ตอนที่ 4: หน้ากากกตัญญู
ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายปกคลุมเมืองจิ่งหลัวยามค่ำคืน กลิ่นดินชื้นแฉะอบอวลไปทั่วลานจวนตระกูลเซิ่น ท้องฟ้าสีหม่นเบื้องบนดูราวกับจะถล่มลงมาทับซากความลวงโลกที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้หลังคากระเบื้องเคลือบราคาแพง
ภายในห้องโถงรับรองที่เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหยดน้ำกระทบชายคา นายท่านเซิ่นนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยูงตัวเขื่อง ใบหน้าของเขาดูทรุดโทรมลงไปหลายปีในชั่วข้ามคืน ความวิตกกังวลฉายชัดในดวงตาที่เคยมีแต่ความละโมบ ข้างกายเขามีฮูหยินรองคอยซับน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้าไหมชั้นดี ท่าทางโศกเศร้าเสียใจนั้น หากใครไม่รู้ความจริงคงคิดว่านางกำลังจะสูญเสียดวงใจไปจริงๆ
“อวี้เอ๋อร์มาถึงหรือยัง?” นายท่านเซิ่นเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่า
“มาถึงแล้วเ้าค่ะท่านพ่อ” เสียงนุ่มนวลทว่าเรียบเฉยดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีในชุดผ้าฝ้ายสีซีด เซิ่นอวี้ก้าวเข้ามาในโถงด้วยท่าทางสำรวมเจียมตัว นางก้มหน้าต่ำ แผ่นหลังบอบบางสั่นเทาเล็กน้อยราวกับกำลังหวาดหวั่นต่อพายุที่กำลังตั้งเค้า นางทำความเคารพบิดาและแม่เลี้ยงด้วยกิริยาไร้ที่ติ ทว่าภายใต้แพขนตาที่หลุบต่ำ ดวงตาคู่สวยกลับจ้องมอง ‘บทละคร’ ตรงหน้าด้วยความเ็า
“อวี้เอ๋อร์... เ้าคงเห็นสภาพพี่สาวเ้าแล้ว” ฮูหยินรองเริ่มเปิดฉากพลางสะอึกสะอื้น “หรงเอ๋อร์ผู้น่าสงสาร... นางใจเสาะเกินไป ทันทีที่รู้ว่าต้องแต่งเข้าไปในจวนอ๋องที่โเี้เช่นนั้น สติของนางก็หลุดลอยไปเสียแล้ว หมอหลวงบอกว่านางอาจไม่มีวันกลับมาเป็ปกติหากต้องรับแรงกดดันมากกว่านี้”
เซิ่นอวี้ยังคงนิ่งเงียบ นางรู้ดีว่าคำว่า ‘วิปลาส’ ของเซิ่นหรงนั้น มีราคาเท่ากับอิสรภาพของนางเอง
“อวี้เอ๋อร์” นายท่านเซิ่นเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็ทุ้มหนักแฝงการบังคับ “ตระกูลเซิ่นติดค้างเบื้องบน ราชโองการครั้งนี้ขัดขืนไม่ได้ หากหรงเอ๋อร์แต่งไปในสภาพนี้ ไม่เพียงแต่นางจะตาย แต่ตระกูลเซิ่นทั้งหมดจะถูกอาญาข้อหาหลอกลวงเบื้องสูง... มีเพียงเ้าเท่านั้นที่จะช่วยพวกเราได้”
มีเพียงข้าที่ช่วยได้? หรือมีเพียงข้าที่พวกท่านกล้าโยนลงกองไฟ? เซิ่นอวี้แค่นยิ้มในใจ ทว่าภายนอกกลับแสร้งทรุดกายลงคุกเข่า ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
“ท่านพ่อ... ท่านจะให้ลูกแต่งงานแทนพี่หญิงหรือเ้าคะ?” นางถามด้วยเสียงสั่นเครือ “แต่คนทั้งเมืองบอกว่าชินอ๋องโจวเหยียนคือปีศาจ... ลูก... ลูกกลัวเ้าค่ะ”
“อวี้เอ๋อร์ แม่รองสัญญา!” ฮูหยินรองรีบถลาเข้าไปกุมมือนาง แสร้งบีบแน่นด้วยความเมตตาจอมปลอม “หากเ้าช่วยตระกูลเซิ่นครั้งนี้ แม่รองจะจัดสินเดิมให้เ้าอย่างยิ่งใหญ่ และจะดูแลหลุมศพแม่ของเ้าให้สมเกียรติที่สุด เ้าเป็เด็กกตัญญู... เ้าคงไม่อยากเห็นบิดาต้องโทษปะาใช่หรือไม่?”
คำขู่ที่ซ่อนอยู่ในคำขอร้อง... ช่างเป็อาวุธที่นางถนัดนัก
เซิ่นอวี้ปิดเปลือกตาลง ปล่อยให้น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบพื้นไม้เย็นเยียบ มันคือน้ำตาแห่งการอำลา... อำลาต่อเศษเสี้ยวความหวังสุดท้ายที่บิดาจะมีใจเมตตาให้นาง
“ลูก... เข้าใจแล้วเ้าค่ะ” นางพึมพำเสียงเบาหวิว “หากเพื่อความอยู่รอดของตระกูล และเพื่อรักษาชีวิตของท่านพ่อ... ลูกยินดีรับราชโองการนี้แทนพี่หญิงเ้าค่ะ”
ทันทีที่คำยืนยันหลุดจากปาก แววตาของนายท่านเซิ่นก็สว่างวาบด้วยความโล่งอก ท่าทางที่เหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบมลายหายไปในพริบตา
“ดี! ดีมากอวี้เอ๋อร์! เ้าคือลูกกตัญญูที่ฟ้าประทานมาจริงๆ” นายท่านเซิ่นรีบเข้ามาประคองนาง ซึ่งนางรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบอยากจะสะบัดออก “ไม่ต้องกังวล พ่อจะเตรียมการทุกอย่างให้เงียบเชียบที่สุด ขบวนเ้าสาวจะออกจากจวนในยามค่ำคืน เพื่อมิให้ใครสังเกตเห็นความผิดปกติ”
“ลูกมีข้อแม้เพียงอย่างเดียวเ้าค่ะ...” เซิ่นอวี้เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำดูน่าเวทนาจนคนมองตายใจ “ลูกขอหีบสมบัติของท่านแม่ที่เหลืออยู่ติดตัวไปจวนอ๋อง... เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าท่านแม่ยังอยู่เคียงข้าง”
นายท่านเซิ่นชะงักไปครู่หนึ่ง หีบสมบัติของ ‘หลี่ซูเหวิน’ นั้นถูกฮูหยินรองยักยอกของมีค่าไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงเศษผ้าและเครื่องประดับเงินเก่าๆ เขาจึงพยักหน้าอย่างใจกว้าง “ได้! พ่ออนุญาต ทุกอย่างที่เป็ของแม่เ้า... เ้าสามารถนำติดตัวไปได้ทั้งหมด”
สายฝนที่พรำหนักเริ่มขาดเม็ดลง เหลือเพียงเสียงน้ำหยดจากชายคาดัง ติ๋ง... ติ๋ง... กระทบแอ่งน้ำเบื้องล่างเป็จังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นไอดินชื้นแฉะชะล้างเพลิงโทสะในห้องโถงให้เจือจางลง ทว่ากลับแทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่บาดลึกเข้าไปในกระดูก
เซิ่นอวี้ย่อกายคำนับบิดาและแม่เลี้ยงเป็ครั้งสุดท้าย ท่วงท่านั้นช่างนอบน้อมดุจนกปีกหัก แต่มันกลับปกปิดรอยยิ้มหยันที่เริ่มปรากฏชัดขึ้นที่มุมปาก นางหมุนตัวเดินออกจากห้องโถงที่สว่างไสว ก้าวเท้าลงสู่ทางเดินหินที่ยังเปียกชื้น พระจันทร์วันขึ้น 11 ค่ำเริ่มโผล่พ้นม่านเมฆ ทอแสงนวลตาอาบไล้ลานบ้านที่เต็มไปด้วยแอ่งน้ำขัง สะท้อนเงาดูราวกับดวงตานับพันที่กำลังเฝ้าดูงิ้วโรงใหญ่ฉากนี้
เมื่อกลับถึงเรือนพักท้ายจวนที่อับชื้น เซิ่นอวี้ปาดน้ำตาที่แก้มทิ้งอย่างเ็า ท่าทางอ่อนแอเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงแววตาคมกล้านิ่งสงบดุจน้ำในสระมรณะ นางตรงไปที่เตียงเก่าที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ก่อนจะดึงหีบไม้ใบเล็กที่ซ่อนไว้ในซอกลึกออกมา
นางเปิดฝาหีบออกช้าๆ ในจังหวะที่ม่านเมฆเคลื่อนคล้อย แสงจันทร์สีเงินยวงลอดผ่านรอยแตกของหลังคาส่องกระทบลงมากลางหีบพอดี แสงนั้นอาบลงบน ‘กำไลหยกสีเขียวขุ่น’ ที่ดูผิวเผินคล้ายของมีตำหนิ ทว่ายามแสงจันทร์ทำมุมถูกต้อง รอยร้าวภายในกลับเริ่มขยับไหว แสงสีแดงเรืองรองค่อยๆ แผ่กระจายออกไปดุจเส้นเืัที่ตื่นจากการจำศีล
นางเก็บกำไลหยกเืัและ ‘บัญชีลับ’ ลงในห่อผ้า
“ในที่สุด...” เซิ่นอวี้พึมพำ แววตาสะท้อนแสงสีแดงประหลาด “ท่านแม่... ดูสิเ้าคะ ฝนหยุดแล้ว และทางข้างหน้าของลูก... กำลังจะเริ่มสว่างไสวเสียยิ่งกว่าโคมไฟในจวนหลักนั่นเสียอีก”
นางแค่นยิ้มกับความมืด การสลับตัวเ้าสาวช่างเป็แผนการที่โง่เขลา ชินอ๋องโจวเหยียนไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาลบเหลี่ยมได้ง่ายๆ ทว่านางกลับไม่ได้หวาดกลัว
“อสุรกายงั้นหรือ? ... มาดูกันว่า ระหว่างปีศาจที่คนทั้งเมืองหวาดกลัว กับสตรีที่ถูกครอบครัวรุมทึ้งจนไม่เหลือสิ่งใด... กับอ๋องปีศาจ ผู้มีแต่ความโเี้ ดูซิว่าใครจะแตกสลายไปก่อนกัน?”
หากข้าอยู่ที่นี่ ข้าคือข้าทาสที่ไม่มีวันหลุดพ้น แต่หากข้าแต่งออกไป... ต่อให้สามีจะเป็ปีศาจ ข้าก็ยังมีฐานะเป็ถึง ‘ชินอ๋องเฟย’
อำนาจนั้นจะเปลี่ยนนางจากหมากไม้ราคาถูก ให้กลายเป็หมากหยกขาวบนกระดานที่ไม่มีใครกล้าเขี่ยทิ้ง นางหยิบเศษถ่านขึ้นมาเขียนอักษรคำว่า ‘รุก’ ลงบนโต๊ะไม้เก่า ก่อนจะใช้นิ้วถูมันจนเลือนหายไปในความสลัว!
