กู่เชียนเยว่เคยถามอันเจิง...เ้าเป็คนดีหรือไม่
อันเจิงไม่ได้ตอบคำถามนั้น
หรืออาจเป็เพราะคำว่าคนดีสำหรับผู้หญิงและผู้ชายนั้นต่างกันโดยเฉพาะในบางเื่ อย่างเช่นเมื่อผู้หญิงบอกอย่างจริงจังว่าเ้าเป็คนดีแสดงว่ากำลังบอกออกมาอย่างอ้อม ๆ ว่าข้าไม่ได้ชอบเ้าแต่สำหรับคำถามนี้ของกู่เชียนเยว่แล้ว มันไม่ได้มีความหมายแบบนั้น แต่เพราะนางแปลกใจว่าอันเจิงเป็คนดีแต่ทำไมถึงมีจิตใจที่เด็ดขาดและดุร้ายขนาดนี้ ในบางครั้งการกระทำบางอย่างของอันเจิงโหดร้ายยิ่งกว่าคนชั่วเสียอีก
อันเจิงไม่ได้ตอบ แต่ถึงกระนั้นในใจของกู่เชียนเยว่ก็มีคำตอบอยู่แล้ว
หากเจอคนดีอันเจิงจะดีกับเขามากกว่าหลายเท่า และหากเจอคนชั่วเขาก็จะร้ายมากกว่าคนชั่วหลายเท่าเช่นกัน
ฉะนั้นอันเจิงเป็ผู้ชายที่มีเสน่ห์และไม่มีใครเหมือนต่อให้จะอายุเพียงสิบห้าก็ตาม
เมื่ออันเจิงมาถึงจวนก็เห็นแผ่นป้ายสำนักวรยุทธ์เบิก์แขวนอยู่หน้าประตูแล้วป้ายนี้อันเจิงสั่งทำั้แ่อยู่แถบชายแดน เขานำแผ่นป้ายนี้เดินทางมาไกลหลายพันกิโลเมตรชายร่างกำยำสองคนกำลังยืนปัดกวาดเช็ดถูอยู่ เมื่อเห็นอันเจิงทั้งสองจึงทำความเคารพ
ทุกคนต่างสงสัยเป็อย่างมาก สำนักวรยุทธ์เบิก์มาจากไหนกันจู่ ๆ ก็พาคนเข้ามาในเมืองนี้หลายร้อยคน การมีศิษย์ในสำนักมากมายเช่นนี้ทำให้ผู้คนต่างไม่กล้ามองข้ามแต่ทว่าความเป็จริงแล้ว ศิษย์สำนักวรยุทธ์เบิก์ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นอันเจิงเป็เ้าสำนัก เป็อาจารย์ของตู้โซ่วโซ่วกับคนอื่น ๆ แล้วยังเป็ผู้ดูแลสำนักอีกเขาทำทุกหน้าที่ทุกตำแหน่ง เมื่อเขาทำทุก ๆ ตำแหน่งแล้วก็เสมือนปรนนิบัติศิษย์ของตัวเองอย่างสุขสบาย
อันเจิงเพิ่งจะเดินเข้าประตู ก็รู้สึกได้ถึงรังสีสังหารที่ส่งมาจากด้านหลัง
รังสีสังหารแบบนี้เป็รังสีที่น่าพิศวงจริง ๆ
ตัวอย่างเช่น...เมื่อหกปีที่แล้วใน่ที่แม่ทัพฟางจือจี่เข้ามาฟื้นฟูกลุ่มอัศวินเพลิงเหล็กขึ้นใหม่เขาเลือกทหารทั้งหมดหนึ่งพันแปดร้อยคน ฟางจือจี่บอกเพียงว่า้าฝึกกำลังทหารจึงพาทหารหนึ่งพันแปดร้อยคนนั้นออกจากตัวเมืองไป ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาไปไหนใน่ที่กลับมานั้นเป็่ฤดูร้อน แต่ในตอนที่พวกเขาเข้ามาในเมืองทุกคนต่างรู้สึกหนาววูบจากทางด้านหลัง
ในคืนนั้น าาแคว้นเยี่ยนมาตรวจสอบและเยี่ยมเยียนเหล่าทหารอัศวินเพลิงเหล็กด้วยตนเองหลังจากที่าากลับไปแล้ว กลุ่มอัศวินเพลิงเหล็กได้พักผ่อนที่สนามโรงเรียนต่อมาได้ยินเหล่าทหารที่คอยเฝ้าเวรยามและดูแลปัญหาต่าง ๆ เล่าว่า...คืนนั้นในระยะพันกิโลเมตรที่พวกเขาอยู่ ไม่มีแม้แต่ยุงสักตัว
หกปีต่อมาในวันนี้ กลุ่มอัศวินเพลิงเหล็กมีกำลังทหารสามพันหกร้อยคนแล้ว
อันเจิงรู้สึกได้ถึงรังสีสังหารเขาเคยเป็ถึงผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซี ฉะนั้นเขาจึงคุ้นเคยรังสีสังหารแบบนี้มากกว่าคนอื่นๆ เขาเข้าใจมันเป็อย่างดี
เมื่อเขาหันไปด้านหลังรังสีสังหารก็หายไปแล้ว
จากนั้นเขาก็เห็นว่า ห่างออกไปมีคนใส่ชุดขาวยืนอยู่กลางถนนในมือถือร่มกระดาษมองมาที่ตัวเอง
เวลานี้พระอาทิตย์กำลังตกดินท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไม่มีลมฝนแม้แต่น้อย
แต่คนคนนั้นกางร่มอยู่...
เมื่อเห็นเขาอันเจิงก็รู้สึกอยากต่อว่าขึ้นมาทันที
เขาให้ตู้โซ่วโซ่วเข้าสำนักไปก่อนจากนั้นก็เดินออกไปคนเดียว ตู้โซ่วโซ่วไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่จึงยืนมองอันเจิงอยู่ที่ประตูสำนัก
“ข้าก็นึกว่าเ้าไปตายที่ไหนแล้วเสียอีก”อันเจิงเดินไปพลางพูดขึ้น
คนคนนั้นหัวเราะแล้วตอบกลับ“เ้าสำนักเอาอะไรมาพูดกัน ข้าย่อมอายุยืนยาวกว่าเ้ามาก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่หากข้าอยากฆ่าเ้าละก็เ้าคงตายไปแล้วล่ะ”
อันเจิงเบ้ปาก “เ้ามาทำไม?”
คนคนนั้นตอบกลับอย่างจริงจัง“คิดถึงเ้า”
“ไสหัวไปซะ”
อีกฝ่ายยักไหล่เบา ๆ “นี่ไม่น่าใช่วิธีต้อนรับแขกของเ้าสำนักกระมัง”
“เป็ผีคอยตามหลอกหลอนอยู่นั่น”
อันเจิงบ่นพึมพำ จากนั้นก็ชี้ไปที่ประตูสำนัก“จะเข้าไปนั่งข้างในก่อนหรือไม่ หากไม่อยากไปก็แล้วแต่นะ”
เขาหุบร่มในมือที่แท้ก็เป็เฉินเซ่าป๋ายที่ไม่ได้เจอกันมานานกว่าสามปีนั่นเอง
“ช่างเถอะเ้ารู้ว่าข้าไม่ใช่เฉินเซ่าป๋ายคนนั้นแล้ว แต่ตู้โซ่วโซ่วกับคนอื่น ๆ ไม่รู้อธิบายอีกรอบน่าเบื่อจะตายไป? ริมถนนด้านนอกมีร้านอาหารที่ขายเหล้ากับเนื้อย่างดีๆ อยู่ เ้าจะไปกินหรือไม่?”
“ไปก็กลัวเ้าน่ะสิ”
อันเจิงกลับไปบอกตู้โซ่วโซ่วว่ามีเพื่อนมาหาพอกลับมาแล้วจะอธิบายให้ฟัง จากนั้นทั้งสองก็เดินไปร้านอาหารที่อยู่ไกลออกไป
“นี่น่ะหรือร้านที่เ้าบอก?”
“ข้าก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าร้านอยู่ไกลแค่ไหน”
เฉินเซ่าป๋ายนั่งลงแล้วหันไปสั่งกับเ้าของร้าน “เอาไตย่างสองที่”
อันเจิงจ้องเขาอย่างประหลาดใจ“ไม่เอาเนื้อแพะรึ?”
“โอ้โห...เ้ากลัวเสียเปรียบหรือนี่” เฉินเซ่าป๋ายล้อเลียน
อันเจิงกลอกตา “เ้ามาเมืองฟางกู้ทำไม”
“ทำการค้า”
เขาสั่งผัดผักไปหลายอย่าง หมูปิ้งห้าสิบไม้และยังสั่งเหล้าอีกหนึ่งไห “คุยเื่เ้าก่อนดีกว่า มีนัดกับชวีเจิ้งเซิงไม่ใช่หรือทำไมถึงตอบรับออกมากับข้าเร็วนักเล่า เ้าไม่กลัวใต้เท้าจะลงโทษจับพวกเ้าไปขังไว้ทั้งหมดรึ”
“ข้าให้ชวีเฟิงจื่อไปแทนแล้วเื่แค่นี้ไม่มีอะไรมากมาย ชวีเฟิงจื่อจะบอกเขาเองว่าข้าไปกินข้าวกับหน่วยทหารจึงออกมาไม่ได้จริงๆ แล้วเ้าคิดว่าชวีเจิ้งเซิงจะไปถามกับหน่วยทหารงั้นรึ?”
“เดี๋ยวนี้เ้าร้ายนักนะ”
เมื่ออาหารที่สั่งมาแล้วเฉินเซ่าป๋ายไม่พูดอะไรต่อก้มหน้าก้มตากินอย่างรวดเร็ว ราวกับตายอดตายอยากมานานหลายวัน ชายหนุ่มชุดขาวที่ดูดีมีชาติตระกูลแต่กลับเคี้ยวอาหารเต็มปาก ใบหน้าเปื้อนน้ำมันเต็มไปหมด แม้กระทั่งคนที่เดินผ่านไปผ่านมายังต้องหันกลับมามอง
เฉินเซ่าป๋ายกวักมือให้อันเจิง“ยื่นมือออกมา ่นี้ข้าไปฝึกดูดวงผ่านลายมือมา เ้าเพิ่งจะก่อเื่ใหญ่ในเมืองฟางกู้ไม่รู้ว่าไปขัดหูขัดตาใครบ้าง มา ๆ ๆ คืนนี้ข้าจะดูให้เ้าฟรี”
อันเจิงยื่นมือออกไปอย่างลังเลจากนั้นเฉินเซ่าป๋ายก็ใช้แขนเสื้ออันเจิงเช็ดปากตัวเอง “เ้านี่อ่อนหัดชะมัดจะอยู่เจียงหูได้อย่างไรกัน”
“บ้าจริง...เ้าจงใจแกล้งข้า”
จู่ ๆ เฉินเซ่าป๋ายก็พูดจริงจังขึ้น“ข้าได้ยินมาว่าเ้าปฏิเสธที่จะเข้าสำนักวรยุทธ์ของหน่วยทหาร แล้วยืนยันจะสอบเข้าแทน?ในเมื่อสามารถเดินทางตรงเข้าไปได้ เ้าจะเดินทางคดเคี้ยวทำไมกันเ้าบ้าไปแล้วหรือ”
อันเจิงมองเขาด้วยความแปลกใจ“เ้าเพิ่งมาเมืองฟางกู้แล้วมาตามข้าทำไม? เ้าได้ยินว่าอย่างนั้นว่าอย่างนี้ เ้าได้ยินใครพูดกัน? ตอนข้าเข้าหน่วยทหารก็มีคนอยู่แค่ไม่กี่คนแต่เ้ากลับได้ยินเื่ที่ข้าคุยทั้งหมด เ้า้าอะไรกันแน่?”
“ก็บอกแล้วว่าคิดถึงเ้ายังไม่เชื่อข้าอีก?”
“ไม่อยากให้ข้ากินข้าวลงอย่างนั้นสินะ”
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะเสียงดัง“ข้าไม่ได้เพิ่งมาเมืองฟางกู้เสียหน่อย ข้าอยู่ที่นี่มาสองปีแล้ว แค่เ้าไม่รู้ต่างหากวันที่เ้าเข้าหน่วยทหารข้าก็บังเอิญอยู่แถวนั้นพอดี ตอนที่เ้าคุยกับแม่ทัพกลุ่มอินทรีเหล็กข้าก็ดื่มชาอยู่ในบ้านไม่ไกลจากเ้า ข้าไม่ถูกกับฟางเต้าจือ ดังนั้นเมื่อพวกเ้าคุยกันข้าก็เลยรู้อีกอย่าง วันนี้ที่เ้าเข้าไปในศาลข้าก็บังเอิญอยู่ในนั้นด้วยเช่นกันฉะนั้นพวกเ้าคุยอะไรกันข้าเลยได้ยินทั้งหมด”
“บังเอิญบ้าบออะไร”
อันเจิงด่าขึ้น “หากข้าเชื่อเ้าข้าก็คงเป็ไอ้โง่แล้วล่ะจะมีเื่บังเอิญมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร”
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะพลางพูด “เคยได้ยินหรือไม่บุพเพสันนิวาสน่ะ ในเมื่อเ้าไม่เชื่องั้นก็ช่างเถอะ แต่ถึงอย่างไรเราสองคนก็คงต้องเจอกันในเทศกาลฤดูใบไม้ร่วงอีกอยู่ดี ที่ข้ามาก็แค่อยากมาบอกว่าเมื่อเจอข้าก็ถึงคราวซวยของเ้าแล้วล่ะ ข้าไม่มีทางออมมือให้เ้าอย่างแน่นอนจะอัดเ้าให้เละที่สุดเลย เ้าบอกจะบังเอิญขนาดนั้นได้อย่างไร ดูสินี่ก็เป็เื่บังเอิญอีกแล้ว เราสองคนช่างมีวาสนาต่อกันจริง ๆ”
“พูดภาษาคนหน่อยได้หรือไม่”
เฉินเซ่าป๋ายไม่สนใจ “เ้าไม่กินข้าวรึ?”
เขาไม่รอคำตอบก็ยกเนื้อย่างตรงหน้าอันเจิงไป“ข้าอยากเตือนเ้า การสอบวรยุทธ์ไม่ได้ยากอะไร เพราะต่อให้เ้าจะแพ้หรือชนะพวกเขาก็ต้องรับเ้าเข้าสำนักอยู่ดี เพราะห่าวผิงอันเสนาบดีของหน่วยทหารชมเ้าไม่ขาดปากแต่การแข่งขันเทศกาลใบไม้ร่วงไม่เหมือนกัน ทุกสำนักต่างอยากเฉิดฉาย อีกอย่างปีนี้มีผู้มากพร์เข้าร่วมเยอะเหลือเกิน”
อันเจิงขมวดคิ้ว“ที่แท้เขาเป็เสนาบดีของหน่วยทหารงั้นหรือ”
“บอกแล้วอย่างไรว่าเ้าอ่อนหัด คิดว่าเขาจะเป็ทหารฝ่ายสื่อสารระดับหกจริงหรือ?ช่างเถอะ คุยกับคนอย่างเ้าคงไม่ได้อะไรมาก ข้ามาก็เพราะอยากบอกเ้าในเทศกาลใบไม้ร่วง แต่ละสำนักจะมีสิทธิ์ส่งคนเข้าแข่งขันสามคนฉะนั้นหากเ้าอยากเข้าแข่งขันคงไม่ง่ายนักหรอกนะเ้ามักจะรู้สึกว่าตัวเองจัดการได้ทุกเื่ แต่เ้าเข้าใจสำนักวรยุทธ์ชางอย่างลึกซึ้งหรือยัง?รู้หรือไม่ว่าใครคือคู่ต่อสู้ของเ้า? จริงอยู่ที่คนในสำนักจะปรองดองกันมากแต่พวกเขาจะไม่มีวันออมมือให้ใครเด็ดขาด ต่อให้เป็คนกันเองพวกเขาก็จะแข่งขันกันอย่างจริงจังและดุเดือด”
เขากินไปพลางพูด “ข้าชอบแคว้นเยี่ยนมากโดยเฉพาะเมืองฟางกู้นี่ ปกติแล้วทุกคนต่างดูเหมือนเข้ากันได้ดีแต่เมื่อเข้าสู่การแข่งขัน พวกเขาจะไม่มีทางออมมือให้กันอย่างแน่นอนโดยเฉพาะชาวเยี่ยนฝ่ายบู๊ พวกเขาน่ะ มีนิสัยที่ตรงไปตรงมาแล้วก็จริงจังมากทีเดียว”
สิ่งที่อันเจิงคิดเหมือนจะเป็จริงทั้งหมดเฉินเซ่าป๋ายคนนี้เป็ใครมาจากไหนกันนะ เขา้าจะทำอะไรกันแน่
“เ้ามาเลี้ยงอาหารข้าคงไม่ใช่เพราะอยากบอกว่าควรระวังใครกระมัง?”
เฉินเซ่าป๋ายวางเนื้อในมือ“ไม่ใช่อยู่แล้ว เ้าเป็คนเลี้ยงต่างหาก”
เมื่อพูดจบ เขาก็กินต่ออย่างสบายอารมณ์
“ข้าเลี้ยงก็ได้ แต่เ้าต้องบอกมาก่อนว่าข้าควรระวังใคร”อันเจิงถามต่อ
เฉินเซ่าป๋ายไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น เขาชูนิ้วขึ้นสองนิ้ว“ขอไตย่างเพิ่มอีกสองที่”
อันเจิงกัดฟัน “เอามาสิบที่!”
เฉินเซ่าป๋ายยืดอก “ข้าจะกินทั้งหมด!”
เสี่ยวเอ้อที่ยืนถือถ้วยอยู่ด้านข้างหันมามองพวกเขาทั้งสองด้วยสายตาประหลาดใจจากนั้นก็พูดพึมพำกับตัวเอง “สองคนนี้ก็ดูดีอยู่หรอก รูปร่างก็ดี หน้าตาก็ดีที่แท้แล้วเป็คนบ้าเองหรือนี่”
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะแห้ง ๆ“เยอะขนาดนั้นกินไม่หมดหรอก สองที่ก็พอแล้ว...แล้วตอนนี้เ้ามีพลังอยู่ในขั้นไหนแล้วล่ะ?”
อันเจิงส่ายหัว “บอกไม่ได้”
เฉินเซ่าป๋ายพูด “ช่างเถอะ...อายุเท่าเ้าก็คงไม่แข็งแกร่งมากเท่าไหร่หรอกในสำนักวรยุทธ์ชางใครแข็งแกร่งที่สุดข้าคงไม่จำเป็ต้องบอกเ้า เมื่อเข้าไปแล้วก็จะรู้เองหากสามารถชนะคนที่มีพร์มากมายแล้วเข้าไปได้ จำสามคนนี้เอาไว้ก็พอ...คนแรกคือซูเฟยหลุนแห่งสำนักต้าติงคนต่อไปคือเฟิงเสี่ยวหยางแห่งสำนักไท่ซางเต้า”
“ยังมีใครอีกคน?” อันเจิงถาม
เฉินเซ่าป๋ายกลอกตา “ยังไม่รู้อีกรึอีกคนก็ข้าอย่างไรเล่า”
เฉินเซ่าป๋ายกินเนื้อชิ้นสุดท้ายเข้าไปแล้วตบท้องอย่างพอใจ“ข้าอิ่มแล้ว ขอบคุณเ้ามือ”
“เ้าพาข้ามากินข้าว แต่จะให้ข้าเลี้ยงจริงๆ รึ?”
“เ้าอยู่ชายแดนหาเงินได้มากขนาดนั้น ยังจะมาคิดเล็กคิดน้อยเื่แค่นี้อีกอย่างกไปหน่อยเลยข้อมูลที่ข้าให้เ้าตีเป็ทองหมื่นตำลึงเชียวนะ...ที่ต้องระวังซูเฟยหลุนเพราะเขาเป็คนของซูไทเฮา ฉะนั้นการแข่งขันในครั้งนี้ต้องไม่ยุติธรรมแน่หากเ้าต้องประลองกับเขาก็ยอมแพ้เสียเถอะ”
เฉินเซ่าป๋ายลุกขึ้น จากนั้นก็กางร่มออกแล้วเดินจากไป
อันเจิงไม่เข้าใจ ในเมื่อฟ้ามืดแล้วเขาจะถือร่มกระดาษเพื่ออะไรและอาจเพราะรับรู้ได้ถึงความสงสัยของอันเจิง เฉินเซ่าป๋ายจึงหยุดฝีเท้าลงจากนั้นก็หันกลับมา“ที่ข้ากางร่มเพราะข้ารูปงามเกินไป กลัวคนอื่นจะหลงใหลหากเป็แบบนั้นข้าคงจะรับมือไม่ไหว”
“ไสหัวไป!” อันเจิงลุกขึ้น วางเงินไว้บนโต๊ะก่อนจะจากไปเช่นกัน
อันเจิงรู้ว่าเฉินเซ่าป๋ายมาเพราะเจตนาดีแต่นี่ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือเฉินเซ่าป๋ายคือใครกันแน่?ทำไมคอยช่วยเหลือเขาอยู่ตลอด?
เฉินเซ่าป๋ายกางร่มเดินออกไปแต่ไม่ได้ออกไปตามถนนใหญ่ เขาเดินไปตามตรอกซอยเล็ก ๆราวกับคุ้นเคยถนนที่นี่เป็อย่างดี เมื่อเดินไปถึงประตูใหญ่แห่งหนึ่ง เขาก็หยุดฝีเท้าลงจากนั้นประตูก็เปิดออก เมื่อคนที่อยู่ด้านในเห็นร่มของเฉินเซ่าป๋ายทุกคนก็คุกเข่าลงทันที “คารวะประมุขน้อย”
เฉินเซ่าป๋ายโบกมือส่ง ๆ “เขาอยู่หรือไม่?”
หนึ่งในนั้นตอบกลับ “อยู่”
‘อืม’ เฉินเซ่าป๋ายเปล่งเสียงออกมาจากนั้นก็ก้าวเข้าไปในประตู
เฉินเซ่าป๋ายจากไปได้ไม่นานประตูใหญ่นั่นก็ปิดลงจากนั้นทุกคนถอยเข้าไปในจวนทันที ที่ประตูมีโคมไฟส่องสว่างไปยังป้ายชื่อหน้าจวน...จวนจูเก๋อ
ในเมืองฟางกู้มีจวนจูเก๋อแค่ที่เดียวนั่นคือจวนของจูเก๋อเหยียนอัครเสนาบดีฝ่ายขวาของแคว้นเยี่ยน
คืนนั้นจูเก๋อเหยียนขุนนางที่อยู่เคียงข้างาาถึงสามสมัยก็เสียชีวิต
จูเก๋อเหยียนที่มีพลังอยู่ในขอบเขตจุลภาค
ข้างศพมีร่มกระดาษวางทิ้งไว้และบนร่มมีรูปสัญลักษณ์...เย่ชา[5]
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[5] เย่ชาคือิญญาที่แสนจะอัปลักษณ์ในตำราทางพระพุทธศาสนา
