ห้องพักของชนชั้นล่างนั้นเล็กมาก ภายในห้องมีเพียงเตียง โต๊ะไม้เตี้ยๆ เท่าหัวเข่า และเสื่อสองสามผืนที่ปูให้นั่ง
ไม่มีเก้าอี้ เพราะวัฒนธรรมของพวกพ่อค้าและชนชั้นสูง คุ้นเคยกับการสวมถุงเท้าในบ้านและนั่งบนพื้นขัดเงาและแผ่นพรม
เก้าอี้ขนาดเล็กและสิ่งของที่คล้ายกันนั้น พบเห็นได้เฉพาะในบ้านแถบชนทบที่ติดดินและพื้นปูด้วยอิฐเผ่า
หอพักนี้น่าจะสร้างเพื่อตอบสนองรสนิยมของชนชั้นสูง มีการปูพื้นห้องพักขัดเงาทุกห้อง ทำให้นอนบนพื้นในเวลากลางคืนได้ไม่เปื้อนฝุ่น
เฉินถั่วถงส่งสัญญาณให้เฉินต้าวางกระเป๋าเดินทางที่เก่าโทรมลงไว้มุมห้อง จากนั้นก็พาเด็กๆ และท่านตาที่คันเนื้อคันตัวเกา “ยิกๆ” อยู่ตลอดไปล้างหน้าล้างตัว
ท่านตาไม่ได้คันหรือมีอะไรกัด แต่เขาถูกเฉินอวี๋บังคับให้ใส่เสื้อและกางเกงให้ดูเป็คนปกติ ทำให้ไม่คุ้นชินและอยากจะฉีกทิ้งกลับไปใส่กางเกงขนนกของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ทุกคนล้างหน้าล้างมือ ส่วนท่านตานั้นก็ะโลงกะละมังอ่างหินแล้วนอนแช่เล่นน้ำ
หลังจากกำชับเฉินอวี๋ให้ดูแลพี่ๆ และน้องสาวรวมถึงท่านตาให้อยู่ในห้องเงียบๆ เฉินถั่วถงก็ขอตัวออกมาจากหอพักไปข้างนอกเพียงลำพัง
มีม้วนผ้าหลายม้วนและการพกไปติดตัวแบบนี้ มันไม่สะดวกสำหรับพวกเขาที่เดินทางไกล ไม่นาน เฉินถั่วถงก็กลับมาพร้ะกร้าใหม่เอี่ยมและของมากมายที่ซื้อติดมือมา
ส่วนใหญ่เป็ข้าวสาร เกลือ น้ำมัน หม้อและชามชั้นดี แต่ที่ดึงดูดให้ทุกคนมอง คือรองเท้าผ้านิ่มๆ หลายคู่ที่แม่ซื้อมาให้ทุกคน
การใส่รองเท้าหนังงูมันเด่นเกินไปและไม่ได้อุ่นเท้าตอนหน้าหนาว จึงมีความคิดที่จะเก็บไว้หรือเอาไปขายในอนาคตน่าจะดีกว่า
ตอนเย็น เฉินอ่าวและหยู่เจ๋อซึ่งออกไปข้างนอกทั้งวันก็กลับมา
หยู่เจ๋อแบกไม้ค้ำเปล่าสามอันไว้บนบ่า ขณะที่เฉินอ่าวแบกกล่องไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าไว้บนหลัง กล่องนั้นแกะสลักและเคลือบเงา แม้จะไม่ใช่ของใหม่เอี่ยม แต่คุณภาพของกล่องบ่งบอกว่ามันไม่ใช่ของที่คนธรรมดาจะมีได้
เฉินถั่วถงเห็นเช่นนี้ก็พอจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น นางจึงส่งสัญญาณให้ทั้งสองครอบครัวเข้าไปในห้องใหญ่ด้วยกันเพื่อพูดคุยและแบ่งเงินก่อน
ห้องพักไม่ได้กันเสียง ฮูหยินหยู่อดไม่ได้ที่จะถามสามีด้วยเสียงเบาๆ “เป็ยังไงบ้าง ได้เงินมาเท่าไหร่?”
หยู่เจ๋อชูนิ้วขึ้นมาสี่นิ้วอย่างลึกลับ ทำให้ฮูหยินอุทานด้วยความไม่เชื่อและใว่า
“สี่ตำลึงทองอย่างนั้นรึ?”
ซูววว!!~
หยู่เจ๋อรีบบอกให้ภรรยาเบาเสียงลง แต่เมื่อดูจากใบหน้าที่ยิ้มแย้มแล้ว สิ่งที่เข้าใจจึงค่อนข้างเป็ความจริง
“การหาเงินจากคนรวยมันช่างน่าทึ่ง” เฉินอวี๋คิดในใจพลางรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย แค่เสือตัวเดียวก็มีราคาที่ทำให้คนธรรมดามีชีวิตอยู่ต่อไปได้หลายปี
เฉินอ่าวถือกล่องไม้มาวางไว้ตรงหน้าทุกคน เปิดฝากล่องแล้วหยิบสิ่งของข้างในออกมา
เป็ผ้าไหมหกม้วนและถุงเงินจำนวนสี่ตำลึงทองที่ส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเพราะหู
เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของทุกคน เฉินอ่าวที่นั่งลงอย่างสบายๆ จึงกล่าวอย่างไม่เร่งรีบว่า
“เหมือนว่าจะเป็ขุนนางที่ลี้ภัยมาจากเมืองหลวงของแคว้นชวี พวกเขาใจกว้าง ซื้อหนังและสัตว์ทั้งหมดรวมถึงขนนกว่าจะเอาไปทำพัดให้พวกขันที”
“นอกจากเงิน เมื่อขุนนางเก่าเห็นว่าเราไม่มีอะไรสำหรับห่อผ้า เขาจึงให้กล่องเก่าๆ ใบนี้มาด้วย”
เฉินอ่าวตบกล่องเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งเป็กล่องที่สร้างขึ้นสำหรับเก็บผ้าโดยเฉพาะ ยกคิ้วขึ้นแล้วพูดว่า “นี่คือกล่องไม้ที่ทำจากไม้เนื้อดี บุด้วยผ้าเคลือบน้ำมัน ด้านในจึงกันน้ำและความชื้นได้”
เฉินอ่าว ผู้ซึ่งเคยแบกตะกร้ามาสารพัดชนิด รู้สึกชื่นชอบกล่องไม้ใบนี้เป็พิเศษ มันเป็เหมือนกระเป๋าชั้นดีที่เอาไว้ใส่ของแพงๆ ซึ่งตรงกับสิ่งที่เขาอยากได้ทุกประการ สามารถเก็บผ้าไหมไว้ได้ไม่ต้องกลัวว่ามันจะเก่าราคาตก
ด้วยเงินจำนวนนี้ ครอบครัวของพวกเขาจึงสามารถยุติชีวิตที่ยากจนและลำบากเบื้องต้นให้กลายเป็ครอบครัวที่พอมีอันจะกิน
น่าเสียดาย ที่เงินส่วนหนึ่งยังคงต้องแบ่งให้แก่กัน และตามข้อตกลง ครอบครัวแซ่หยู่ได้เงิน 1 ตำลึงทองกับม้วนผ้าไหมสี่ม้วน ส่วนรอบครัวแซ่เฉิน รับเป็เงิน 3 ตำลึงทองผ้าไหมสองม้วนและรับเอากล่อง
ครอบครัวแซ่หยู่ยอมรับข้อตกลงไม่ถือว่าถูกเอาเปรียบ เพราะอย่างไรเสีย หากพูดถึงการลงแรง หยู่เจ๋อทำหน้าที่เป็เพียงลูกมือและผู้ช่วยเท่านั้น ส่วนใหญ่ทั้งการล่าและการเจรจาค้าขาย ก็ยังเป็ฝีมือของเฉินอ่าวและเฉินถั่วถงอยู่ แถมหากนับั้แ่ปั้นหม้อขายมา เขาก็ยังไม่เคยัักับเงินตำลึงทองหรือผ้าไหมมาก่อน การได้ผ้าไหมล้ำค่ามาถึง 4 ม้วนจึงทำให้ครอบครัวแซ่หยู่พอใจเอาหน้าถูและลูบััความละเอียดไม่มีเบื่อ
เมื่อจัดการแบ่งที่ต่างฝ่ายต่างก็พอใจ ทุกคนที่ก็พากันลงไปกินข้าวที่บริกรหอพักเตรียมไว้ที่ลานกว้างด้านล่าง
อิ่มแล้วก็กลับไปพักในเวลากลางคืน
เป็ดังคาด เพียงไม่นานที่ราตรีเยือน พายุฝนก็กระหน่ำใส่เมืองอย่างหนัก เมืองเล็กๆ ที่อยู่ภายใต้พลังอำนาจของธรรมชาติ เปรียบเสมือนเด็กอ่อนแอที่ตัวสั่นโยกเยกสั่นไหวไม่มั่นคง
เฉินอวี๋ที่นอนคลุกตัวผ้าคลุมโปร่ง สะดุ้งทุกครั้งที่มีสายฟ้าฟาดลงมา เหมือนพายุฝนฟ้าคะนองในสมัยโบราณจะรุนแรงยิ่งกว่าในโลกเดิมจนเทียบไม่ติด เพียงคิดว่าหากครอบครัวยังเดินเตร่อยู่ที่ข้างนอกไม่เข้ามาพักในเมืองในวันนี้แล้วละก็ เขาไม่สามารถจินตนาการออกได้เลยว่าจะมีสภาพเป็อย่างไร
สุดท้าย ด้วยเสียงฟ้าร้องและฝนหลงฤดู ทุกคนจึงไม่มีใครนอนหลับ โดยเฉพาะท่านตาที่แตกตื่นตัวสั่นใกว่าคนอื่นๆ เขาก้มกราบแทบเท้าราวกับเข้าใจว่าเทพกำลังพิโรธ จนเฉินอิงเอ๋อต้องเข้าไปกอดให้ท่านตาสงบลง
“อะแฮ่ม!” เฉินอ่าวไอเบาๆ สองครั้ง ทำให้คนในครอบครัวหันมามอง
“เป็หวัดรึ?” เฉินถั่วถงถามพลางขมวดคิ้ว
“หวัดอะไรกัน? บ้าแล้ว” เฉินอ่าวที่ถูกถามก็ผงะ แต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าการเป็หวัดไม่ใช่เื่ดี แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะเซียนไม่มีทางเป็ไข้อยู่ แล้ว แต่ประเด็นคือเขามีเื่ที่จะพูดต่างหากไม่ได้ไอเป็หวัดหรือเจ็บคอ!
“แค๊กๆ ..หืม…”
เฉินอ่าวไออีกสองครั้งเพื่อดึงความสนใจของทุกคน พูดด้วยเสียงเบาๆ ให้แค่ห้องเล็กๆ ได้ยินว่า
“วันนี้ข้าได้รู้บางสิ่งจากขุนนาง เห็นว่าเ้ามณฑลเหลียงตงสั่งให้ทุกอำเภอประกาศแก่ผู้ลี้ภัยจากทุกที่ ว่าให้มุ่งหน้าไปที่ทางเหนือ โดยทางที่ว่าการจะจัดหาบ้าน ที่ดินและทะเบียนบ้านให้ ข้าฟังดูแล้วเป็เื่ที่ดีมาก ภรรยาข้าคิดว่าอย่างไร?” เฉินอ่าวหันไปมองเฉินถั่วถงเพื่อขอความเห็น
เฉินถั่วถงขมวดคิ้ว ถามต่อด้วยความไม่ไว้วางใจว่า “แน่ใจเหรอว่าขุนนางผู้นั้นไม่ได้โกหก?”
เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของภรรยาและลูกๆ เฉินอ่าวก็รู้สึกหายใจไม่ออกชั่วขณะ เขาอุตส่าห์ใช้ศาสตร์คำนวณและพบว่าขุนนางคนนั้นเป็คนดีและน่าเชื่อถือได้ เขาจึงตบอกมั่นใจรับประกันเื่ข้อมูล
“ข้ายืนยันจากที่ว่าการอำเภอแล้ว นครเหลียงตงมีการจัดหาที่พักให้ผู้ลี้ภัยจริง ส่วนแต่ละอำเภอระหว่างทางนั้นจะยอมช่วยเหลือเปิดเมืองให้ผู้ลี้ภัยเข้าพักนั้นเป็อีกเื่หนึ่ง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนในครอบครัวก็เงียบลง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในเมื่อพวกเขาได้ทิศทางและเป้าหมายแล้ว พวกเขาก็ต้องลองทำและเสี่ยงดู
เมืองเล็กๆ ไม่อาจไว้ใจได้ หากไปพักที่เมืองใกล้ๆ แล้วเกิดเื่อย่างฏบุกมาคงเกิดปัญหาอีก พวกเขารู้ถึงความลำบากที่ต้องเดินทางหยุดๆ พักๆ มาแล้ว
ทุกคนจึงคิดที่ว่าไปปักหลักในเมืองใหญ่ที่มั่นคง อย่างน้อยก็สามารถพักในระยะยาวให้รอดพ้นสิ้นสุดฤดูหนาวน่าจะดีกว่า
ผลสรุปไม่มีใครคัดค้าน ทุกคนจึงคิดที่จะเอาเื่นี้ไปบอกกับรอบครัวแซ่หยู่ในวันถัดไป ว่าพวกเขาจะอยู่ที่นี่หรือร่วมเดินทางไปด้วยกัน
ซึ่งไม่มีอะไรให้หยู่เจ๋อต้องคิดมาก คนทางนั้นจึงตอบตกลงที่จะไปด้วยในทันที
