เล่มที่ 3 บทที่ 67 อักขระกระบี่ไท่ชิง
เติ้งเย่วพยายามยกมุมปากจนเกิดเป็รอยยิ้มฝืดเคือง ในใจกลับคิดว่าหากผู้าุโทำผิดขึ้นมา หุบเขาเทียนสิงจะสามารถลงโทษได้หรือไม่…
เวลานี้เอง ซ่งเทียนสิงที่เพิ่งจะเช็ดรอยเท้าบนตัวออกเรียบร้อย ก็กลับถึงจุดพักของหุบเขาเทียนสิง ขณะที่กำลังจะไปบ่นกับให้ศิษย์พี่ฟัง ก็เห็นอาจารย์เดินหน้าดำมาก่อน ซ่งเทียนสิงสั่นกลัวขึ้นมาทันที…
“อาจารย์ ท่าน…ท่านมาได้อย่างไร?”
“เ้าโง่!” เติ้งเย่วตวาดจนน้ำลายพ่นเต็มหน้าซ่งเทียนสิง
“ในเมื่อรู้ว่าโชคลาภถูกสกัด แล้วยังจะกล้าทำอะไรไม่รู้จักคิดอีก ดูสภาพตัวเองบ้างสิ ไม่ต่างอะไรกับลิงตัวหนึ่ง พออีกฝ่ายยื่นกล้วยให้ ก็วิ่งแจ้นเข้าไปหาทันที แถมยังฝืนโคจรเคล็ดวิชากระบี่พิฆาตเซียนมารบทที่สิบสี่อีก รอดจากการถูกพลังปราณย้อนกลับมาได้ ก็นับว่าโชคดีเพียงใดแล้ว…”
“ข้ารู้แล้วหน่า…” ซ่งเทียนสิงพยักหน้ารัวๆราวกับเครื่องจักร…
“แล้วก็ที่สะดุดหมายความว่าอย่างไร ลืมวิธีเหาะกระบี่ไปแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่นะ!” ครั้งนี้ซ่งเทียนสิงไม่ยอมถูกต่อว่าอยู่ฝ่ายเดียว จึงเอ่ยเถียง
“เพราะเ้าหลินเฟยคนเดียว!”
พอพูดถึงเื่นี้ซ่งเทียนสิงก็อารมณ์เสียขึ้นมาทันที เพราะก่อนหน้านี้อุตส่าห์มีวาสนา สามารถจำอักขระสามตัวที่ผากระบี่มาได้ แม้แต่อาจารย์ยังบอกว่าอักขระเ่าั้จะช่วยทำให้รากฐานการบำเพ็ญแข็งแกร่งขึ้น ตอนที่รู้เื่ ซ่งเทียนสิงดีใจมาก หลังจากกลับหุบเขาเทียนสิง ก็ขลุกอยู่แต่ในห้อง เพื่อฝึกฝนอักขระนี้ถึงสามวันเต็มๆ
ทว่าอักขระสามตัวนี้กลับลึกซึ้งเกินกว่าที่คิด…
ถึงจะใช้เวลาถึงสามวันเต็มๆ แต่ซ่งเทียนสิงก็สามารถเข้าใจมันได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น อักขระนี้ดูเหมือนจะเกิดจากปีศาจร้ายในยุคาที่ชื่อว่าไท่ชิง
เพื่อพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เข้าใจผิด ซ่งเทียนสิงถึงกับไปค้นตำราบันทึกเซียนมารที่หอดาบเลยทีเดียว ได้มีการบันทึกว่าไว้ ไท่ชิงเป็ปีศาจร้ายในยุคา มีสามเศียร รูปร่างคล้ายงูั์ ทุกครั้งที่มันหลับ จะกินเวลาถึงสามร้อยปี นอกจากนี้ยังเกิดเป็ห้วงความฝันมากมาย หากไม่ทันระวังจะตกเข้าสู่ห้วงความฝันของไท่ชิง และถูกกลืนกินจนสิ้น ทุกครั้งที่มันหลับ จะสามารถคร่าชีวิตได้มากมายเลยทีเดียว…
ยิ่งฝึกฝนอักขระไท่ชิงมากเท่าไร ซ่งเทียนสิงก็ยิ่งรู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เจอที่ผากระบี่นั้นน่าใมาก…
ซ่งเทียนสิงขลุกตัวฝึกฝนอยู่สามวันเต็ม จึงจะสามารถเข้าใจขึ้นมาได้บ้าง
แต่เดิมก็นับว่าเป็เื่น่ายินดีอยู่หรอก…
ทว่าคู่ต่อสู้ในครั้งคือหวังหลิน
ภายใต้กระบี่ดับโชคทำให้ซ่งเทียนสิงรู้สึกสติมึนงงไปหมด ราวกับถูกพลังปราณย้อนกลับ ทำให้บังเอิญไปปลุกอักขระไท่ชิงในตัวขึ้นมา เดิมอักขระไท่ชิงก็เกี่ยวข้องกับความฝันอยู่แล้ว แถมซ่งเทียนสิงยังรู้เพียงผิวเผินเท่านั้น ทำให้เกือบหลับกลางแท่นประลองไปเสียแล้ว ยังดีที่ตอนนั้นไม่ถูกหวังหลินฆ่าตายไปเสียก่อน ดังนั้นก็จริงอย่างที่อาจารย์พูดนั่นแหละ นับว่าโชคดีมากแล้ว…
“ไม่ต้องมาแก้ตัว!” เติ้งเย่วตบหัวซ่งเทียนสิงทันที ทว่าหลังจากตบไปหนึ่งทีเขาก็ไม่ได้ด่าทอซ่งเทียนสิงต่ออีกอีก เพียงแต่เอ่ยถามแทน
“ตอนนั้นที่อยู่กับหวังหลิน ได้รู้สึกว่าเขามีอะไรไม่ชอบมาพากลบ้างหรือไม่?”
“ไม่ชอบมาพากล?” ซ่งเทียนสิงหยุดพินิจไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบรับอย่างหนักแน่น
“รู้สึกไม่ชอบมาพากลจริงๆนั่นแหละ เพราะข้าดันสะเพร่าปล่อยไก่ไปหลายครั้ง ตอนนั้นก็คิดว่าต้องแพ้แน่ๆ แต่น่าแปลกที่บางครั้งหวังหลินก็เหมือนจะไม่เห็นเื่โง่ๆที่ศิษย์ทำลงไป ก่อนหน้านี้ก็ยังคิดอยู่เลย หากไม่ใช่เพราะถูกพลังปราณย้อนกลับ ดีไม่ดีอาจจะชนะการประลองครั้งนี้ก็ได้นะ…”
“ชนะกับผี…” เติ้งเย่วแทบจะถ่มน้ำลายใส่หน้าซ่งเทียนสิงหลังจากได้ยินสิ่งที่เ้านี่พูดออกมา ทว่าพอคิดไปคิดมาอีกที เติ้งเย่วก็หลุดยิ้มออกมา
“ฟังดูแล้วกายฝูเต๋อของเ้าหวังหลินเองก็ไม่ได้ร้ายกาจอย่างที่จ้าวเชียนเย่โม้ไว้เท่าไร เอาล่ะ เ้าก็รีบกลับไปเช็ดรอยเท้านั่นเสีย เดี๋ยวข้าจะไปตลบหลังตาแก่นั่นก่อน คราวนี้ต้องทำให้หลาบจำเสียบ้าง…”
เมื่อสิ้นคำ เติ้งเย่ก็ลอยตัวกลับขึ้นไปบนบัลลังก์ ไม่รู้เหมือนกันว่าไปกระซิบกระซาบอะไรกับจ้าวเชียนเย่แห่งหุบเขาเหยากวง…
และการประลองก็ได้สิ้นสุดลงไปหลายสนามแล้ว
เดิมมีศิษย์สายในที่ผ่านเข้ารอบมาสิบหกคน ทว่าบัดนี้เหลือเพียงแปดคนเท่านั้น
“การประลองถัดไป หลินเฟยจากหุบเขาอวี้เหิงปะทะหวังหลินจากหุบเขาเหยากวง”
สิ้นเสียงระฆังที่เ้าสำนักได้ลั่นประกาศ แท่นประลองก็มีเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ขึ้นมาทันที
“คู่นี้เจอกันเร็วเกินไปหรือเปล่า?”
“เยี่ยมไปเลย…”
เหล่าศิษย์ที่กำลังดูการประลองพากันปรบมือชอบใจ ในที่สุดก็จะได้เห็นคู่นี้เสียที คราวนี้จะได้รู้กันว่าวิชาของใครจะพิสดารกว่ากัน
ในบรรดาศิษย์ทั้งสิบหกคน มีเพียงหลินเฟยและหวังหลินที่ค่อนข้างประหลาดต่างจากคนอื่นๆ ยิ่งเป็การประลองของหลินเฟยกับตู้จ้งแล้ว นับว่าไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะั้แ่ต้นจนจบหลินเฟยไม่ได้ออกสักกระบวนท่าเดียว แต่กลับตัดแขนตู้จ้งจนขาดออกไปได้ ส่วนหวังหลินเองก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไรนัก เพียงแค่คู่ต่อสู้ก้าวขึ้นแท่นประลองก็เจอเื่ซวยไม่หยุด แถมเคล็ดวิชาก็ติดขัดไปหมด สุดท้ายในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นแท่นประลองแห่งนี้ ก็ยังมิวายเกิดเื่น่าขันเช่นพลังปราณย้อนกลับได้…
หลังจบการประลองของหลินเฟยกับหวังหลินในรอบก่อนๆ ผู้คนมากมายต่างพากันถกเถียงว่าหลินเฟยหรือหวังหลินพิสดารกว่ากัน หากไม่มีเ้าสำนักและเหล่าผู้าุโอยู่บนบัลลังก์ เกรงว่าเหล่าศิษย์ทั้งหลายคงได้ตีกันเพราะความเห็นไม่ลงรอยไปแล้ว…
สำหรับคราวนี้ก็ดีเลยสิ…
เ้าสำนักคงจะได้ยินเสียงร่ำร้องในใจของพวกเขา จึงได้ให้คู่นี้มาเจอกันจนได้
“ไม่รังแกกันไปหน่อยหรือศิษย์พี่จ้าว ศิษย์ท่านฝึกเคล็ดวิชากระบี่ดับโชค ที่เป็เคล็ดวิชาที่พิสดารที่สุดในสามกระบี่ห้าเคล็ดวิชา แม้แต่ศิษย์ข้าเมื่อครู่ยังพลาดท่า แล้วตอนนี้ยังคิดจะเดิมพันอีกหรือ?” เติ้งเย่วพูดเสียงดังเจือโทสะ มีทีท่าหากใครพูดไม่เข้าหูในตอนนี้ เขาเองก็พร้อมจะลงมือทันที
“ก็ไม่ได้บังคับเสียหน่อย…” ผู้าุโหุบเขาเหยากวงตอบกลับพลางกรอกตาไปด้วย
“ก็เ้าพูดเองนี่ ว่าเคล็ดวิชากระบี่หมื่นวิหคที่หลินเฟยใช้กับตู้จ้งนั้นมันล้ำลึกมาก ต่อให้เป็ถังเทียนตูหรือชิวเย่หัวก็ยากจะรับมือ แล้วตอนนี้ศิษย์ข้าที่ต้องประลองด้วยคงไม่แคล้วถูกอัดจนเละก็ได้ ในเมื่อเ้ามั่นใจในตัวหลินเฟยเสียขนาดนั้น แล้วข้าจะลงเดิมพันหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร?”
“ข้า…”
“มัวแต่อ้ำๆอึ้งๆอยู่ได้ อย่าบอกนะว่าเมื่อครู่นี้แค่พูดจาโอ้อวดขี้โม้เท่านั้น?”
“จ้าวเชียนเย่อย่ากำแหงเกินไปนักนะ!” ใบหน้าของเติ้งเย่วก็ขุ่นมัวลงทันที จากนั้นจึงตอบทันควัน
“พนันก็พนัน ว่ามาจะพนันด้วยอะไร!”
“ยาลูกกลอนสิบสองขั้นของหุบเขาเ้าก็ไม่เลวเลยทีเดียว เอามาเดิมพันดีหรือไม่?”
“ฝันไปเถอะ นั่นมันสมบัติประจำหุบเขาของข้า!”
ระหว่างที่ผู้าุโทั้งสองกำลังถกเถียงไปมา คนหนึ่งสงบนิ่ง ส่วนอีกคนก็เกรี้ยวกราด ดูไปแล้วคงจะมีแค่เ้าสำนักที่นั่งอยู่บัลลังก์สูงเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่มองเห็นประกายแห่งความยินดีที่แฝงอยู่ภายใต้ความเกรี้ยวกราดในดวงตาของเติ้งเย่ว…
‘ศิษย์น้องเติ้งคงจะมั่นใจในตัวหลินเฟยมากเลยทีเดียว…’
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
