทสะมากกว่าเดิมหลายเท่า
“หลี่อี้!”
“ขอรับคุณชาย”
“เ้าเร่งเข้าวังหลวงนำเื่มือสังหารเหล่านี้ เข้าไปรายงานกับท่านพ่อและองค์หญิงใหญ่ ท่านพ่อของข้าจะได้ทูลขอฝ่าา เชิญหลีฮูหยินและพระชายาองค์ชายเจ็ดเข้าเฝ้า ส่วนคนพวกนี้ข้าจะนำตัวกลับไปเอง” เจียงหยวน้าให้เื่นี้ ไปถึงหูของบิดาและฮูหยินของตน ซึ่งยังคงอยู่รอในตำหนักฮ่องเต้แล้ว
“อีกอย่าง หากบังเอิญเจอตงลู่ที่ไล่ตามคนร้ายมา บอกว่าสองคนนั้นไม่ต้องเก็บไว้ แค่สามคนนี้ก็พอเพียงพอแล้วสำหรับการเป็พยาน”
“ทราบแล้วขอรับคุณชายฟู่ เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวก่อนขอรับ”
“อืม”
“เฉินอู่เอาเชือกมัดผูกทั้งสามคนไว้ด้วยกัน พวกเราจะเร่งกลับเข้าเมืองหลวงกัน” ฟู่หลงเหยียนมองเส้นทางที่คนกลุ่มนี้เลือกใช้ ถือว่าระยะทางไม่ได้ไกลเกินไปนัก เขาคาดว่าจะใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อ เมื่อใช้ม้าในการเดินทางกลับเข้าเมือง
ทางด้านอู๋จิ้งพาสองพี่น้องไปส่งถึงมืออวี้จิ่น ที่นั่งรออยู่กับจางฮูหยินอย่างเป็ห่วง เมื่อพบว่าบุตรสาวไม่ได้รับาเ็ก็โล่งใจ ส่วนหลานชายอวี้จิ่นนำยาที่ดีที่สุด ทาบริเวณรอยช้ำจากน้ำมือของคนร้าย กลางดึกคืนนี้รอยช้ำก็จะหายเป็ปลิดทิ้ง แต่ตอนนี้เ้าตัวแสบของนางที่เพิ่งคุยโวโอ้อวด กลับนอนหลับไปเสียดื้อ ๆ ดังนั้นอวี้จิ่นจึงให้หลานชายกลับเรือนไปพักผ่อน จะได้มีแรงไว้เล่นกับเ้าตัวแสบของนางยามตื่น
ส่วนแม่ทัพใหญ่และลูกสะใภ้ ที่ต้องทนมองพระพักตร์อันมีโทสะ จนแทบจะพังข้าวของในตำหนักของฮ่องเต้ หลังจากที่ทั้งสองกราบทูลเื่ที่เกิดขึ้นกับพระนัดดา รวมถึงญาติผู้น้องของพระนัดดาอย่างฟู่เจียฉี
“หึ เจิ้นไม่คิดมาก่อนเลยว่า ชายาเอกขององค์ชายเจ็ดจะมีนิสัยเช่นนี้ ไหนคนในตระกูลชื่นชมกันนักมิใช่หรือ ว่าเป็สตรีที่รู้จักวางตัวนิสัยอ่อนโยน แล้วการส่งคนไปสังหารเหวินเอ๋อร์ของเจิ้น ผู้ใดให้ความกล้านี้กับนางรึ!” ฮ่องเต้ทรงมีโทสะแทบจะเรียกตัวพระชายาหลีมาลงโทษ
“ฝ่าาโปรดระงับโทสะก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเชื่อว่าพระนัดดาและฉีเอ๋อร์ จะต้องกลับมาอย่างปลอดภัยได้แน่ เพราะสองพี่น้องคู่นี้แม้จะซุกซนแต่กลับฉลาดนัก ทรงรออีกประเดี๋ยวเถิดพ่ะย่ะค่ะ บุตรชายและบุตรเขยของกระหม่อม คงตามไปช่วยทั้งสองกลับมาได้” ใช่ว่ามีเพียงฮ่องเต้ที่มีโทสะ แม่ทัพใหญ่อยากจะไปคอหลีฮูหยิน ด้วยตนเองเสียด้วยซ้ำไป
“เสด็จพ่อพระทัยเย็นลงสักนิดเถิดเพคะ ลูกเชื่ออย่างที่แม่ทัพใหญ่พูดมา สองพี่น้องคู่นี้อย่าได้ดูเบาเชียว เข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ยหากช่วยกันคิด ย่อมเอาตัวรอดได้อย่างแน่นอนเพคะ” ที่จ้าวเจียเฟยพูดนั้นล้วเป็เื่จริง โดยเฉพาะฟู่เจียฉีเห็นอายุย่างห้าขวบเช่นนั้น แต่ความคิดที่พูดออกมาประหนึ่งว่าเป็ผู้ใหญ่คนหนึ่งก็ว่าได้
“อืม เจิ้นจะพยายามใจเย็นให้มากกว่านี้”
ขณะที่ฮ่องเต้กำลังพยายามปรับลมหายใจ ขันทีหน้าตำหนักก็เข้ามารายงาน เพราะหลี่อี้รออยู่ด้านนอกแล้วในยามนี้ เมื่อขันทีบอกว่าเป็คนสนิทของเจียงหยวน ฮ่องเต้ทรงอนุญาตให้เข้ามาในตำหนักอย่างรวดเร็ว
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าา”
“ตามสบายเถิด เ้ามาถึงที่นี่ราชบุตรเขย ฝากความมารายงานว่าอย่างไร รีบพูดมาอย่ามัวแต่อมพนำ”
“ทูลฝ่าา คุณชายของกระหม่อมและใต้เท้าฟู่ เข้าไปจับคนร้ายหลังจากถูกพระนัดดากับคุณหนูฟู่ ใช้ยาพิษจัดการไปก่อนหน้าจนาเ็หนักทั้งสามคน อีกสองคนที่ขัดขวางสหายของกระหม่อม ตอนที่อยู่ร้านขนมถูกสังหารไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าอย่าได้พูดล้อเล่น เด็กสองคนอายุไม่กี่หนาว จะลงมือจัดการผู้ใหญ่ได้ถึงเพียงนั้นจริงหรือ?” ฮ่องเต้ไม่ค่อยเชื่อเื่นี้นัก
“ฝ่าากระหม่อมไม่กล้ากราบทูลรายงานเท็จพ่ะย่ะค่ะ อันที่จริงพระนัดดารอดพ้นอันตรายครั้งนี้มาได้ เพราะคุณหนูฟู่พกยาพิษของมารดาติดตัวไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หลี่อี้หู่ผึ่งเมื่อเขาได้ยินว่าฟู่เจียฉีใช้ยาพิษ ไม่คิดไม่ฝันว่าฟู่หลงเหยียนจะกล้าเสี่ยงเลยจริง ๆ
“อืม ช่างเป็คุณหนูน้อยที่กล้าหาญยิ่งนัก ยังมีเื่อื่นอีกหรือไม่เ้าบอกเจิ้นมาให้หมดเถิด”
“ทูลฝ่าา ใต้เท้าฟู่กล่าวว่า เมื่อกระหม่อมได้ถวายรายงานแล้ว หวังว่าพระองค์จะมีรับสั่งเรียกตัวหลีฮูหยิน และพระชายาหลีเย่หรูมาไต่สวนและลงโทษ กับความผิดที่ทั้งสองได้กระทำในครั้งนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ได้! คุนซานไปนำตัวชายาหลีเย่หรูมาพบเจิ้น ส่วนหลีฮูหยินเ้าพาทหารไปจับตัวนางที่จวนมาก็แล้วกันหลี่อี้” ฮ่องเต้ไม่มีทางปล่อยผ่านไปได้โดยง่ายแน่ ๆ
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ/รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
ณ ตำหนักองค์ชายเจ็ด
เมื่อคุณซานนำทหารมาถึงเขาไม่รีรอให้เสียเวลา สั่งทหารคุมตัวพระชายาหลีเย่หรูทันที จนเหล่านางกำนัลใถอยหลังหลบฉากออกไป ด้วยกลัวว่าตนจะเดือดร้อน แต่นางกำนัลบางคนอยากได้ผลงาน จึงนำความเื่นี้ไปรายงานกับองค์ชายเจ็ด ที่ห้องตำราส่วนพระองค์
ทางฝั่งของหลี่อี้ก็ไม่ต่างกันมากนัก แม้หลีฮูหยินจะร้องโวยวาย แต่มีคำข่มขู่ของหลี่อี้ที่อ้างถึงรับสั่งของฮ่องเต้ นางถึงหุบปากหยุดส่งเสียงแหลม ๆ นั่นเสียที ส่วนใต้เท้าหลีมิได้อยู่ที่จวนของตน เนื่องจากมีเื่ต้องหารือเื่งานที่ต้องเร่งสะสาง แต่ไม่นานย่อมได้รู้ในเมื่อพ่อบ้านของจวน วิ่งออกไปั้แ่เขามาถึงแล้ว
ตุบ ตุบ
คุนซานนำตัวพระชายาหลีเย่หรูมาถึงก่อน แต่ฮ่องเต้ยังไม่ตรัสสิ่งใดกับนาง คงปล่อยให้นั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งหลี่อี้นำตัวมารดาของพระชายาหลีเย่หรูเข้ามา การไต่สวนจากผู้ครองแคว้นตัวแทนของโอรส์ จึงได้เริ่มต้นขึ้นโดยมีแม่ทัพใหญ่และลูกสะใภ้ ผู้เป็พระธิดาคนโปรดของฮ่องเต้ร่วมฟังการไต่สวนเช่นกัน
“ถวายบังคมเพคะฝ่าา”
“เสด็จพ่อเพคะ ให้คนไปนำหม่อมฉันกับท่านแม่ มาที่นี่ด้วยเหตุใดหรือเพคะ” พระชายาหลีเย่หรูเริ่มเล่นงิ้วว่าตนไม่รู้เื่อันใด
“นี่เ้ายังจะย้อนถามเจิ้นอีกงั้นหรือ ว่าทำไมถึงได้ให้คนนำตัวพวกเ้ามาที่นี่ ชายาหลีเ้าอย่าได้เสแสร้งเล่นงิ้วต่อหน้าเจิ้น มิเช่นนั้นโทษสถานเบาจะเปลี่ยนไปทันที” ฮ่องเต้ทรงผ่านสตรีมาไม่น้อย ใยจะมองท่าทางเช่นนี้ไม่ออกว่าพระชายาหลีเย่หรู กำลังหาทางให้ตนเองเป็ผู้บริสุทธิ์
"ฝ่าาในเมื่อทั้งสองไม่ยอมพูด กระหม่อมว่าควรใช้วิธีลงทัณฑ์ของกรมอาญา เผื่อว่าจะมีใครยอมพูดความจริงนะพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่เบื่อจะดูสตรีพวกนี้เล่นงิ้วให้ดู
“แม่ทัพใหญ่เหตุใดถึงได้โเี้กับสตรีอย่างพวกเราด้วย ท่านย่อมรู้ว่าวิธีของกรมอาญานั้นมีใครทนได้บ้าง” พระชายาหลีเย่หรูหันไปมองแม่ทัพใหญ่อย่างไม่พอใจ
“เจิ้นจะถามอีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทำไมเ้าถึงส่งคนไปสังหารเจียงข่ายเหวิน คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว อย่าได้เล่นลิ้นต่อหน้าเจิ้นเด็ดขาด”
เพียงเสียงคำถามของฮ่องเต้จบลง องค์ชายเจ็ดและใต้เท้าหลีก็มาเข้าเฝ้าพอดี
“ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าา”
“เสด็จพ่อเกิดเื่อันใดขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าเจ็ดที่เ้าถามเช่นนี้หมายความว่า สิ่งที่ชายาของเ้าทำลับหลังครั้งนี้ เ้ามิได้มีส่วนรู้เห็นกับนางงั้นรึ?”
“พักหลังมานี้ลูกมีงานที่ต้องสะสางอยู่มาก จึงมิได้พูดคุยกับชายามากนักพ่ะย่ะค่ะ ว่าแต่ว่ามันคือเื่อะไรกันแน่พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” องค์ชายเจ็ดเร่งสะสางที่ตนรับผิดชอบจริง จึงทำให้พระชายาของตนก่อเื่ร้ายแรงลับหลัง
“น้องเจ็ด ชายาของเ้าลอบส่งข่าวกลับจวนถึงมารดา ให้ส่งคนไปลอบสังหารบุตรชายของเปิ่นกงจู่ น้องเจ็ดคิดว่าเื่นี้ร้ายแรงพอหรือไม่” จ้าวเจียเฟยตอบคำถามน้องชายแทนพระบิดา
“อะไรนะ!! หลีเย่หรูเ้าตอบมาเดี๋ยวนี้ว่า ที่พี่หญิงใหญ่ของข้าตรัสมา เป็เื่จริงหรือไม่ พูด!!” องค์ชายเจ็ดได้ยินคำตอบแล้ว จึงหันไปตวาดถามกับพระชายาของตนอีกครั้ง
“อะ อะ องค์ชาย หม่อมฉันทำเพื่อลูกของพระองค์นะเพคะ เสด็จพ่อโปรดปรานหลานแค่โอรสของรัชทายาท และบุตรชายขององค์หญิงใหญ่ แต่กับหลานคนอื่น ๆ กลับไม่สนพระทัย ทรงทราบหรือไม่ว่าหลานของเสด็จพ่อ ที่อยู่ในวังหลวงมีคนไหนบ้างที่ไม่น้อยใจพะ..”
“เพียะ!! บังอาจ!! หลีเย่หรูเ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้ตำหนิเสด็จพ่อ เ้าคิดว่ามีเพียงในวังหลวงแห่งเดียวหรือ ที่รักบุตรหลานลำเอียง เ้าไม่ถามบิดาของเ้าดูบ้างเล่า ว่ารักลูกคนไหนมากที่สุดน่ะ”
“องค์ชายเพคะ หม่อมฉันแค่สงสารลูกเท่านั้นเพคะ”
“หึ อย่าว่าแต่เสด็จพ่อรักใครมากหรือน้อยเลย ข้าก็เป็เช่นกันลูกที่อบรมสั่งสอนเท่าไหร่ก็ไม่ได้ดังใจ จะให้ข้ารักคอยถากถางเส้นทางให้เดิน ไม่มีทางที่ข้าจะทำเช่นนั้นแน่ เสด็จพ่อลูกไม่มีความเห็นในเื่นี้ ไม่ว่าพระองค์จะตัดสินโทษเช่นไรลูกยินดีน้อมรับพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายแม้จะเคยอิจฉาองค์หญิงใหญ่ แต่เมื่อมีบุตรเป็ของตนเองจึงได้เข้าใจ
“ฝ่าาเพคะ เป็หม่อมฉันที่ลงมือทำโดยพละการ เื่นี้ไม่เกี่ยวกับพระชายาเลยเพคะ ฝ่าาโปรดลงโทษหม่อมฉันแต่เพียงผู้เดียวเถิด เื่ทั้งหมดเป็ความคิดของหม่อมฉันจริง ๆ เพคะ” หลีฮูหยินรักบุตรสาวคนนี้มาก นางไม่มีทางยอมให้พระชายาหลีถูกลงโทษ ซึ่งอาจถึงขั้นถูกปลดจากตำแหน่งได้
“ท่านแม่!”
“นี่เ้า!! เพราะเ้าเอาแต่ให้ท้ายเช่นนี้ เื่คอขาดบาดตายยังกล้าคิดออกมาได้ เ้าเป็แม่เหตุใดไม่ห้ามปรามพระชายา มิใช่ส่งเสริมให้ทำทั้งที่รู้ว่ามันผิด ฝ่าากระหม่อมดูแลคนในปกครองไม่ดี โปรดลงอาญาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าหลีคิดไม่ถึงเลยว่า หลีฮูหยินไม่เคยปรับปรุงตัวเกี่ยวกับการวางแผนร้ายได้จริง ๆ
“ฮึก ท่านพ่อ!!”
“เสด็จพ่อหม่อมฉันรู้ผิดแล้วโปรดเมตตาด้วยเพคะ ฮือ ๆ”
“แค่พระชายาพูดว่ารู้ผิดแล้ว เื่ทุกอย่างก็จบลงด้วยดี มันไม่ง่ายไปหน่อยหรืออย่างไร ถ้าหากแผนการลอบสังหารสำเร็จขึ้นมา พระชายาจะชดใช้ให้ตระกูลเจียงเช่นไรรึพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่กัดฟันสะกดความโกรธ ก่อนจะถามคำถามพระชายาหลีเย่หรู
“ระ ระ เื่นี้ข้าไม่รู้ แต่ตอนนี้หลานของท่านแม่ทัพ ยังคงมีชีวิตอยู่มิใช่หรือ” พระชายาหลีเย่หรูตอบแม่ทัพใหญ่ ประหนึ่งว่าหลานเ้ายังอยู่โทษที่ได้รับไม่ควรหนักหนา
“หืม พระชายาหลีกล่าวเช่นนี้ หมายความต้องรอให้หลานของกระหม่อม หรือพระนัดดาของฝ่าาสิ้นใจก่อนกระนั้นหรือ ถึงจะลงโทษเอาความผิดกับท่านได้ ฝ่าากระหม่อมไม่มีอะไรจะพูดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่โยนการตัดสินใจให้กับฮ่องเต้
“เปิ่นกงจู่อยากจะรู้นักว่า หากบุตรชายของพระชายาหลี ถูกกระทำเช่นเหวินเกอของเปิ่นกงจู่บ้าง จะรู้สึกอย่างไร ยกโทษให้อภัยกับคนที่คิดร้ายกับบุตรของตนงั้นรึ? เสด็จพ่อเพคะหากเื่นี้หลุดรอดออกไป ชื่อเสียงของพระองค์ย่อมเสื่อมเสียไปด้วย ไหนจะหน้าที่การงานของน้องเจ็ด จะมีขุนนางคนใดให้ความร่วมมืออย่างจริงใจอีก ในอนาคตพวกเขาย่อมไม่อยากเกี่ยวดองกับองค์ชาย หรือองค์หญิงที่เป็บุตรของน้องเจ็ดแน่ ๆ เพคะ” จ้าวเจียเฟยรู้ว่าพระบิดา พยายามรักษาชื่อเสียงของราชวงศ์เพียงใด
“ฟังให้ดีต่อไปนี้คือการตัดสินโทษของพวกเ้าสองแม่ลูก พระชายาหลีจิตใจโเี้ ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาอีกต่อไป หลีฮูหยินเป็มารดาไม่ชี้แนะบุตรสาวในสิ่งที่ถูกต้อง ยังสนับสนุนให้กระทำความผิด เจิ้นขอสั่งปลดพวกนางทั้งสองคน ให้พ้นจากตำแหน่งพระชายาและฮูหยินเอก หลังจากนี้ให้พวกนางปลงผมบวชชีตลอดชีวิต ส่วนคนร้ายที่ถูกจับปะาทันทีเมื่อนำตัวมาถึงศาลต้าหลี่”
“เสด็จพ่อหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ โปรดเมตตาให้อภัยสักครั้งเถิดเพคะ เห็นแก่หลานของพระองค์เขาจะขาดมารดาไม่ได้นะเพคะ องค์ชายช่วยขอร้องเสด็จพ่อทีเถิดเพคะองค์ชาย ฮือ ๆ ๆ”
“หึ ขอร้องเสด็จพ่องั้นหรือ โทษที่เสด็จพ่อทรงตัดสินไม่ปะาเ้า นี่คือพระเมตตามากที่สุดแล้วนะหลีเย่หรู เ้ายังมีชีวิตอยู่เพื่อรับรู้ข่าวคราวของรุ่ยเอ๋อร์ เ้ายังไม่พอใจอีกรึ ถึงอารุ่ยจะไม่มีมารดาเช่นเ้า ก็ยังมีบิดาเช่นข้าและอาจารย์ผู้มากความรู้ ที่รออบรมสั่งสอนให้อารุ่ยไม่เป็ขี้อิจฉา อย่างที่เ้าพยายามสั่งสอนก็แล้วกัน เสด็จพ่อลูกไม่คัดค้านคำตัดสินในครั้งนี้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายเจ็ดถือว่าเป็องค์ชาย ที่ไม่ยุ่งกับการแย่งชิงบัลลังค์
“องค์ชาย...ฮึก ฮือ ๆ ๆ”
“ขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงเมตตาพ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าหลีพูดได้เพียงเท่านี้จริง ๆ เพราะฮูหยินและบุตรสาวของตนกระทำความผิดจริง
“ท่านล่ะแม่ทัพใหญ่้าคัดค้านหรือไม่ แล้วเฟยเอ๋อร์เล่าอยากเพิ่มเติมอันใดอีกหรือไม่” ฮ่องเต้ทรงหันพระพักตร์ไปถามความเห็น จากแม่ทัพใหญ่และพระธิดาของพระองค์ เกี่ยวกับการลงโทษที่ทรงตัดสินไป
แม่ทัพใหญ่และลูกสะใภ้หันมามองหน้ากัน จ้าวเจียเฟยจึงพยักหน้าเล็กน้อย เพื่อให้บิดาของสามีเป็ผู้ฮ่องเต้
“ทูลฝ่าา กระหม่อมและองค์หญิงใหญ่ ไม่มีคำคัดค้านกับการตัดสินโทษนี้พ่ะย่ะค่ะ” เพราะแม่ทัพใหญ่จะไม่ยอมให้สองแม่ลูก ได้อยู่อย่างสงบที่อารามชีอย่างแน่นอน
“อืม ในเมื่อทุกคนเห็นด้วยกับการตัดสินของเจิ้น ทั้งสองคนก็จงรับโทษของตนไปเสีย คุนซานพรุ่งนี้ให้คนคุมตัวพวกนาง ออกจากเมืองหลวงไปยังอารามชี เฝ้าดูจนกว่าพวกนางจะโกนผมบวชชี” ฮ่องเต้มีรับสั่งเช่นนี้ เพราะเกรงว่าจะมีการช่วยเหลือทั้งสองระหว่างเดินทาง
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ฝ่าากระหม่อมและองค์หญิงใหญ่ ขอทูลลากลับไปดูหลานทั้งสองที่จวน หากเหวินเกอไม่เป็อันใดมาก ค่อยพามาเข้าเฝ้าฝ่าาหลังจากนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ลูกจะเป็คนพาเหวินเกอมาถวายพระพรเสด็จพ่อเองเพคะ”
“อืม”
“กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ/ลูกทูลลาเพคะ”
หลังจากแม่ทัพใหญ่และลูกสะใภ้สูงศักดิ์ ออกจากตำหนักทรงพระอักษรได้ไม่นาน องค์ชายเจ็ดกับใต้เท้าหลีต่างก็พาคนของตน กลับออกมาเช่นเดียวกัน เพื่อให้พวกนางได้บอกลาบุตรหลาน ก่อนจะต้องเดินทางไปอารามชีตามรับสั่งของฮ่องเต้
ทางด้านฟู่หลงเหยียนกับเจียงหยวน เมื่อได้รับรายงานจากหลี่อี้ถึงรับสั่งของฮ่องเต้ เกี่ยวกับคนร้ายกลุ่มนี้ ทันทีที่นำตัวมาถึงศาลต้าหลี่ เจียงหยวนไม่รอให้เ้าหน้าที่ลงมือ เขาขอเป็คนตัดหัวคนร้ายเหล่านี้ด้วยตนเอง จากนั้นจึงรีบกลับจวนไปดูแลบุตรชายบุตรสาวของตน
เนื่องจากคำกล่าวชื่นชมของเจียงข่ายเหวิน ที่มีต่อญาติผู้น้องของตน ซึ่งช่วยให้เขารอดพ้นจากอันตรายในครั้งนี้มาได้ และฮ่องเต้ก็ยังชื่นชมเด็กหญิงตัวน้อยถึงความกล้าหาญนี้ จึงมีราชโองการแต่งตั้งตำแหน่งหย่งเฟยเสี้ยนจู่ มอบให้กับฟู่เจียฉีผู้ที่มีความกล้าหาญไม่แพ้บุรุษ สร้างความปลาบปลื้มให้กับสองตระกูลอย่างยิ่ง แม้แต่เจียงข่ายเหวินยังเห็นด้วยกับเื่นี้ ต่อไปเขาต้องพยายามฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อในอนาคตจะได้ปกป้องญาติผู้น้อง จากพวกบุรุษที่หวังผลประโยชน์จากนาง และเขาจะช่วยคัดเลือกบุรุษที่จะมาเป็น้องเขยด้วยตนเองเช่นกัน
