ยามที่ไป๋หยุนเฟยเดินออกจากห้อง ด้านนอกก็มีผู้คนมากมายมารออยู่แล้ว ดูไปคล้ายกับทั้งหมดกำลังรอคอยมันอยู่เพียงคนเดียว
ถังซินหยุน หวงฝู่รุ่ย เย่จือชิว ม่อเสี่ยวเซียน ซีเหยียน จงซูหาว หลิวหมาง จางซานเสียน ซือคงเสียน แม้แต่เฟยเหนียนก็มา ทั้งหมดรวมเป็สิบคนพอดี เมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยออกมา ทั้งหมดก็ยิ้มทักทาย ยังมีปักษาไร้เงาเสี่ยวไป๋ที่กลายร่างเป็วิหคขนาดเท่านกกระจอกยืนไซ้ขนอยู่บนไหล่ของถังซินหยุน
“ฮ่า ฮ่า ขออภัยที่ปล่อยให้ทุกคนต้องรอนาน” ไป๋หยุนเฟยเดินเข้าหาพร้อมกับเอ่ยปากขออภัย
“ไม่เป็ไร หยุนเฟยท่านตรงเวลา” ถังซินหยุนยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “พวกเราเพิ่งมาถึงเมื่อครู่ ยังไม่ทันเดินมาถึง เสี่ยวรุ่ยก็ะโออกไปแล้ว”
หวงฝู่รุ่ยย่นจมูกด้วยท่าทีน่าเอ็นดู ก่อนจะกล่าวว่า “ทุกคนล้วนมาก่อนเวลา มีแต่พี่หมวกฟางที่ยังไม่มา ยังต้องให้ข้าเรียกอีก เฮอะ พวกเราน่าจะลงเขาไปก่อน ปล่อยให้ท่านหาคนอื่นไม่พบต้องร้อนนุ่มกระวนกระวายเสียก็ดี”
ไป๋หยุนเฟยชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นจึงแกล้งสัพยอกนาง “เช่นนั้นก็ได้ เ้าโดราเอมอน แต่หากไม่พาข้าไปด้วยระวังจะไม่มีคนซื้อของเล่นน่าสนุกให้เ้านะ!”
ที่เรียกโดราเอมอน ก็เพราะเด็กสาวชอบที่จะควานหาสิ่งของหลากหลายออกมาจากกระเป๋าที่หน้าท้อง ดังนั้นไป๋หยุนเฟยจึงตั้งชื่อให้นางเช่นนี้ แน่นอนว่ามีเพียงมันคนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจถึงความหมายของชื่อนี้
“หา!” หวงฝู่รุ่ยใกระวนกระวาย แต่แล้วจู่ๆก็ราวกับนึกถึงเื่บางอย่างได้จึงทำหน้าทะเล้นล้อเลียนไป๋หยุนเฟย “คิกคิก ข้าให้พี่สาวหยุนซื้อให้ก็ได้ ข้าไม่อยากได้ของจากท่านเสียหน่อย!”
“ฮ่า ฮ่า... เอาเถอะ ศิษย์น้องหญิง หากว่าจะซื้อสิ่งใดต้องไปถึงเมืองชีเหยียนก่อนจึงค่อยซื้อได้” ม่อเสี่ยวเซียนที่อยู่ด้านข้างกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “พวกเรารีบไปกันเถอะ!”
ไป๋หยุนเฟยถามด้วยความสงสัย “เอ๊ะ? ศิษย์น้องเถียนเล่า? มันไม่ไปกับพวกเราหรือ?”
“อวี่หางพัฒนาพลังฝีมือออย่างรวดเร็ว มิหนำซ้ำขณะนี้ยังเป็่สำคัญที่จะทะลวงสู่ด่านต่อไป ดังนั้นจึงไม่อาจไปกับพวกเราได้แล้ว”
“อ้อ อย่างนี้เอง ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ จะไปยังเมืองชีเหยียนยังต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย
“อืม ไปกันเถอะ!!”
……
ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างนัดหมายว่าจะไปเมืองชีเหยียนด้วยกัน เพียงแต่่ที่ผ่านมาไป๋หยุนเฟยกำลังหมกมุ่นอยู่กับการหลอมประดิษฐ์ดังนั้นจึงขอเลื่อนมาจนถึงวันนี้
ทั้งหมดเดินทางลงจากเขาชีเสียโดยมีซือคงเสียนและคนอื่นๆที่คุ้นเคยกับเส้นทางคอยนำทาง ระหว่างที่มุ่งหน้าไปยังเมืองชีเหยียนก็พูดคุยหยอกล้อสนุกสนานตลอดทาง
ทั้งหมดออกเดินทางแต่เช้า กระทั่งยามบ่ายก็เดินทางไปถึงเมืองชีเหยียน เื่นี้ถึงกับทำให้ไป๋หยุนเฟยลอบปาดเหงื่อ มันไม่กล้าบอกต่อสหายว่าในยามที่เดินทางมาทดสอบเข้าสำนักนั้น การเดินทางจากเมืองชีเหยียนไปยังเขาชีเสียของมันใช้เวลาถึงสองวัน --- ไม่ทราบว่าครั้งนั้นมันเดินอ้อมไปถึงไหนกันแน่!!
เมืองชีเหยียนตั้งอยู่ที่ใจกลางมณฑลผิงชวน เป็เมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรืองอย่างยิ่ง สาเหตุที่ทำให้เมืองชีเหยียนรุ่งเรืองถึงเพียงนี้ นอกจากจะเพราะเป็เมืองหลวงของมณฑลแล้ว ยังมีเหตุผลอีกประการก็คือเมืองนี้ตั้งอยู่ใกล้กับสำนักช่างประดิษฐ์ที่สุดนั่นเอง
ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์มีอยู่นับหมื่นคน แต่ละคนจำเป็ต้องใช้สิ่งของเพื่อดำรงชีวิตไม่น้อย และที่สำคัญการหลอมประดิษฐ์ก็ต้องใช้วัตถุดิบหลายหลากมากมายยิ่ง ปริมาณที่สำนักช่างประดิษฐ์้านั้นเรียกได้ว่าเป็ตัวเลขที่น่าแตกตื่นยิ่งนัก บางครั้งจึงมีการนำวัตถุิญญาระดับต่ำในสำนักออกมาแลกเปลี่ยนเป็สิ่งของที่้า
และแม้วัตถุิญญาชั้นมนุษย์จะพบเห็นได้โดยง่ายภายในสำนักช่างประดิษฐ์ แต่กับคนภายนอกแล้วยังถือเป็ของล้ำค่าหายาก อีกทั้งแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล สำนักใหญ่น้อย ตระกูลต่างๆก็มีจำนวนมากมายสุดคณานับ ต่อให้สำนักช่างประดิษฐ์นำวัตถุิญญาออกมากระจายมากกว่านี้ก็ยังไม่เพียงพอให้พวกมันแบ่งปันกัน
และแม้สำนักนักช่างประดิษฐ์เองจะสั่งห้ามศิษย์ทั่วไปในสำนักแลกเปลี่ยนซื้อขายวัตถุิญญาั้แ่ชั้นปฐีขึ้นไปเป็การส่วนตัว แต่หากเป็วัตถุิญญาชั้นมนุษย์แล้วกลับสามารถทำได้โดยอิสระ และเนื่องเพราะวัตถุดิบในสำนักใช่ว่าจะสามารถใช้ได้มากมายตามใจชอบ ดังนั้นบางครั้งจึงมีศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์นำวัตถุิญญาซึ่งไม่ได้ใช้งานออกมาแลกเปลี่ยนเป็วัตถุดิบที่้า
ดังนั้นบางครั้งผู้ฝึกปรือวิญาณพเนจร คนของสำนักหรือตระกูลต่างๆ ที่้าวัตถุิญญาของสำนักช่างประดิษฐ์ก็จะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
ดังนั้นในท้ายที่สุดเมืองชีเหยียนจึงกลายเป็สถานที่รวมตัวของผู้ฝึกปรือิญญาและผู้ทรงอำนาจ กล่าวได้ว่าเป็สถานที่ซุ่มัซ่อนพยัคฆ์อย่างแท้จริง
ผู้ที่คอยดูแลเมืองนี้ก็คือหนึ่งในห้าสิบหกขุนศึกแห่งอาณาจักรเทียนหุน ทั้งยังเป็ผู้ปกครองดูแลมณฑลผิงชวน --- ราชันิญญาระดับกลาง ซือหม่าเหวินซู
ไป๋หยุนเฟยและพวกเดินอย่างโอ่อ่าผ่าเผยเข้าไปในเมือง แม้ในทีแรกจะดึงดูดความสนใจจากผู้คนโดยรอบ แต่เมื่อเข้าไปในถนนที่ผู้คนขวักไขว่จนถูกกลืนเข้าไปกับฝูงชนก็กลายเป็ไม่สะดุดตาไป ถนนเส้นนั้นกว้างขวางใหญ่โต อย่าว่าแต่พวกไป๋หยุนเฟยทั้งสิบเอ็ดคน ต่อให้มีคนอีกเท่าตัวก็ยังไม่อาจขวางกั้นถนนเอาไว้ได้
ทั้งหมดราวกับอุดอู้อยู่ในสำนักนานเกินไป ยามนี้จึงแสดงท่าทีตื่นเต้นยินดีจนไม่อาจปิดบัง ั้แ่แรกที่เข้าเมืองมาตื่นตาตื่นใจกับร้านค้ารอบกาย ระหว่างเดินไปก็ชี้นิ้วไปมาทั้งยังหยุดซื้อของตลอดทาง ถนนหลักที่ทอดเข้าสู่ใจกลางเมืองที่มีระยะทางไม่กี่ร้อยวากลับใช้เวลาเดินราวชั่วน้ำเดือด
“ว้าว ที่นั้นมีผู้คนมากมายนัก พี่สาวหยุนท่านดู คนผู้นั้นไม่เพียงยืนบนที่สูงบนศีรษะยังมีชามอีกหลายใบ” ระหว่างที่เดินไปด้านหน้า หวงฝู่รุ่ยที่เดินนำหน้าจู่ๆก็ร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เมื่อทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นถนนเบื้องหน้าห่างไปไม่กี่ร้อยวามีกลุ่มคนกำลังรุมล้อมกันอยู่ ที่แท้ก็เป็คณะกายกรรมมาเปิดการแสดง
แม้ทั้งหมดจะเป็ผู้ฝึกปรือิญญาฝีมือกล้าแข็ง อีกทั้งสิ่งที่เห็นสำหรับพวกมันแล้วไม่ถือเป็เื่ยาก แต่ว่ากับคนธรรมดาที่พึ่งพาเพียงร่างกายแสดงฝีมือ ก็ยังนับว่าน่าสนใจ อย่างน้อยก็มีจงซูหาวกับหลิวหมางเด็กน้อยทั้งคู่ก็ถูกเสียงอันน่าตื่นเต้นของหวงฝู่รุ่ยเรียกความสนใจจนชะเง้อคอมองดู
ถังซินหยุนยิ้มพลางกล่าวว่า “ในเมื่อเสี่ยวรุ่ยอยากชม พวกเราก็เข้าไปชมกันเถอะ”
ทั้งหมดไม่มีผู้ใดขัดข้อง จึงเตรียมจะเดินเข้าไปทางนั้น แต่ว่าขณะที่ยกเท้าก้าวออกไปนั้น ก็ได้ยินเสียงตื่นเต้นของหวงฝู่รุ่ยอีกครั้ง “ว้าว! ที่นั้นมีถังหูลู่! ข้าอยากกิน ข้าอยากกิน!”
กล่าวจบก็หันไปทางไป๋หยุนเฟยที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นจึงหัวเราะพลางกล่าวว่า “พี่หมวกฟาง ข้าอยากกินถังหูลู่ ท่านซื้อให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”
เมื่อหันไปมองก็เห็นริมทางด้านซ้ายของถนนอีกเส้นที่ห่างออกไปหลายร้อยวา มีพ่อค้าแบกคานไม้ไผ่ที่เสียบถังหูลู่กำลังเดินห่างออกไป
จู่ๆในห้วงความคิดของไป๋หยุนเฟยก็ผุดเงาร่างอันงดงามของหญิงสาวนางหนึ่งขึ้น หัวใจมันราวกับถูกบิดขยี้ คล้ายกับาแที่อยู่เบื้องลึกในจิตใจจู่ๆก็ถูกฉีกเปิดออก ช่างเ็ปนัก
“หยุนเฟย ท่านเป็อะไร?” ถังซินหยุนที่อยู่ด้านข้างสังเกตเห็นว่าจู่ๆไป๋หยุนเฟยก็มีสีหน้าผิดปกติจึงถามด้วยเสียงแ่เบา
“ไม่มีอะไร...” ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองหวงฝู่รุ่ยที่แสดงสีหน้าสงสัยต่อท่าทีของตน จากนั้นจึงกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “เอาเถอะ ข้าจะไปซื้อให้เ้า พวกเ้าไปที่นั้นก่อนเถอะ สักครู่ข้าจะตามไป”
กล่าวจบก็หันไปหาจงซูหาวกับหลิวหมางก่อนจะกล่าวว่า “พวกเ้าทั้งสองอยากรับประทานด้วยหรือไม่?”
“หึ” จงซูหาวเบะปากกล่าวว่า “ของพรรค์นี้มีเพียงเด็กผู้หญิงกับทารกเท่านั้นที่รับประทาน ข้าอายุมากเกินกว่าจะรับประทานแล้ว...”
“ข้าเดินบนเส้นทางชีวิตที่จริงจัง ย่อมไม่รับประทานของเหล่านี้...” หลิวหมางกล่าวด้วยท่วงท่าน่าเลื่อมใส แต่สายตากลับเหม่อมองไปยังสาวงามนางหนึ่งบนถนน...
“……”
ไป๋หยุนเฟยจึงละสายตาจากเ้าเด็กแก่แดดสองคนนี้ไป หลังจากหันไปบอกกล่าวต่อคนอื่นๆก็เดินไปยังถนนทางซ้ายมือ
……
เดินไปราวร้อยกว่าวา ขณะจะร้องเรียกคนขายถังหูลู่ได้หยุดรอ จู่ๆก็มีเสียงเรียบเฉยดังมาจากด้านขวา เรียกไป๋หยุนเฟยให้หยุดเท้า
“วีรบุรุษน้อยท่านนี้ ให้ข้าอ่านชะตาให้ท่านเถอะ”
ไป๋หยุนเฟยหยุดเท้าลง เมื่อหันไปมองด้วยความสงสัย ก็พบเห็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบสี่ยี่สิบห้ายืนพิงมุมกำแพงเหลา กำลังส่งยิ้มมองมาที่มัน
อีกฝ่ายแม้จะหน้าตาหล่อเหลา แต่กลับแต่งกายประหลาดพิกล ชุดคลุมยับยู่ยี่ขัดกับรูปลักษณ์มันอย่างยิ่ง แววตามันคล้ายกับคุณชายตระกูลใหญ่ที่กรุ้มกริ่มเ้าสำราญ ที่ด้านข้างเป็ป้ายผ้าสูงเท่าศีรษะคนที่เขียนอักษรว่า‘ทำนายร้ายดี’สี่คำ
“เอ่อ... เ้ากำลังพูดกับข้าหรือ?” ไป๋หยุนเฟยเหลียวมองรอบกาย เมื่อยืนยันได้ว่าตนเองคือผู้ที่อีกฝ่ายเรียกหา จึงถามด้วยความสงสัย
ชายหนุ่มพยักหน้าด้วยท่าทีลึกลับ จากนั้นจึงแบก‘ป้ายยี่ห้อ’ไว้บนบ่าพร้อมกับเดินมาที่ตรงหน้าของไป๋หยุนเฟย หลังจากใช้สายตาอันลึกซึ้งมองดูไปหยุนเฟย ก็กล่าวอย่างแช่มช้าว่า “วีรบุรุษน้อย หว่างคิ้วท่านหมองคล้ำ เกรงว่าจะต้องเผชิญเคราะห์ภัย...”
ไป๋หยุนเฟยมองดูอีกฝ่ายด้วยสายตางุนงง จากนั้นจึงขมวดคิ้วกล่าวว่า “เ้าคือ...”
