วันรุ่งขึ้นหลังจากอยู่ช่วยแม่ขายของจนลูกค้าเริ่มซาลงแล้ว อนงค์กานต์กับพ่อก็พากันนั่งรถโดยสารเข้าไปในตัวเมือง เมื่อเข้าไปในธนาคารทั้งสองก็ตกเป็เป้าสายตาของพนักงานธนาคารหลาย ๆ คนอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่ช่วยงานประชาอยู่ พวกเขาย่อมรับรู้ถึงความใจกล้าของเด็กหญิงที่ตัดสินใจซื้อหุ้นที่ถูกมองว่าไม่มีอนาคตจนสามารถเปลี่ยนเงินสามหมื่นเป็เงินหนึ่งล้านห้าแสนบาทได้ จึงได้เกิดการพูดคุยอย่างแพร่หลายในธนาคาร วันนี้ทุกคนจึงเฝ้ารอเพื่อจะได้เห็นหน้าสองพ่อลูกคู่นี้
"คุณกานต์ นิด มากันแล้ว เชิญนั่งเลยครับ" เมื่อเห็นทั้งคู่ ประชาก็เดินออกมาต้อนรับ กานต์ถือโอกาสมอบกระเช้าขอบคุณให้ ในกระเช้านอกจากผลไม้หลากชนิดแล้ว กานต์ยังใส่ซองที่ด้านในบรรจุเงินอยู่ 10,000 บาทเอาไว้ด้วย เงินนี้กานต์นำเงินกู้ที่ยังเหลืออยู่มาสำรองให้ก่อน เพื่อมอบเป็สินน้ำใจแก่ประชาที่คอยดูแลและอำนวยความสะดวกให้เป็อย่างดีมาโดยตลอด นี่เป็ธรรมเนียมปฏิบัติที่มีอยู่ในทุกวงการอยู่แล้ว เมื่อประชาเห็นซองที่แนบมากับกระเช้าก็เข้าใจโดยธรรมชาติและไม่ได้เกี่ยงงอนที่จะรับแต่อย่างใด
"เช้านี้เงินขายหุ้นได้โอนเข้าบัญชีเงินฝากของคุณกานต์เรียบร้อยแล้ว ผมขอสมุดเงินฝากหน่อยนะครับจะเอาไปปรับยอดให้” หลังจากที่สองพ่อลูกได้เห็นยอดเงินล่าสุดในสมุด ต่างก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างสุดกลั้น เป็ครั้งแรกชีวิตเลยที่พวกเขาได้เห็นจำนวนหลักเลขที่เยอะ ๆ อยู่ในบัญชีแบบนี้ ประชาเห็นการแสดงออกของทั้งคู่ก็รู้สึกมีความสุขไปด้วยเช่นกัน
"ขอละลาบละล้วงถามต่อเลยนะครับ คุณกานต์และนิดคิดจะทำยังต่อกับเงินก้อนนี้ ถ้าสนใจเก็บเป็เงินออม ผมจะได้แนะนำบัญชีเงินออมที่ได้ดอกเบี้ยสูงให้”
"นิดอยากเอามาซื้อหุ้นต่อค่ะ” เมื่อเห็นประชาเลิกคิ้วมองด้วยความสนใจเธอก็พูดต่อทันที “คุณลุงช่วยทำเื่ซื้อหุ้นตัวนี้ให้หนูหน่อยสิคะ” พลางยื่นมือไปชี้ที่หุ้นชื่อ ksg ของบริษัทเคนสวีท ซึ่งเป็บริษัทขนาดกลางทำธุรกิจด้านการผลิตน้ำตาลทรายเพื่อส่งออก
"หนูจะซื้อเท่าไรดี” คราวนี้ประชาไม่ออกแรงทักท้วงเหมือนครั้งแรก อาจเป็เพราะเริ่มมีความรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเด็กหญิงบ้างแล้ว แต่ก็ไม่วายนั่งอึ้งอยู่ชั่วครู่เมื่อได้ยินยอดซื้อที่เด็กหญิงเอ่ยออกมา
"หนึ่งล้านบาทค่ะคุณลุง”
ช่างเป็เด็กหญิงที่กล้าได้กล้าเสียอะไรเช่นนี้
"เดี๋ยวครับคุณประชา ผมขอเพิ่มอีก 200,000 บาท รวมซื้อหุ้นทั้งหมดเป็ 1,200,000 บาทครับ” กานต์รีบพูดแทรกขึ้นก่อนที่ประชาจะได้เขียนยอดซื้อขายลงไป อนงค์กานต์ถึงกับหันมามองพ่อด้วยความแปลกใจ “นิดบอกว่ายอดที่เหลือจากหนึ่งล้าน พ่อกับแม่สามารถนำไปทำอะไรก็ได้ไม่ใช่เหรอ พ่อเลยอยากลงทุนตามนิดบ้างไง” กานต์ยิ้มกริ่มทีเดียวขณะพูด เขาเชื่อหมดใจเลยว่าจะมีเื่ดี ๆ เกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน ขณะที่อนงค์กานต์ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงแค่ส่งยิ้มกว้างให้ผู้เป็พ่อเท่านั้น
"ราคาล่าสุดของหุ้นอยู่ที่ 0.60 บาทนะครับ ซื้อ 1,200,000 บาทจะได้หุ้นอยู่ที่ 2,000,000 หุ้นพอดี” เมื่ออ่านรายละเอียดแล้วกานต์ก็เซ็นชื่อในสัญญาซื้อขายทันที
"คุณลุงคะ ช่วยเขียนเงื่อนไขเหมือนคราวก่อนด้วยค่ะ ถ้าถึง 7.50 บาท คุณลุงให้ตัวแทนขายหุ้นทั้งหมดให้เลยค่ะ” อนงค์กานต์ไม่ลืมกำชับในเื่นี้ มือที่จับปากกาอยู่ของประชาถึงกับสั่นเลยทีเดียว
หลังจากจัดการเื่ซื้อขายเรียบร้อย สองพ่อลูกก็พากันเดินออกจากธนาคารพร้อมเงินสองแสนบาทในกระเป๋า ส่วนอีกเกือบหนึ่งแสนบาทให้นอนอยู่ในบัญชีไว้ก่อนเผื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน เมื่อทั้งสองพ่อลูกเดินลับสายตาไป ประชาก็รีบหันมาจัดการกับบัญชีซื้อขายหุ้นส่วนตัวของเขา คราวที่แล้วซื้อตามช้าไปหน่อยเลยได้กำไรมาไม่เยอะ คราวนี้ต้องไม่พลาดแบบนั้นอีก ว่าแล้วก็เขียนยอดซื้อที่ 100,000 บาทลงไปในสัญญาซื้อขายของตัวเองอย่างอารมณ์ดี
เมื่อออกจากธนาคาร สองพ่อลูกก็ตรงดิ่งไปที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเพื่อปิดบัญชีเงินกู้ที่ได้กู้มาเมื่อสามเดือนก่อน ขณะที่เดินเข้าไปในสำนักงาน ทั้งสองพ่อลูกกลับเจอคนรู้จักแบบไม่ทันตั้งตัว คุณยุภา พี่สาวคนโตของกานต์ หรือป้าของอนงค์กานต์นั่นเอง อ้อ!..ไม่ใช่สิ อดีตป้า
ยุภาเองก็แสดงสีหน้าใเช่นกันเมื่อเห็นสองพ่อลูก เมื่อทั้งสองยกมือไหว้สวัสดี เธอก็เพิกเฉย แกล้งมองผ่านอย่างไม่สนใจเสียอย่างนั้น แต่ในใจกลับตรงกันข้าม มันเต้นโครมครามไม่หยุด พลางนึกตำหนิตัวเองที่ไม่ควรมาใน่เวลานี้ ทำให้สองพ่อลูกได้เห็นเื่อับอายของเธอเสียได้
"สรุปยอดเงินที่จะได้รับตามนี้นะคะครูยุภา หนี้คงค้างจากรอบกู้ที่แล้วยังเหลือที่ 390,000 บาท ตอนนี้ยื่นกู้รอบใหม่ที่ 500,000 บาท ถ้าเงินกู้ผ่านทางสหกรณ์จะนำมาหักลบกับหนี้เดิม เหลือรับจริงที่ 110,000 บาท ถ้าครูตกลงก็เซ็นรับรองในหนังสือขอกู้ได้เลยค่ะ เซ็นทุกช่องที่ทำเครื่องหมายไว้นะคะ” ถึงแม้เ้าหน้าที่จะพูดเสียงไม่ดังนัก แต่เพราะสำนักงานตอนนี้มีคนมาใช้บริการน้อยจึงเงียบมากเป็พิเศษ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นจึงได้ยินคำพูดประโยคนั้นแบบชัดเต็มสองหู
ยุภารู้สึกหน้าร้อนเห่อไปด้วยความอับอาย คนอื่นไม่เท่าไร แต่สำหรับสองพ่อลูกนั่นสิ! เธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน พร้อมทั้งก่นด่าเ้าหน้าที่อยู่ในใจไม่หยุด ก่อนจะรีบหยิบปากกาเซ็นชื่อในช่องที่ทำเครื่องหมายเอาไว้ ไม่สนใจจะอ่านรายละเอียดใด ๆ อีก รีบทำจะได้รีบกลับ
"ผมมาปิดบัญชีเงินกู้ครับ” คำพูดเบาๆ ประโยคนี้ของกานต์ที่กำลังนั่งรับบริการอยู่ด้านข้าง ได้เสียดแทงเข้าไปในใจยุภาจนแทบกระอักเื เจ็บใจนัก! ลูกเก็บอย่างนายกานต์มีปัญญาหาเงินมาปลดหนี้ แต่เธอกลับต้องมายื่นกู้ทบต้นทบดอกอยู่แบบนี้ อยากจะลุกออกไปให้พ้น ๆ เสียเดี๋ยวนั้น ติดที่ต้องรอเ้าหน้าที่ทำสำเนาเอกสารให้เสร็จก่อน ติดนิสัยเช้าชามเ็ามกันเสียจริง สำเนาเอกสารแค่ไม่กี่ชุดใช้เวลาเป็ชาติ
"ครูกานต์ครับ ผมจำได้ว่าเพิ่งกู้ไปเมื่อสามเดือนก่อนนี้เอง ทำไมรีบมาปิดเร็วนักครับ ค่อย ๆ ทยอยจ่ายรายเดือนก็ได้ ยอดไม่เยอะเท่าไร” เ้าหน้าที่พูดคุยกับกานต์อย่างอารมณ์ดีระหว่างทำเื่ปิดบัญชีให้
"ตอนนี้พอจะมีเงินก้อนเก็บไว้บ้างแล้วครับ เลยรีบมาจ่ายหนี้ก่อนดีกว่า เป็หนี้แล้วมันรู้สึกหน่วง ๆ ที่ใจอยู่ตลอดเวลาน่ะครับ” แม้เสียงตอบกลับของกานต์จะค่อนข้างเบาและสุภาพมาก แต่เมื่อเข้ากระทบหูของยุภาแล้ว กลับรู้สึกว่าช่างเป็คำพูดที่โอ้อวดยกตนข่มท่านมากเสียจริง พอดีกับเ้าหน้าที่ยื่นสำเนาเอกสารให้ เธอจึงรีบกระชากเอามาไว้ในมือและผลุนผลันเดินออกไปโดยไม่ได้กล่าวลาใด ๆ ท่ามกลางสายตาที่มองตามไปอย่างงุนงงของคนในสำนักงาน
