บทที่ 6: คำสาปแช่งในคำอำลา
รุ่งอรุณแห่งวันวิวาห์มาถึงพร้อมกับสายหมอกหนาทึบที่เข้าปกคลุมทั่ว นครจิ่งหลัว ราวกับ์จงใจประทานม่านบังตาเพื่อปกปิดความโสมมของมนุษย์ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้หลังคากระเบื้องสีเทา เสียงกลองและขลุ่ยดังกึกก้องมาแต่ไกล ทว่าท่วงทำนองที่ควรจะรื่นเริงกลับฟังดูโหยหวน คล้ายเพลงส่งศพที่กำลังเคลื่อนผ่านประตูเมืองมากกว่างานมงคลสมรส
กลิ่นอับชื้นของไม้ผุและไอฝนที่หลงเหลือถูกตีให้กระจายด้วยแรงฉุดกระชาก ชุ่ยเอ๋อร์ พุ่งเข้าไปในห้องเก็บฟืนที่มืดมิด มือหยาบกร้านคว้าเข้าที่ต้นแขนซูบซีดของ เซิ่นอวี้ แล้วออกแรงดึงจนร่างทั้งร่างถลาลงไปกองกับพื้นฝุ่น
“ลุกขึ้น! อย่ามาทำตัวเป็ซากศพแถวนี้ วันนี้วันมงคลของท่านแท้ๆ ทำหน้าให้มันดูมีวาสนาหน่อย!” ชุ่ยเอ๋อร์ตวาดพลางแค่นหัวเราะเยาะเย้ย
เซิ่นอวี้พยายามยันกายขึ้น แข้งขาของนางสั่นระริก ผลจากการอดอาหารหลายวันทำให้นางรู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นกำลังจะแตกสลาย ทว่าดวงตาหงส์ที่ซ่อนอยู่ใต้ผมเผ้าพะรุงพะรังกลับยังคงนิ่งสงบดุจผิวน้ำในบ่อน้ำลึก
“วันมงคลของข้า... หรือวันฉลองของเ้านายเ้ากันแน่ ชุ่ยเอ๋อร์?” เสียงของนางแหบพร่า แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกเย็นสันหลังวาบ
“ปากดีนักนะ!” ชุ่ยเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกระชากร่างบางให้ลุกขึ้น “แต่งตัวซะ! อย่าให้ข้าต้องออกแรงมากกว่านี้”
ข้ารับใช้หญิงรุมกันสวม อาภรณ์สีแดงฉาน ลงบนร่างกายที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ชุดเ้าสาวปักลวดลายมงคลที่งดงามราวกับงานศิลปะ กลับหนักอึ้งดุจโซ่ตรวนที่หล่อด้วยตะกั่ว ทุกครั้งที่ผ้าไหมเสียดสีกับผิวเนื้อที่เขียวช้ำ เซิ่นอวี้ต้องลอบขบกรามแน่นเพื่อสะกดกลั้นความเ็ป
จากนั้นคือการ ‘พอกหน้ากาก’ แป้งสีขาวหนาเตอะถูกโบกทับใบหน้าที่ซีดเผือด ชาดสีแดงเข้มถูกแต้มลงบนริมฝีปากและพวงแก้มอย่างหนักมือ มิใช่เพื่อความงาม แต่เพื่อฉาบหน้าร่องรอยความโสมมที่ตระกูลเซิ่นฝากไว้บนร่างกายของนาง
“หนาพอที่จะบังรอยช้ำที่มุมปากนางแล้ว... เอาผ้าคลุมหน้ามา!” แม่สื่อสั่งอย่างพอใจ
เซิ่นอวี้จ้องมองเงาตัวเองในกระจกทองเหลืองที่พร่ามัว ใบหน้าในนั้นดูเหมือนตัวตลกที่น่าสมเพชมากกว่าเ้าสาว นางหันไปสบตาชุ่ยเอ๋อร์ที่กำลังยิ้มกริ่ม “เ้าคิดว่าชาดสีแดงพวกนี้ จะกลบกลิ่นคาวเืที่พวกเ้าทำไว้ได้ตลอดไปงั้นหรือ?”
ชุ่ยเอ๋อร์หน้าถอดสี ก่อนจะสะบัดมือใส่หน้านาง “เงียบปาก! ท่านมันก็แค่หมากที่เขาทิ้ง จะไปตายที่จวนอ๋องยังไงก็เื่ของท่าน!”
ฟรึ่บ!
ผ้าคลุมหน้าสีแดงถูกทิ้งตัวลง บดบังทัศนียภาพทั้งหมด โลกของนางพลันเปลี่ยนเป็สีแดงฉานมัวซัว ดูคล้ายกับเปลวไฟที่กำลังแผดเผา หรือไม่ก็เป็... สีของหยาดเื
“ช่างเป็ภาพที่น่าเวทนานัก...” ฮูหยินรองแสร้งยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหัวตา ในขณะที่นายท่านเซิ่นพ่อของนางไม่แม้แต่จะมองดูลูกสาวของเขา “อวี้เอ๋อร์ แม่รองซาบซึ้งในความกตัญญูของเ้ายิ่งนัก หากชาติหน้ามีจริง แม่รองจะทดแทนบุญคุณเ้านะลูก”
เซิ่นอวี้ไม่ได้ตอบโต้ นางเพียงกระชับห่อผ้าและ ห่อเงินเล็กน้อย ที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้ออย่างแเี
“เ้าสาวขึ้นเกี้ยวได้!”
ในจังหวะนั้นเอง เซิ่นหรง พี่สาวผู้ ‘วิปลาส’ วิ่งถลาออกมาจากประตูจวน นางถลาเข้าไปรั้งแขนน้องสาวไว้ น้ำตาอาบแก้มดูสมจริงจนชาวเมืองต่างะเืใจ นางซบหน้าลงที่ไหล่ของเ้าสาวในชุดแดง ท่วงท่าดูเหมือนพี่สาวที่ห่วงใยน้องสาวจนขาดใจ
ทว่า... ในจังหวะที่ใบหน้าแนบชิดใบหู น้ำเสียงที่เคยสั่นเครือกลับแปรเปลี่ยนเป็พิษงู
“เ้าคงไม่รู้สินะอวี้เอ๋อร์... ว่าคืนเข้าหอ เ้าจะต้องเจอกับอสุรกายที่หิวกระหายขนาดไหน” เซิ่นหรงกระซิบแ่เบาจนได้ยินกันเพียงสองคน “จวนอ๋องคือสุสานที่ฝังคนเป็ และเ้า... คือเครื่องสังเวยที่ข้าคัดสรรมาอย่างดี ขอบใจนะน้องสาวผู้น่าสงสาร ที่ยอมรับเศษเดนโชคชะตาของข้าไปทิ้งที่นั่น!”
นางผละออกพลางจ้องลึกเข้าไปใต้ผ้าคลุมหน้า แววตาที่ชาวเมืองเห็นว่าทุกข์ระทม แท้จริงแล้วกลับประกายความสะใจอย่างปิดไม่มิด
เซิ่นอวี้ไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจา แต่นางกลับ บีบมือเซิ่นหรงกลับด้วยแรงทั้งหมดที่มี มือที่ดูบอบบางกลับแข็งแกร่งดุจคีมเหล็กจนเซิ่นหรงลอบอุทานด้วยความเ็ป
“พี่หญิง...” เซิ่นอวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ท่านรักษาตัวด้วยเถิด... โชคชะตาของข้า ข้าจะลิขิตเอง”
(และโชคชะตาของพวกท่าน... ข้าก็จะกลับมาจัดการด้วยน้ำมือของข้าเองเช่นกัน) นางต่อประโยคในใจ
นางหันกลับไปทำความเคารพบิดาและแม่เลี้ยงเป็ครั้งสุดท้าย
“ท่านพ่อ... ท่านแม่รอง... ลูกไปก่อนนะเ้าคะ” นางเอ่ยเสียงสั่นเครือที่จงใจให้ดังพอที่ชาวเมืองจะได้ยิน “มรดกที่ท่านพ่อประทานให้ในวันนี้ ลูกจะจดจำไว้ทุกลมหายใจ และจะใช้มันเพื่อรักษาเกียรติของตระกูลเซิ่นในจวนชินอ๋อง... จนกว่าชีวิตจะหาไม่”
ฮูหยินรองถึงกับหน้ากระตุก คำพูดที่ดูเหมือนกตัญญูนั้น แท้จริงแล้วคือ ‘คำสาปแช่ง’ ที่ซ่อนอยู่ในกลีบบุปผา น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความอาฆาตที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งใต้สมุทร
เซิ่นอวี้ก้าวขึ้นเกี้ยวเ้าสาว ทันทีที่ม่านเกี้ยวสีแดงตกลงมา... หน้ากากแห่งความอ่อนแอพลันมลายหายไปสิ้น
นางทรุดกายลงนั่ง แผ่นหลังที่เคยห่อไหล่กลับเหยียดตรงดุจคมกระบี่ นางปาดคราบน้ำตาที่หางตาออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบกำไลหยกขึ้นมา แสงสีแดงในเนื้อหยกดูเหมือนจะเต้นเร้าตามจังหวะชีพจรของนาง
“แบกข้าเข้าไป...” เซิ่นอวี้พึมพำกับความมืดภายในเกี้ยว “แบกข้าไปสู่บัลลังก์ของข้า... ส่วนพวกท่านที่เหลืออยู่ จงเตรียมตัวรับมือกับความพินาศที่ข้าทิ้งไว้เื้ัเถิด”
ขบวนเกี้ยวเคลื่อนผ่านกลางตลาดจิ่งหลัว ท่ามกลางเสียงโปรยกลีบดอกไม้จากชาวเมืองที่ยกย่องนางดุจสตรีผู้เสียสละ นางฟังเสียงเ่าั้ด้วยความสมเพช... โลกใบนี้ชื่นชอบเื่ราวที่สวยงาม แต่พวกเขามักลืมไปว่า ภายใต้ชุดแต่งงานสีแดงฉานนั้น บางครั้งมันไม่ได้ฉาบด้วยชาด... แต่ฉาบด้วยเืของคนที่ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด
จุดหมายปลายทางคือ ‘จวนชินอ๋องโจวเหยียน’ สถานที่ที่ใครต่อใครบอกว่าเป็ถ้ำปีศาจ แต่สำหรับเซิ่นอวี้... มันคือ ‘ปราการ’ แห่งแรกที่จะทำให้นางกลับมามีตัวตนในใต้หล้าอีกครั้ง!
