และก็เป็อีกครั้งที่พวกเขาล้มเหลว ทั้งหมดจึงพากันเดินทางต่อไปยังเบื้องหน้า โดยมีซีห่าวและพวกอีกสองคนเดินประกบตัวไม่ห่าง ก่อนเสียงเรียกของเด็กชายอายุประมาณสิบขวบจะดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“พวกท่านตามหาพี่สาวคนสวยอยู่ใช่ฤาไม่” ซีห่าวได้ยินดังนั้น จึงหันกลับมายังต้นเสียงด้วยความแปลกใจ ก่อนพบเด็กชายตัวเล็กยืนอยู่ด้านหลัง ท่าทางของเด็กตัวเล็ก ดูไร้เดียงสาและอ่อนต่อโลกมากนัก ดวงตากลมแป๋วพร้อมใบหน้าสะอาด รวมถึงการแต่งกายมีลักษณะบ่งบอกว่าได้รับการดูแลอย่างดี
“เ้าว่าอย่างไรนะ” ซีห่าวตัดสินใจเดินกลับไปหาเด็กน้อยตัวเล็กผู้นั้น ในขณะที่ยายฝูและเฒ่าเกอไห่ตัดสินใจเดินตามซีห่าวกลับมาด้วยเช่นกัน
“ข้ากำลังคิดว่า หญิงที่พวกท่านกำลังตามหาอยู่นั้น อาจเป็พี่สาวคนสวยที่ข้าเคยรู้จัก” เด็กชายพูดด้วยท่าทางจริงจัง ซีห่าวได้ยินดังนั้นจึงปล่อยยิ้ม แล้วยกมือขึ้นจับบ่าเด็กชายอย่างมีความหวัง
“พี่สาวคนสวยของเ้า มีลักษณะตรงตามที่พวกข้าบอกใช่ฤาไม่”
“พี่สาวสูงประมาณนี้ ผิวขาว ดวงตากลมโต ริมฝีปากบางเท่านี้ อ่อ..อีกอย่างนะ ปลายนิ้วก้อยของนางมีแปลเป็อยู่ด้วยล่ะ ฯลฯ” เด็กชายอธิบายรูปลักษณ์ของหลันฮวาช้า ๆ ยาวเหยียด จนยายฝูจับสังเกตได้ หลังจากเด็กชายพูดถึงลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของนาง คือบริเวณนิ้วก้อยซ้ายจะมีแผลเป็ ที่เกิดจากมีดทำครัวบาดในยามเป็เด็ก
“ใช่แล้ว ๆ หลานข้ามีลักษณะเช่นที่เ้าบอก เช่นนี้แล้วนางอยู่ที่ใดเ้ารู้ฤาไม่” ยายฝูรีบย่อตัวลงนั่งด้านข้าง แล้วทำการสอบถามในทันที
“หลานของท่าน มีนามว่าหลันฮวาใช่ฤาไม่” เพียงได้ยินชื่อที่เด็กชายตัวเล็กพูดออกมาเท่านั้น ทั้งหมดถึงกับเบิกตากว้างอย่างมีความหวัง
“นางอยู่ที่ใด” ยายฝูถามซ้ำอีกครั้งด้วยท่าทางร้อนใจ
“นางไม่ได้มาหาข้านานแล้วล่ะ เมื่อก่อนนางมาขโมยข้าวที่แม่ตากแห้งไว้ ข้ากลัวว่าวันหนึ่งนางอาจโดนแม่จับได้ จึงแอบเก็บข้าวตากไว้ให้นาง แต่ว่าผ่านมานานแล้ว ข้ายังไม่เห็นนางมาเอาข้าวตากแห้งอีก...” เด็กชายตัวน้อย ก้มหน้าลงแล้วทำหน้าเศร้า
“นางเคยบอกเ้าฤาไม่ ว่านางอาศัยอยู่ที่ใด” ซีห่าวย่อตัวลงแล้วเอ่ยถามเด็กชายตัวเล็กด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ก่อนที่เขาจะชี้ไปยังูเาด้านข้างที่เห็นอยู่ไม่ไกลนัก
“นางไม่เคยบอกข้า แต่ข้าเคยแอบตามนางไป นางอาศัยอยู่ที่ศาลเ้าร้าง บนเขานั้นตามลำพัง ตรงด้านโน้น” เด็กน้อยยังคงชี้มือค้างไว้ แล้วมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความไร้เดียงสา
“งั้นพวกเรา รีบไปตามหานางกันเถอะ” เฒ่าเกอไห่เตรียมดึงมือยายฝูออกเดิน ก่อนที่เด็กชายตัวเล็กจะเอ่ยบางอย่างขึ้นมา
“หากพวกท่านพบกับนาง ฝากบอกนางด้วย ว่าข้ายังเก็บข้าวตากไว้ในนางอยู่เสมอ หากนางหิวเมื่อใด ให้มาหาข้าได้ตลอดเวลา” ชายหนุ่มได้ฟังน้ำใจของเด็กชายตัวเล็กแล้ว จึงปล่อยยิ้มออกมา พร้อมยกมือลูบศีรษะเด็กน้อยไร้เดียงสานั้นอีกครั้ง ด้วยความซาบซึ้งใจ
“หากข้าเจอนาง นางจะไม่อดอยากเช่นเดิมอีก แต่ข้าจะบอกนางให้ว่ามีเด็กชายคนนี้รออยู่” เขาจิ้มไปที่หน้าอกของเด็กชายเบา ๆ
“ว่าแต่เ้ามีนามว่าอะไรล่ะ”
“เป่าฉวี นางรู้จักนามของข้าเป็อย่างดี” เด็กชายตัวเล็กบอกด้วยความภูมิใจ ก่อนที่ซีห่าวจะจำชื่อของเด็กตัวน้อยไว้อย่างขึ้นใจ
หลังจากนั้นทุกคนก็หันตัวเดินจากไป เป่าฉวียังคงทอดสายตามอง จนกลุ่มคนพวกนั้นหายลับไป แล้วจึงวิ่งเข้าบ้านไปอย่างเงียบ ๆ
การเดินทางตามหาหลันฮวาของซีห่าวและพวก ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง พวกเขามุ่งหน้าตรงไปยังูเาที่ว่าตามคำบอกเล่าของเป่าฉวี สองเท้าของยายฝูเริ่มอ่อนแรงบริเวณตีนเขา นางล้มตัวลงนั่งพักด้วยความเหนื่อยหอบ
“ข้าขอพักตรงนี้ครู่หนึ่ง ข้าเดินต่อไม่ไหวแล้ว” ซีห่าวเห็นดังนั้นจึงเดินไปยังลำธาร ที่มีน้ำใสรินไหลลงมาจากบนยอดเขา เขาใช้กระบอกไม้ไผ่กรอกน้ำมายื่นให้กับหญิงชราที่กำลังเหนื่อยหอบ
“กินน้ำก่อนสิ จะได้มีแรง” คำพูดบางเบาจากชายหนุ่ม ทำให้หญิงชรารับกระบอกนั้นมาแล้วยกน้ำดื่มจนหมด ก่อนจะหวนนึกถึงการกระทำอันชั่วร้ายของตัวเองที่เคยทำกับหลันฮวา อยู่ ๆ น้ำตาแห่งความรู้สึกผิดก็รินไหลออกมา
“นางเห็นข้าเป็ยายแท้ ๆ ของนางมาตลอด ความจริงแล้วนางเป็เด็กดี ช่วยงานบ้าน ช่วยทุกอย่างโดยที่ข้าไม่ต้องบอกให้ทำ นางรู้หน้าที่ของตัวเองเสมอ แต่ข้าผิดเอง ข้าชั่วเอง ที่ไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตา ยิ่งข้าเห็นนางทุกข์เท่าใดข้ายิ่งมีความสุข เพราะคิดว่านางเป็ต้นเหตุให้ผู่เล่อตาย ข้าคิดมาตลอดว่านางเป็ตัวซวยที่ทำให้ลูกสาวข้าตาย” ยายฝูพรรณนาถึงความผิดของตัวเอง โดยมีซีห่าวนั่งฟังอยู่ใกล้ ๆ เขาไม่พูดอันใด ได้แต่นิ่งเงียบ แล้วยกน้ำขึ้นดื่ม
หลังจากตะวันลับขอบฟ้าไป แสงโคมไฟที่ติดอยู่ตามมุม ถูกบ่าวไพร่จุดขึ้นเพื่อให้แสงสว่าง หญิงสาวเดินตามทางมายังห้องพักของหวงซีเหริน นางเม้มปากแน่น ก่อนจะเคาะประตูไม้บ้านใหญ่ ไม่นานนักประตูด้านหน้าก็ถูกชายหนุ่มเปิดออก
“ข้ามาเรียนการนับเลขจากท่าน” นางทำตาแป๋ว ก่อนเขาจะอนุญาตให้นางเข้าไปในสถานที่ส่วนตัว หลันฮวาเดินตามแผ่นหลังชายหนุ่มเข้ามานั่งยังโต๊ะที่ตั้งอยู่
