พ่อบ้านเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ขอเรียนถาม เป็อาหารอันใดหรือขอรับ?”
ปลายคิ้วของหม่าชิงเลิกขึ้นสูง ก่อนเอ่ยว่า “ซวงเหมยโต่วเยี่ยน [1] และเซียงเฉิงซานเจิง [2] สองจานนี้จะทำขายในปริมาณไม่จำกัด”
ซวงเหมยโต่วเยี่ยนก็คือ ไข่ผัดพริกสับดอง
ดอกเหมยประจำท้องที่ส่วนมากจะเป็ประเภทดอกเหมยขี้ผึ้ง บางคราก็จะเป็ดอกเหมยแดง ทันทีที่เหมันตฤดูมาเยือน ดอกเหมยขี้ผึ้งสีเหลืองจะบานอร่าม ส่วนดอกเหมยแดงสีแดงสดก็จะบานสะพรั่ง งดงามตระการตา
พริกสับดองเป็สีแดง ไข่ผัดเป็สีเหลือง หม่าชิงตั้งชื่ออันหรูหราให้กับไข่ผัดพริกสับดองว่าซวงเหมยโต่วเยี่ยน
ส่วนเซียงเฉิงซานเจิงก็คือ พริกสับดอง เผือก และซี่โครงหมูที่นำไปวางเรียงและนึ่งพร้อมกัน ชั้นล่างสุดเป็เผือก ชั้นที่สองเป็ซี่โครง และชั้นบนสุดเป็พริกสับดอง
เผือกที่ใช้ในจานเซียงเฉิงซานเจิงถูกชาวเมืองในท้องที่เรียกว่าเผือกพันธุ์ปิงหลาง เป็เผือกที่ค่อนข้างใหญ่และมีกลิ่นหอมเบาบาง เผือกชนิดนี้ด้านในมีรูปดาวสีม่วงอ่อน อร่อยกว่าเผือกหัวเล็กยิ่ง
ซี่โครงที่ใช้ทำมาจากแผงกระดูกข้างลำตัวหมู ซี่โครงหมูนับว่าเป็เนื้อติดกระดูก ส่วนที่ตั้งใจคัดสรรมาเป็พิเศษก็คือซี่โครงหมูที่ติดมัน
ด้วยเหตุนี้ซี่โครงหมูที่เลือกมา ยามที่นำไปนึ่งก็จะทำให้มีน้ำมันหมูในซี่โครงไหลออกมา และซึมเข้าไปในเนื้อของเผือก
เผือกดูดซับน้ำมันหมูและพริกสับดอง ทำให้มีรสเผ็ดหอม เหนียวนุ่ม อร่อยล้ำเป็ที่สุด
แน่นอนว่ารสเค็มเผ็ดที่ได้จากซี่โครงหมูและพริกสับดองเองก็อร่อยล้ำเช่นกัน
รสชาติของอาหารจานนี้หาได้ด้อยไปกว่าเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋เลยสักนิด เพียงรูปลักษณ์ของมันมิได้ทำให้คนตื่นตะลึงเช่นเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ก็เท่านั้น!
พ่อบ้านเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “นายท่าน เพียง่เวลาครู่เดียวท่านก็ออกอาหารจานใหม่แล้ว อีกทั้งออกครั้งหนึ่งยังแนะนำถึงสองจานเชียวหรือขอรับ?” ในใจของเขาลอบคิดว่า นายท่านคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ เขาคิดจะให้อาหารสองจานนี้แข่งขันกับเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋หรือ?
“ใช่ พรุ่งนี้เ้าจงไปจัดการให้ดีเสีย” หม่าชิงซื้อพริกสับดองจากคนในตระกูลหวังถึงหนึ่งหมื่นกว่าจิน มีมากพอที่จะออกอาหารจานใหม่ๆ ได้มากมาย เขาจะปล่อยให้พริกสับดองได้สร้างชื่อเสียงในเมืองเซียง เตรียมพร้อมความสะดวกสำหรับการค้าพริกสับดองในเดือนสุดท้ายของปีที่กำลังจะถึงนี้
พ่อบ้านทำได้เพียงตอบรับ ก่อนที่จะเอ่ยถามอีกครั้งว่า “นายท่านจะขายจานละเท่าไรหรือขอรับ?”
หม่าชิงได้สั่งให้ห้องครัวของเหลาอาหารทำจานใหม่สองจานนี้เตรียมไว้ั้แ่แรกแล้ว เขากำชับไว้แล้วว่าให้ใช้จานใด จัดแต่งจานอย่างไร ก่อนจะเอ่ยว่า “ซวงเหมยโต่วเยี่ยนกำหนดราคาอยู่ที่สามสิบหกเหรียญทองแดงต่อจาน ส่วนเซียงเฉิงซานเจิงราคาแปดสิบแปดเหรียญทองแดงต่อจาน”
จานซวงเหมยโต่วเยี่ยนใช้พริกสับดองครึ่งจานพร้อมกับไข่ไก่หกฟอง ค่าวัตถุดิบทั้งหมดรวมกันแล้วจะอยู่ที่สิบเหรียญทองแดง ดังนั้นกำไรของจานนี้จะอยู่ที่ยี่สิบหกเหรียญทองแดง
ส่วนจานเซียงเฉิงซานเจิง ต้นทุนของวัตถุดิบทั้งหมดจะอยู่ที่สามสิบเหรียญทองแดง เพราะฉะนั้นกำไรจะสูงถึงห้าสิบแปดเหรียญทองแดง
จากกระแสตอบรับของลูกค้าที่มารับประทานอาหารในวันนี้ หม่าชิงคิดว่าลูกค้าของเขาจะชื่นชอบอาหารทั้งสองจานนี้อย่างแน่นอน
ดวงตาของพ่อบ้านทอประกายสว่างวาบ จานอาหารดั้งเดิมในเหลาอาหารเช่นไข่ผัดต้นหอมสับนั้นอยู่ที่ราคายี่สิบเหรียญทองแดง หมูสามชั้นนึ่งอยู่ที่ราคาสามสิบห้าเหรียญทองแดง พึงรู้ไว้ว่าหมูสามชั้นราคาสูงกว่าซี่โครงหมูนัก
วัตถุดิบหลักของจานซวงเหมยโต่วเยี่ยนคือไข่ไก่ และใช้เพียงพริกสับดองหนึ่งถึงสองส่วนเท่านั้น ทว่ากลับสามารถขายได้ในราคาสามสิบหกเหรียญทองแดง นับว่าสูงกว่าราคาจานหมูสามชั้นนึ่งถึงหนึ่งเหรียญทองแดงด้วยซ้ำ
ส่วนวัตถุดิบหลักที่ใช้ในจานเซียงเฉิงซานเจิงนั้น มีเพียงซี่โครงหมูและเผือกที่ราคาถูกกว่าหมูสามชั้น ทว่าเพียงใส่พริกสับดองเข้าไปเล็กน้อยก็สามารถขายในราคาห้าสิบแปดเหรียญทองแดง!
เขาค้นพบแล้วว่า เพียงนำวัตถุดิบทำอาหารมาผสมผสานเข้ากับพริกสับดอง มูลค่าของอาหารก็จะถีบตัวพุ่งขึ้น!
“นายท่าน ข้าน้อยจะจดจำไว้ขอรับ”
“รีบกลับไปพักผ่อนเถิด” ทว่าหม่าชิงกลับรั้งพ่อบ้านที่กำลังหมุนกายเอาไว้อีกครั้ง เขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “ข้าได้นำอาหารแห้งและอาหารป่ากลับมาจากเมืองหลวงไม่น้อย เก็บไว้ให้เ้าบางส่วนแล้ว”
ทั้งซิ่งเหริน [3] เห็ดหูหนู เห็ดแห้ง และสาหร่ายผมนางของทางตอนเหนือ รสชาติอร่อยล้ำกว่าที่ปลูกกันในเมืองเซียงนัก โดยเฉพาะสาหร่ายผมนางที่หาไม่ได้ในเมืองเซียง
พ่อบ้านฉีกยิ้มเอ่ยขอบคุณอย่างมีความสุข
หม่าชิงนวดจุดไท่หยาง การค้าเป็ไปด้วยดี อารมณ์ของพ่อค้าก็ย่อมดีตามไปด้วย เขาไม่คิดถึงเื่ของท่านอ๋องแห่งเมืองเซียงอีก ทว่ากลับไปคิดบัญชีของร้านค้าแทน หลังจากนั้นก็เดินพึมพำร้องเพลงกลับไปยังห้องนอนเพื่อพักผ่อน เฝ้ารอถึงข่าวดีที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้
อากาศในเมืองเซียงกำลังย่างเข้าสู่เหมันตฤดู ฝนยังคงตกโปรยปราย ทว่ามิใช่ฝนห่าใหญ่ ไม่นับว่าเป็ฝนตกปริมาณปานกลางด้วยซ้ำ เป็เพียงหยาดฝนโปรยปรายเม็ดเล็กๆ เท่านั้น
ดวงอาทิตย์ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นหลายวันแล้ว อากาศเย็นชื้นเล็กน้อย อุณหภูมิภายในกับภายนอกเท่ากัน
ทั้งถนนสายหลัก และถนนทางเดินล้วนเต็มไปด้วยโคลน สิ้นเปลืองรองเท้าเป็อย่างยิ่ง
คนในเมืองเซียงโปรดปรานอาหารรสเลิศ ในเื่อาหารนั้นจะไม่ยอมให้ทำส่งๆ อย่างเด็ดขาด ต่อให้อยู่ในสภาพอากาศเช่นนี้ก็ต้องคิดวิธีทำให้อาหารอร่อยให้ได้ คนที่มีเงินมากหน่อยก็มักจะออกมาสรรหาอาหารรสเลิศ ไม่กลัวว่ารองเท้าหรือกางเกงจะเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตม
เหลาอาหารทั้งสามแห่งของหม่าชิงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง ตะวันตกของเมือง และใจกลางเมือง ทั้งหมดล้วนเป็พื้นที่ค่อนข้างเจริญรุ่งเรือง มีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
เหลาอาหารของสกุลหม่าที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองมีทั้งหมดสามชั้น กินพื้นที่มากกว่าหนึ่งพันผิงหมี่ [4] นับว่าเป็เหลาอาหารที่ใหญ่ที่สุดบนถนนสายนี้
เ้าของโฉนดร้านคือหม่าชิง ด้วยเหตุนี้จึงประหยัดค่าเช่าไปได้มาก
เสี่ยวเอ้อร์และคนงานเบ็ดเตล็ดที่ร้าน ครึ่งหนึ่งคือบ่าวของครอบครัวสกุลหม่า ส่วนอีกครั้งก็คือทหารพิการที่เกษียณตัวเองออกมาจากกองทัพแล้ว
วันนี้หยาดฝนยามฤดูหนาวโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า ต่อให้เป็ยามเที่ยงวันก็ไม่เห็นแสงอาทิตย์สาดส่อง มีเพียงความหนาวเหน็บจับใจ เสี่ยวเอ้อร์ในเหลาอาหารคนหนึ่งที่มีนามว่าเติ้งต้าเหมา เขาเกิดในจวนสกุลหม่า ด้วยรูปลักษณ์ที่น่ามองจึงถูกจัดให้ไปยืนรับลูกค้าอยู่หน้าประตู
เติ้งต้าเหมาแนะนำอาหารให้กับลูกค้าที่เข้ามาในร้านอย่างขยันขันแข็ง “ใต้เท้าจ้าว วันนี้เหลาอาหารของเรามีอาหารจานใหม่อีกแล้วขอรับ ท่านต้องลองชิมให้ได้นะขอรับ”
จวี๋เหริน [5] สกุลจ้าวเงยหน้าขึ้นเอ่ยว่า “อาหารจานใหม่อันใด ข้าไม่กิน วันนี้ข้ามาเพื่อกินเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋!”
จ้าวจวี๋เหรินหาได้มีตำแหน่งขุนนาง แต่เขาก็ยังมีตำแหน่งจวี๋เหรินไว้ สถานะย่อมสูงกว่าประชาชนทั่วไปมาก
ครอบครัวของเขามีที่นาดีกว่าร้อยหมู่ เปิดสำนักศึกษาถึงสองแห่ง เชิญซิ่วไฉทั้งห้ามาสอนหนังสือ อีกทั้งยังเปิดร้านค้าอีกสองแห่ง ดังนั้นเขาจึงนับว่าเป็คนที่มีเงินและมีฝีมือเป็อย่างยิ่ง
ทว่าเขาค่อนข้างเ้าชู้เสเพล ในจวนมีอนุภรรยา นอกจวนก็ยังมีคนรักอีก
วันนี้เขาได้เชิญซิ่วไฉทั้งห้าจากสำนักศึกษามาทานอาหาร เขาเองก็มิใช่คนโง่ แน่นอนว่าไม่มีทางพาคนรักนอกจวนมาทานอาหารถึงเหลาอาหารอย่างโจ่งแจ้งแน่นอน
ซิ่วไฉทั้งห้าล้วนเป็ผู้าุโ มิอาจเข้าร่วมการสอบขุนนางได้อีก
เพื่อที่จะรั้งตัวซิ่วไฉทั้งห้า ทุกๆ สิบวันเ้าจวี๋เหรินจะเชิญพวกเขาไปทานอาหารเย็นถึงเหลาอาหาร
ในบรรดาซิ่วไฉทั้งห้ามีหนึ่งคนที่โปรดปรานการทานอาหารรสเลิศเป็ที่สุด เมื่อวานเขาได้ยินว่าที่เหลาอาหารสกุลหม่าออกอาหารจานใหม่นั่นก็คือเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ วันนี้เขาจึงได้บอกเื่นี้แก่จ้าวจวี๋เหริน
จ้าวจวี๋เหรินเองก็ชื่นชอบการทานอาหารรสเลิศเช่นกัน เขาปรารถนาจะลิ้มลองรสชาติของเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ว่าจะอร่อยล้ำสักเพียงใด ดังนั้นจึงผลักเรือไปตามน้ำ พาซิ่วไฉทั้งห้ามาที่นี่นั่นเอง
ซิ่วไฉทั้งห้าและจ้าวจวี๋เหรินเดินเข้ามาในเหลาอาหาร ก่อนจะพบว่าในร้านอัดแน่นไปด้วยผู้คน
เหลาอาหารสกุลหม่าในอดีต ในชั่วโมงเช่นนี้อย่างน้อยที่นั่งของชั้นหนึ่งก็ต้องโล่งไปกว่าครึ่ง แล้ววันนี้มันเกิดเื่อันใดกัน?
เติ้งต้าเหมาเห็นว่าสีหน้าของคนทั้งหกเริ่มไม่สู้ดีเท่าไรนัก เขาจึงรีบร้อนชี้ไปทางมุมห้อง ก่อนเอ่ยว่า “ใต้เท้าจ้าว ห้องส่วนตัวบริเวณชั้นสองและสามล้วนเต็มหมดแล้ว บริเวณห้องโถงใหญ่ยังเหลืออีกตัว ทว่านั่งได้เพียงสี่ท่าน มิเช่นนั้นพวกท่านรอสักประเดี๋ยวได้หรือไม่ขอรับ?”
ซิ่วไฉคนหนึ่งที่ผิวคล้ำหน่อยมองไปทางจานใหญ่สองใบที่เสี่ยวเอ้อร์ประคองผ่านห้องโถงไป หัวปลาสีแดงตัวใหญ่บนจานนั้นช่างน่าตื่นตะลึงและแสนสะดุดตา เขารีบร้อนเอ่ยขึ้นมาทันทีว่า “ไม่ต้องรอแล้ว พวกเราทั้งหกยัดกันเข้าไปนั่ง” ก่อนจะชี้ไปทางหัวปลา “นั่นคือเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋หรือ?”
“ใช่แล้ว ใต้เท้าท่านนี้ช่างมีสายตาที่เฉียบแหลมยิ่งนัก นี่ก็คืออาหารจานใหม่ของร้านเรา เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ขอรับ” จากนั้นเติ้งต้าเหมาก็นำทั้งหกคนไปยังโต๊ะว่างบริเวณมุมห้อง
ที่นั่งนี้ไม่ติดกับหน้าต่าง ตั้งอยู่ด้านหลังสุด ไม่เพียงแต่แสงไม่ดีเท่านั้น พื้นที่ยังเล็กอีกต่างหาก สี่คนนั่งก็ว่าแคบแล้ว ยามนี้หกคนนั่งก็ยิ่งอึดอัดเข้าไปใหญ่
ทว่าความเย้ายวนของอาหารรสเลิศกลับมีอานุภาพร้ายแรงกว่า ทั้งหกคนจึงเบียดเสียดกันนั่งลง
เมื่อครู่นี้จ้าวจวี๋เหรินตั้งใจกวาดสายตามองโดยเฉพาะ ดูเหมือนว่าโต๊ะเกือบทุกตัวจะสั่งเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ทั้งสิ้น อีกทั้งคนที่ลิ้มรสชาติล้วนมีสีหน้าปลาบปลื้ม
จ้าวจวี๋เหรินตั้งหน้าตั้งตารอที่จะสั่งเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ ยามที่กำลังจะสั่งอาหารจานอื่น ไม่รู้ว่ามีเสี่ยวเอ้อร์อายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดวิ่งมาจากที่ใด กระซิบข้างหูของเติ้งต้าเหมาสองสามคำจบก็จากไปทันที
----------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ซวงเหมยโต่วเยี่ยน หมายถึง ดอกเหมยคู่เบ่งบานประชันโฉม
[2] เซียงเฉิงซานเจิง หมายถึง สามนึ่งแห่งเมืองเซียง
[3] ซิ่งเหริน (杏仁) หมายถึง เมล็ดอัลมอนด์
[4] ผิงหมี่ (平米) หมายถึง ตารางเมตร
[5] จวี๋เหริน หมายถึง ผู้ที่ได้รับการแนะนำ ซึ่งก็คือผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกในระดับมณฑล ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ สามปี
