บทที่ 18 ผ่านพ้นภัยพิบัติ โอกาสเลือกชะตา
ท่วงท่าของหลี่ซื่อเฟิงว่องไวปานสายฟ้า เยว่เจิ้นชวนผู้มีชื่อเสียงระบือไปทั่วแคว้นกูโจวผ่านศึกมาโชกโชน ทว่ายังคงคาดการณ์ไม่ถึง เขาพยายามถอยหลังตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับถูกหลี่ซื่อเฟิงกระชากคอเสื้อไว้ได้ทัน
ในชั่วพริบตา เยว่เจิ้นชวนยกเข่าขึ้นกระแทกเพื่อสกัดกั้นร่างที่พุ่งเข้ามาของหลี่ซื่อเฟิง
หลี่ซื่อเฟิงที่ลอยอยู่กลางอากาศนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตอบสนองได้รวดเร็วเพียงนี้ เขาจึงใช้ฝ่ามือซ้ายตบลงไปที่หัวเข่าของเยว่เจิ้นชวน
ปัง!
หลี่ซื่อเฟิงถูกแรงกระแทกจนกระเด็นออกไป ยามลงพื้นเขาเสียหลักโซเซจนก้นกระแทกนั่งลงกับพื้นหญ้า ในมือขวาของเขากำเศษผ้าที่เปื้อนเืไว้ผืนหนึ่ง ซึ่งเป็เศษผ้าที่เขาฉีกมาจากอกเสื้อของเยว่เจิ้นชวนนั่นเอง
เยว่เจิ้นชวนเองก็ถอยหลังไปหลายก้าว ทรงตัวได้แล้วก้มลงมองที่หน้าอก พบรอยกรงเล็บห้าสายที่มีเืไหลซึมออกมา สิ่งนี้ทำให้เขาใจหายวาบ
เขามองไปยังหลี่ซื่อเฟิง แววตาแปรเปลี่ยนเป็เหี้ยมเกรียม กัดฟันกล่าวว่า “เ้าหนู เ้าลงมือได้เหี้ยมเกรียมนัก สำนักชิงเซียวไปมีอัจฉริยะเช่นเ้าั้แ่เมื่อไหร่กัน?”
อัจฉริยะในยุทธภพนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน ทว่ายังมิเคยมีเด็กน้อยวัยสิบกว่าขวบคนใดสามารถทำร้ายเขาจนได้เืเช่นนี้มาก่อน ในใจเขามีทั้งความโกรธและความประหลาดใจปนเปกัน
หลี่ซื่อเฟิงะโก้อง “พวกเ้าสองคนรีบหนีขึ้นเขาไปซะ! ข้าจะถ่วงเวลาไว้แล้วจะตามไปทีหลัง!”
หลี่สื่อจิ่นตั้งท่าจะอ้าปากค้าน ทว่ากลับถูกสวี่หนิงลากตัวหนีไปเสียก่อน
เยว่เจิ้นชวนมิได้รีบร้อนจะตามล่าเด็กหญิงสองคนนั้น เด็กหญิงวัยสิบขวบต้นๆ สองคนย่อมมิอาจสร้างปาฏิหาริย์ใดได้ อีกทั้งจากที่นี่ไปยังสำนักชิงเซียวยังต้องใช้เวลาเดินทางอีกไกลนัก
“เ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็ใคร? ในแคว้นกูโจวนี้ มีคนไม่มากนักหรอกที่กล้ากล่าววาจาเช่นนี้ต่อหน้าข้า” เยว่เจิ้นชวนจ้องมองหลี่ซื่อเฟิงพลางแค่นยิ้มเย็น
หลี่ซื่อเฟิงชักมีดสั้นออกมาจากข้างหลัง ชี้ปลายมีดไปที่เยว่เจิ้นชวนพลางกล่าวเยาะเย้ยว่า “ก่อนหน้านี้ก็มีคนพูดจาแบบนี้กับข้าเหมือนกัน ทว่าพอลงมือเข้าจริงๆ เขากลับกลัวจนขี้หดตดหาย คุกเข่าโขกศีรษะขอชีวิตข้าไม่หยุดเลยล่ะ”
ในใจเขาตื่นตระหนกยิ่งนัก เขาััได้ว่าคนผู้นี้แตกต่างจากคู่ต่อสู้ทุกคนที่เคยเจอมา... อันตรายยิ่งยวด
เยว่เจิ้นชวนแค่นเสียงเ็า พุ่งเข้าใส่หลี่ซื่อเฟิงทันที ลมปราณภายในอันหนาแน่นะเิออกจนเกิดกระแสลมหมุนวนรอบกาย เขาใช้กรงเล็บทั้งสองข้างรุกไล่เข้าใส่หลี่ซื่อเฟิงอย่างต่อเนื่อง หลี่ซื่อเฟิงจึงต้องรีบหลบหลีกพัลวัน
นับแต่ก้าวเข้าสู่ขั้นบำรุงปราณระดับที่ 1 ปฏิกิริยาตอบสนองของหลี่ซื่อเฟิงก็รุดหน้าไปมหาศาล ทั้งยังคล่องแคล่วว่องไวขึ้นมาก ตราบใดที่มิได้ประลองกับศิษย์พี่สาม เขามิเคยรู้สึกกดดันเช่นนี้เลย มักจะรู้สึกว่าคนอื่นนั้นเคลื่อนไหวเชื่องช้านัก
ทว่ายามที่ต้องเผชิญหน้ากับเยว่เจิ้นชวน เขากลับขวัญหนีดีฝ่อ รู้สึกว่าตนเองยังเร็วไม่พอ ได้แต่หลบหลีกอย่างทุลักทุเล มิอาจหาช่องว่างโต้กลับได้เลย
ในไม่ช้า เขาก็ถูกต้อนจนหลังชนเนินเขา ไร้ทางถอย โชคดีที่เขาฝึกวิชาวายุกัมปนาทมาได้พักหนึ่งแล้ว เขาจึงเบี่ยงตัวหลบใต้แขนของเยว่เจิ้นชวน ทะยานร่างหงายหลังประดุจปลาหลิวร่อนข้ามผิวน้ำ ร่อนตัวลงสู่ยอดเนินเขาได้อย่างแ่เบา
เยว่เจิ้นชวนหันกลับไปมองหาไม่พบคน ทว่าเมื่อหันกลับมาอีกทีก็พบหลี่ซื่อเฟิงยืนตระหง่านอยู่บนเนินเขาแล้ว สิ่งนี้ทำให้เขาโกรธจนหน้ามืดตามัว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น
“ถุย!”
หลี่ซื่อเฟิงถ่มน้ำลายใส่เยว่เจิ้นชวนคำโต ก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีไปทันที
เยว่เจิ้นชวนประมาทหลบไม่พ้น ถูกน้ำลายเข้าเต็มใบหน้า เขาถึงกับยืนอึ้งไปชั่วขณะ
ในเวลาเดียวกัน เหล่านักบู๊พันธมิตรเจ็ดบรรพตในป่าก็พากันพุ่งออกมา พวกเขาเพิ่งจะเห็นภาพที่หลี่ซื่อเฟิงร่อนข้ามหลังเยว่เจิ้นชวนขึ้นไป หลายคนถึงกับตะลึงจนนึกว่าตนเองตาฟาด จนกระทั่งมีคนได้สติเป็คนแรก
เยว่เจิ้นชวนเช็ดน้ำลายออกจากใบหน้า เขาหันไปมองเหล่าศิษย์เื้ัพลางคำรามเสียงต่ำ “บุกขึ้นเขาเดี๋ยวนี้! ล้างสำนักชิงเซียวให้สิ้นซาก!”
กล่าวจบ เขาก็ทะยานร่างขึ้นสูง ใช้วิชาตัวเบาพุ่งเข้าสู่ป่าลึกทันที
อีกด้านหนึ่ง
หลี่ซื่อเฟิงเคลื่อนไหวว่องไวดุจเสือดาว ทะยานผ่านป่าเขาอย่างรวดเร็ว บางคราเขายังต้องใช้ทั้งมือและเท้าช่วยปีนป่ายข้ามขอนไม้หรือโขดหินที่ขวางทาง อย่าว่าแต่มนุษย์ทั่วไปเลย ต่อให้เป็สัตว์ป่าก็ยากจะตามเขาได้ทัน
ทว่า ยามนี้ผู้ที่ตามล่าเขาอยู่คือยอดฝีมือระดับประมุข
หลี่ซื่อเฟิงหันกลับไปมอง เห็นเยว่เจิ้นชวนทะยานไปตามกิ่งไม้อย่างรวดเร็ว เพียงปลายเท้าแตะกิ่งไม้ก็พุ่งไปได้ไกลโข ดูราวกับกำลังบินอยู่ในป่า
ระยะห่างของทั้งคู่กำลังหดสั้นลงอย่างรวดเร็ว!
หลี่ซื่อเฟิงกัดฟัน เริ่มรีดเค้นปราณิญญาในร่างออกมา แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยว่าความสามารถในการควบคุมวิชาวายุกัมปนาทของเขากำลังรุดหน้าขึ้น ท่วงท่าที่ยามปกติมิกล้าทำ ยามนี้เขากลับสำแดงออกมาได้อย่างลื่นไหลไร้ซึ่งการสะดุดล้ม
ฟิ้ว!
กระแสลมแรงพุ่งมาจากเื้ั หลี่ซื่อเฟิงเบี่ยงหลบตามสัญชาตญาณ สายตาเหลือบเห็นเยว่เจิ้นชวนพุ่งเข้าหาดุจพญาอินทรีถลาเหยื่อ ฝ่ามือเหล็กยื่นนำมาก่อน
หลี่ซื่อเฟิงหลบไม่พ้น แผ่นหลังถูกกระแทกเข้าอย่างจัง เขากระอักเืออกมาเป็สาย ร่างพุ่งถลาไปข้างหน้ามุดหายเข้าไปในพงไม้หนาทึบ
ภายในลานเรือน หลี่ชิงชิวกำลังตวัดพู่กันเขียนคัมภีร์อยู่ เขาตั้งใจจะบันทึกอาคมเซียนที่ตนได้รับมาทั้งหมดลงเป็ลายลักษณ์อักษร โดยมีหลีตงเยว่ยืนฝนหมึกอยู่ข้างกาย
“ศิษย์พี่ ข้าพบว่าลายมือของข้าน่าเกลียดนัก ทำอย่างไรถึงจะเขียนได้สวยงามเช่นท่านเ้าคะ?”
หลีตงเยว่ถามเสียงเบา น้ำเสียงแฝงไปด้วยความคาดหวัง
หลี่ชิงชิวตอบว่า “รออีกไม่กี่เดือน ข้าจะให้ยวี่ชุนไปเชิญบัณฑิตขึ้นมาบนเขา เพื่อสอนพวกเ้าอ่านเขียนเรียนตำรา”
ระดับความรู้ของสำนักชิงเซียวนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินนัก ตอนเด็กๆ แค่สอนให้เหล่าศิษย์น้องจำตัวอักษรได้ หลี่ชิงชิวก็แทบจะสติแตก ส่วนเจ็ดบุตรชิงเซียวที่มาจากหมู่บ้านก็มิเคยเรียนหนังสือเช่นกัน
ต่อให้มาอยู่ในโลกโบราณเช่นนี้ หลี่ชิงชิวก็ยังเห็นว่าการศึกษานั้นมีประโยชน์ยิ่งนัก เพราะมันช่วยขัดเกลาทางความคิดและเปิดโลกทัศน์ หนังสือคือสัญลักษณ์แห่งการวิวัฒนาการของโลก
“ถ้าอย่างนั้น ช่วยซื้อหนังสือกลับมาเยอะๆ ได้ไหมเ้าคะ หนังสือที่ท่านอาจารย์และท่านปู่ปรมาจารย์ทิ้งไว้มีเพียงไม่กี่เล่ม ข้าอ่านจนเบื่อหมดแล้ว”
“ย่อมได้แน่นอน”
หลี่ชิงชิวแบ่งสมาธิสนทนากับหลีตงเยว่อย่างคล่องแคล่ว
ทันใดนั้น มือที่ถือพู่กันของเขาก็ชงักกงัน
เพราะเบื้องหน้าปรากฏแถวข้อความแจ้งเตือนขึ้น:
[เนื่องจากสำนักชิงเซียวสามารถขับไล่ขุมกำลังที่บุกรุกได้เป็ครั้งแรก มรดกเต๋าได้ก้าวผ่านภัยพิบัติครั้งหนึ่ง ท่านได้รับโอกาส ‘เลือกรับลิขิตชะตา’ 1 ครั้ง]
ขับไล่ขุมกำลังที่บุกรุกรึ? เกิดเื่อะไรขึ้น?
หลี่ชิงชิวมิได้ยินดีกับรางวัลตรงหน้า เขาขมวดคิ้วแน่น ความคิดหมุนวนราวกับสายฟ้าแลบ
คำว่า ‘ขุมกำลัง’ หมายความว่าศัตรูต้องมีจำนวนมากแน่นอน
เขาไม่ได้ยินเสียงการต่อสู้เลย แสดงว่าจุดปะทะต้องอยู่ห่างจากสำนักชิงเซียวไปไกลพอสมควร
หรือว่าเกิดเื่ที่ตีนเขา?
เขาวางพู่กัน ลงทันที ทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียวแล้วจากไป “ข้ามีธุระด่วน เ้าช่วยเฝ้าห้องไว้ให้ข้า อย่าให้ศิษย์คนไหนแอบเข้ามาดูเด็ดขาด”
หลีตงเยว่ยังมิทันจะรับคำ หลี่ชิงชิวก็พุ่งพรวดออกไปจากห้องเสียแล้ว
เมื่อพ้นลานเรือน หลี่ชิงชิวก็ใช้วิชาวายุกัมปนาทพุ่งทะยานลงเขาไปในทันที
ลงเขามาได้ไม่ถึงหนึ่งลี้ เขาก็พบกับหลี่สื่อจิ่นที่กำลังหอบหายใจอย่างหนัก นางเห็นเขาเข้าก็ตื่นเต้นยิ่งนัก รีบเล่าเหตุการณ์ที่พวกนางเผชิญมาอย่างรวดเร็ว
หลี่ชิงชิวไม่มีเวลาปลอบโยน เขาพุ่งทะยานไปตามทางที่นางชี้ทันที
ตลอดทาง หลี่ชิงชิวมีความรู้สึกหวาดกลัวเช่นเดียวกับเจียงจ้าวเซี่ย เขาเรียกแผงหน้าจอมรดกเต๋าออกมาตรวจสอบ เมื่อเห็นว่าจำนวนศิษย์ยังไม่ลดลงในใจก็เบาไปเปลาะหนึ่ง ทว่าเขาก็ยังไม่วางใจ คอยเรียกหน้าจอออกมาดูเป็ระยะๆ
หนึ่งก้านธูปผ่านไป
ในที่สุดหลี่ชิงชิวก็พบเจียงจ้าวเซี่ย, สวี่หนิง และหลี่ซื่อเฟิง ท่ามกลางป่าสน รอบด้านเต็มไปด้วยซากศพเกลื่อนกลาด ต้นไม้หลายต้นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเื
เจียงจ้าวเซี่ยเนื้อตัวเต็มไปด้วยเื เขากำลังประคองหลี่ซื่อเฟิงนั่งอยู่บนพื้น ส่วนสวี่หนิงทรุดตัวอยู่ด้านข้าง หอบหายใจอย่างหนัก สภาพของนางนับว่าดีกว่าคนอื่นเล็กน้อย เพียงแต่เส้นผมยุ่งเหยิงรุงรัง
หลี่ชิงชิวใจหายวาบ รีบพุ่งเข้าไปหาเจียงจ้าวเซี่ยทันที เขาใช้นิ้วอังที่จมูกของหลี่ซื่อเฟิง เมื่อมั่นใจว่ายังมีลมหายใจอยู่จึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทว่าเมื่อมองดูศิษย์น้องทั้งสองที่กลายเป็มนุษย์โลหิต โทสะในใจเขาก็พลุ่งพล่านจนยากจะระงับ
เจียงจ้าวเซี่ยเงยหน้ามองหลี่ชิงชิวพลางกล่าวอย่างอ่อนแรงว่า “ศิษย์พี่... ที่ท่านพูดมานั้นถูกจริงๆ ยุทธภพกับสมรภูมิมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่าว่าแต่นับหมื่นแสนเลย แค่รับมือกับนักบู๊นับร้อย... กระบี่ของข้าก็พังพินาศหมดแล้ว...”
