“ปัง! ปัง! ปัง! ท่านอ๋อง! ท่านอ๋อง! พระชายาทรงทราบว่าพระองค์พักที่เรือนพระชายารอง ยามนี้นำบ่าวไพร่กลับจวนเสนาบดีไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้ง...นางยังสั่งให้คนขนสินเดิมกลับไปด้วย”
เสียงะโจากด้านนอกห้องดังก้องโสต ชายหนุ่มรูปงามนามมู่หรงจ้าน หรือที่ใครๆ ต่างเรียกขานว่าตวนอ๋อง ยามนี้กำลังกอดก่ายหญิงงามเอาไว้ในอ้อมแขน
เมื่อได้ยินเสียงข้ารับใช้ะโอย่างร้อนรน หัวคิ้วสองข้างของชายหนุ่มพลันย่นเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ ส่วนหญิงสาวนางนั้นที่กำลังแสร้งหลับ กลับยกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
“เ้าพูดถึงใครนะ!”
ชายหนุ่มงัวเงียลุกขึ้นนั่ง เมื่อเปลือกตาเปิดเต็มที่ จึงพบว่า...ยามนี้ตนเองกำลังนั่งอยู่ในห้องที่ไม่คุ้นตา และเมื่อััได้ถึงความเคลื่อนไหวด้านข้าง ประสาทััจึงสั่งให้หันไปยังสิ่งนั้นทันที
“นี่! เ้า! เหตุใดถึงได้มานอนอยู่บนเตียงของเปิ่นหวาง” หญิงสาวใบหน้างดงามลุกขึ้นนั่ง ท่าทางยั่วยวนนั้นทำชายหนุ่มถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคอไปหลายที
ทว่า...เมื่อนึกถึงพระชายาเอกของตน บวกกับเสียงะโของข้ารับใช้ ชายหนุ่มจึงรีบถอยห่าง พร้อมกระชากร่างบอบบางลงจากเตียงนอนที่ยับย่นไม่เป็ระเบียบ
“โอ๊ย! ท่านอ๋อง! เหตุใดทำเช่นนี้กับหม่อมฉัน”
หญิงสาวลูบบั้นท้ายตนเองด้วยสีหน้าน้อยใจ มู่หรงจ้านมองการแสดงที่ดูเสแสร้งของนางแล้วอดรู้สึกเดือดดาลขึ้นมามิได้ หากมิใช่ เพราะนาง...ตนและชายารักคงมิต้องหมางใจต่อกัน
เซี่ยหรงเหยา...บุตรสาวขุนนางที่คลั่งรักมู่หรงจ้าน อ๋องหนุ่มผู้เป็ถึงเชื้อพระวงศ์ และยังเป็บุคคลที่ถูกคาดหวังว่าจะได้ขึ้นเป็องค์รัชทายาทคนต่อไป
สามเดือนก่อน...มีเื่ราวเกิดขึ้นมากมาย ทว่า...เซี่ยหรงเหยาก็ยังสามารถนำตนเองเข้าตำหนักตวนอ๋องในตำแหน่งเช่อเฟยได้สำเร็จ ตลอดหลายปี นางคือหนึ่งในสตรีที่ต่อสู้แย่งชิงเพื่อความโปรดปรานจากชายหนุ่ม
ทว่า...สิ่งเ่าั้กลับไร้ประโยชน์ เพียงเพราะหญิงงามที่อยู่ข้างกายเขา และสิ่งที่นางทำทั้งหมด ถูกอีกฝ่ายมองอย่างเ็า เพียงเพราะนางมิใช่สตรีที่เขาพึงใจ
วางแผนมากมายเพื่อให้ตนได้พูดกับเขาสักเพียงประโยค ทว่าสุดท้าย...ก็กลายเป็เพียงสิ่งเล็กๆ ที่มิเคยถูกนำมาใส่ใจ
ย้อนกลับไปเมื่อคืนก่อน เซี่ยหรงเหยาได้ส่งสาวใช้ไปยังเรือนของชายหนุ่ม เพื่อแจ้งให้เขารู้ว่านางกำลังเจ็บป่วย
เห็นแก่ที่บิดาและท่านปู่ของนางเป็ขุนนางสำคัญในราชสำนัก เขาจึงยอมมาพบนางที่เรือน ทว่า...มู่หรงจ้านไม่คิดว่านางจะใช้เล่ห์เหลี่ยม วางแผนใช้กำยานปลุกกำหนัดจัดการกับตน
ทำให้ยามนี้...จำต้องผิดคำสัญญากับหลินเสวี่ยถง พระชายาเอกที่มีรักต่อกันในวัยเยาว์ และตอนนี้...นางได้รู้เื่ทั้งหมดแล้ว จึงกำลังจากไปพร้อมความผิดหวังและเสียใจ
หญิงสาวที่ไม่เคยได้รับความรัก แต่อาศัยความโปรดปรานที่ไทเฮามีต่อตนเอง บีบบังคับชายหนุ่มให้ฝืนต่อความรู้สึก และเื่นี้ ทำสองสามีภรรยาต้องผิดใจ
แต่มู่หรงจ้านได้เคยสัญญากับหลินเสวี่ยถงแล้วว่า...เขาจะไม่แตะต้องหญิงใดนอกจากนาง ต่อให้ไทเฮาหรือฮ่องเต้พระราชทานสตรีมากมายเพียงใดก็ตาม นางจะยังคงเป็ฮูหยินเพียงคนเดียวของเขา
และตลอดมา...ชายหนุ่มก็ทำได้อย่างที่เอ่ย ั้แ่เซี่ยหรงเหยาก้าวเข้าจวนตวนอ๋อง แม้แต่ทานอาหารร่วมกันสักครั้ง...ก็ยังไม่เคย และชายหนุ่มเปิดทางให้หญิงใดได้มีโอกาสก้าวเข้ามาในความสัมพันธ์ของทั้งสอง
ค่ำคืนแรกของเซี่ยหรงเหยาหลังก้าวเข้ามายังจวนตวนอ๋อง มู่หรงจ้านกลับไปขลุกอยู่ที่เรือนของหลินเสวี่ยถง เื่นี้สร้างความโกรธแค้นในใจของเซี่ยหรงเหยายิ่งนัก
ที่ผ่านมาตลอดสามเดือน มู่หรงจ้านก็มักหาทางหลีกเลี่ยงนางเสมอ หลายครั้งยังรับหลินเสวี่ยถงออกไปพำนักที่จวนนอกเมือง โดยปล่อยให้เซี่ยหรงเหยาเฝ้าจวนลำพังนับสิบวัน
และนั่นทำให้นางตัดสินใจทำเื่สิ้นคิดขึ้นมา หวังใช้ร่างกายอันงดงามของตนผูกมัดเขาเอาไว้ ทว่า...นางกำลังคิดผิด
“หญิงแพศยา! ใครใช้ให้เ้าใจกล้าเพียงนี้! ถึงกลับวางยาเปิ่นหวาง” มู่หรงจ้านชี้หน้าเซี่ยหรงเหยาด้วยความเดือดดาล
“ใครก็ได้!...ลากสตรีต่ำช้าผู้นี้ออกไปตีห้าสิบไม้ หากนางตายก็เอาไปโยนทิ้งที่สุสานนอกเมือง หากนางดื้อด้านยังไม่ตาย...ก็ขังเอาไว้ที่เรือนท้ายจวน อย่าได้ให้เห็นเดือนเห็นตะวันอีก!”
ชายหนุ่มตวาดด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว
โทษหนักครั้งนี้ เพราะเซี่ยหรงเหยาได้แตะเกล็ดย้อนของมู่หรงจ้านเข้าให้แล้ว ตลอดมาทั้งก่อนแต่งงานและหลังแต่งเข้ามาเป็เช่อเฟย นางก็มักหาเื่ทะเลาะกับหลินเสวี่ยถงร่ำไป แต่ก็ไม่เคยทำให้เขาโกรธาถึงเพียงนี้
“ท่านอ๋อง! ข้าผิดไปแล้ว! ได้โปรดปล่อยข้าไปสักครั้งเถิด เหยาเอ๋อไม่กล้าแล้ว! เห็นแก่หน้าไทเฮา ต่อไปจะไม่ทำเช่นนี้อีก” หญิงสาวคลานเข้าไปเกาะขาของชายหนุ่มด้วยความหวาดกลัว ทว่ากลับถูกเตะจนกระเด็นออกไปไกลหลายจั้ง
“ท่าน!...” เซี่ยหรงเหยากระอักเืออกมากองโต นางรู้สึกได้เลยว่า...อวัยวะภายในของตน เ็ปราวกับถูกกระชากออกจากกัน
“ท่านอ๋องทำเช่นนี้ ไม่กลัวว่าองค์ไทเฮาจะทรงกริ้วหรือ”
หญิงสาวพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน สายตาของนางเว้าวอนชายผู้อันเป็ที่รัก หวังว่าเขาจะยอมให้โอกาสตนเองอีกสักครั้ง
แต่ปากกลับเอ่ยข่มขู่อย่างไม่ไว้หน้า ทว่า...ท่าทีของมู่หรงจ้านกลับมิได้ดูอ่อนลง อีกทั้งยังย่างสามขุมเข้ามาใกล้ พร้อมกับโยนนางออกไปนอกห้อง
“เ้าคิดว่า...ระหว่างเปิ่นหวางและเ้า เสด็จย่าจะเลือกใคร”
เสียงพึมพำแ่เบาดังลอดออกมาจากริมฝีปาก
“โบยนางซะ!” ชายหนุ่มสะบัดมืออย่างแรง องครักษ์ที่ได้รับคำสั่งต่างกรูกันเข้ามาจับเซี่ยหรงเหยาเอาไว้ จากนั้น...การลงโทษที่สร้างความเ็ปฝังลึกลงกระดูกของเซี่ยหรงเหย่า ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
เสียงไม้ลงโทษฟาดกระทบเนื้อ ดังก้องประสานกับเสียงร้องโหยหวนของนาง ร่างบอบบางที่ไม่เคยได้รับความลำบากหญิงสาว มีหรือจะทนไหว โลหิตสดๆ ถูกพ่นออกมาทุกครั้งที่ไม้ฟาดลงบนร่างของนาง
การโบยผ่านไปเพียงยี่สิบไม้ กระดูกสันหลังของนางพลันถูกบดขยี้ อวัยวะภายในหยุดทำงาน แม้แต่ลมหายใจก็รักษาเอาไว้ไม่ได้
องครักษ์เห็นเซี่ยหรงเหยาเงียบเสียงไป จึงได้เข้ามาตรวจสอบดู พบว่ายามนี้ นางได้สิ้นใจไปแล้ว และ...ดวงิญญาโปร่งแสง ก็กำลังยืนอยู่เหนือร่างของตน
แววตาเศร้าโศกมองไปยังชายหนุ่มที่ตนปักใจรักนานนับสิบปี นางไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะใจร้ายถึงเพียงนี้ อย่างไรทั้งสองก็เติบโตมาด้วยกัน แต่เขากลับกำลังยืนดูการตายของนางด้วยสีหน้าเ็า
บัดนี้ เซี่ยหรงเหยาได้ตระหนักแล้วว่า...การฝืนใจให้ผู้อื่นมารักตนเองนั้น มันยากเพียงใด และจุดจบที่นางได้รับในตอนนี้ ก็เป็สิ่งที่นางต้องแบกรับด้วยตัวของนางเอง
ความเ็ป ความหวาดกลัว และความสิ้นหวัง ความรู้สึกหลากหลายเริ่มประเดประดังเข้ามาพร้อมกัน ดวงิญญาโปร่งแสงหลับตาลงช้าๆ
ความอบอุ่นสายหนึ่งพลันห่อหุ้มร่างกาย มันทั้งอบอุ่นและให้ความสงบ กระทั่งได้ยินเสียงพูดคุยดังแว่วเข้ามาในหู ดวงตาสองข้างพลันเปิดขึ้น
“นี่...เราจะทำเช่นนี้จริงๆ หรือ หากว่านางเกิดจมน้ำขึ้นมาจริงๆ พวกเราคงไม่สามารถแบกรับความผิดเหล่านี้ได้หรอกนะ” นั่นเป็ประโยคพูดคุยที่คุ้นหูมาก คล้ายกับนางเคยได้ยินที่ใดมาก่อน
เซี่ยหรงเหยาหันขวับไปยังสตรีที่กำลังกระซิบข้างหู
“ว่านหนิงอวิ๋น!!...” หญิงสาวอุทานอย่างใ
เพราะสหายร่วมสำนักศึกษาผู้นี้ของนาง ได้ตายไปแล้วเมื่อปีก่อน จากอุบัติเหตุรถม้าตกลงไปในหน้าผา แม้แต่ร่างของนางก็หาไม่พบ
อุบัติเหตุครั้งนั้น ทำเซี่ยหรงเหยาเสียใจจนล้มป่วยไปหลายวัน เพราะว่านหนิงอวิ๋น เป็สหายที่สนิทกับนางที่สุดในสำนักศึกษา และครอบครัวของทั้งสองเอง ก็มีสัมพันธ์อันดีต่อกัน
“หลังเ้าตายไปแล้ว ก็มาอยู่ที่นี่ตลอดเลยหรือ”
หญิงสาวจับมืออีกฝ่ายด้วยความดีใจ แม้จะต้องพบกับผิดหวังในรักจากโลกแห่งความจริง ทว่าโลกหลังความตายได้พบสหายเก่า จากนี้...ตนเองก็คงไม่เหงามากนัก
“เ้าพูดอันใดฟังแปลกพิลึก” ว่านหนิงอวิ๋นใช้หลังมือแตะที่หน้าผากของเซี่ยหรงเหยาเพื่อวัดอุณหภูมิ
“ก็ไม่ได้ป่วยนี่นา แล้วเหตุใดถึงได้เพ้อออกมากลางวันแสกๆ”
ท่าทีของสหายทำนางใ หรือว่าจริงๆ แล้ว ว่านหนิงอวิ๋นยังไม่รู้ตัวว่าตนเองเสียชีวิต หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆ ที่นั่นยังพบสหายร่วมเรียนอีกหลายคน รวมถึง...หลินเสวี่ยถง
“นางเองก็ตายด้วยหรือ!!”
ร่างบางลุกพรวดขึ้น พลางชี้นิ้วไปยังอีกฝ่าย
“เ้าพูดบ้าบออันใด! ใครตาย! ไม่สบายก็ไปหาหมอ หรือให้ข้าเชิญหมอหลวงมาตรวจให้เ้า” หญิงสาวรีบดึงสหายรักนั่งลง ท่าทีจริงจังของว่านหนิงอวิ๋น มิได้ดูเหมือนกำลังล้อเล่น ถ้าหากทุกคนยังไม่ตาย เช่นนั้นก็หมายความว่า...
ตัวนางเองได้ย้อนกลับมาแล้ว กลับมายัง่เวลาก่อนเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหลายเกิดขึ้น
“มะ...ไม่เป็ไร! ข้าสบายดี เพียงแต่ฝันร้ายเท่านั้น ช่างเถอะ ท่านอาจารย์กลับมาแล้ว” เซี่ยหรงเหยาปาดเหงื่อบนหน้าผาก โชคดีที่อาจารย์อวี๋เข้ามาเสียก่อน ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้ว่าตนเองจะอธิบายสิ่งที่เอ่ยก่อนหน้านี้อย่างไร
