ลีผิงเวยเป็เด็กที่ขี้อายมากกว่าเด็กผู้หญิงเสียอีก นี่ต้องเป็การอบรมสั่งสอนของบิดาเขาอย่างแน่นอนฉะนั้น หลังจากที่อันเจิงรู้เื่เหล่านี้แล้ว เขารู้สึกต่อต้านวิธีการอบรมบุตรของลีเหยียนเนียนเป็อย่างมาก
ในคืนนั้นลีเหยียนเนียนตั้งใจใส่ชุดธรรมดาและมาที่สำนักวรยุทธ์เบิก์ เมื่อเจออันเจิงเขาแค่ก้มหัวให้เล็กน้อย ราวกับกำลังกล่าวขอบคุณ จากนั้นก็จับไหล่ของลีผิงเวย “ไปกลับบ้านกับข้า”
เห็นได้ชัดว่าลีผิงเวยกลัวบิดาของตัวเองเป็อย่างมากเขาไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ เด็กอายุเจ็ดแปดขวบถูกลากกลับบ้านในทันทีเด็กน้อยหันกลับมามองชวีหลิวซีเป็พัก ๆ
ชวีหลิวซีวิ่งตามออกไป “ท่านพาเขาไปตอนนี้ไม่ได้ร่างกายของเขายังมีธาตุลมเหลืออยู่ พรุ่งนี้ข้าจะให้ยารักษาเขาอีกครั้ง การที่ท่านพาเขาออกไปตอนนี้มันไม่เป็การดีต่อเขาเลย”
ลีเหยียนเนียนก้าวยาว ๆ ออกไป “นี่บุตรชายข้าพวกเ้าไม่ต้องมายุ่ง”
ตู้โซ่วโซ่วกระทืบเท้าด้วยความโมโหจากนั้นก็ดึงแขนของชวีหลิวซีเอาไว้ “ไม่ต้องสนใจพวกมันแล้ว”
ราวกับชวีหลิวซียังอยากพูดอะไรต่อ ทว่าลีเหยียนเนียนก็เตรียมพาลีผิงเวยจากไปแล้ว
แอ๊ด! ประตูสำนักวรยุทธ์เบิก์ถูกปิดลง
อันเจิงปิดประตูไว้อย่างมิดชิดจากนั้นก็หันกลับไปมองลีเหยียนเนียน “ท่านลองให้เหตุผลข้ามาสักข้อสิว่าทำไมถึงไม่อยากรักษา”
ลีเหยียนเนียนยืนนิ่งแล้วมองอันเจิงด้วยสายตาเบื่อหน่าย“นี่เป็เื่ภายในครอบครัว ข้ายังไม่อนุญาตเ้าก็พาตัวเด็กไปข้าสามารถไปฟ้องศาลเมืองฟางกู้ในข้อหาลักพาตัวเด็กได้นะแต่เห็นแก่ความหวังดีที่เ้ามี ข้าจะไม่เอาเื่ ฉะนั้นรีบหลีกทางซะการกระทำของเ้าไม่ต่างจากการกักขัง ซึ่งเป็การกระทำที่ผิดกฎหมายบ้านเมือง”
อันเจิงยืนพิงประตู“จริงอยู่เื่นี้เป็เื่ภายในครอบครัวท่าน จริงอยู่ที่ข้าไม่มีสิทธิ์ไถ่ถามเื่ของท่านแต่หากข้าต้องมองดูท่านทำร้ายบุตรชายตัวเองโดยไม่สนใจนั่นก็เป็เื่ที่ผิดเหมือนกัน”
ลีเหยียนเนียนพูดเสียงดัง “เ้านี่แปลกคนในเมื่อยอมรับว่าเป็เื่ส่วนตัวของข้า แล้วยังจะมาขวางทางเอาไว้ทำไม ข้าเป็บิดาของพีซือหนูข้ามีสิทธิ์ปกป้องบุตรชายตัวเอง”
“ปกป้องรึ?”
‘เหอะ’อันเจิงเปล่งเสียงที่เย็นะเืออกมา “ท่านคิดเผื่อบุตรชายหรือคิดเผื่อตัวเองกันแน่?”
ลีเหยียนเนียนมองไปยังอันเจิง “ก็ต้องเพื่อบุตรชายข้าอยู่แล้ว!”
อันเจิงหัวเราะด้วยน้ำเสียงเ็าแล้วพูดขึ้น“คนอย่างท่านข้าเห็นมามากแล้ว มักจะพูดว่าทำเพื่อบุตร แต่ในความเป็จริงมันก็คือความเห็นแก่ตัวของท่านท่านคิดว่าบุตรของตัวเองต้องเป็แบบนั้น ต้องทำแบบนี้ หากไม่ทำตามที่ท่านพูดก็คือผิดท่านคงรู้สึกว่าตัวเองสามารถวางแผนชีวิตของบุตรชายได้แบบนี้คือสิ่งที่ดีกับเขาจริง ๆ หรือ? ข้ารู้ว่าบุตรชายคนโตของท่านฝึกพลังวัตรจนธาตุไฟแตกซ่านฉะนั้นท่านจึงกลัวจะเสียบุตรชายคนเล็กไปอีกคน...ลีเหยียนเนียนนี่เป็การปกป้องพวกเขาจริง ๆ หรือ? เื่พวกนี้ก็เป็แค่การปกป้องความรู้สึกที่อ่อนแอของท่านเท่านั้นแหละ”
ลีเหยียนเนียนชะงักไปชั่วครู่จากนั้นก็พูดเสียงดัง “หุบปากซะ เื่ของข้าคนนอกอย่ายุ่ง”
อันเจิงเดินเข้าไปแล้วมองลีเหยียนเนียนในระยะประชิด “ท่านรู้หรือไม่ว่าตัวเองเหมือนอะไร?ถ้าพูดให้น่าฟังหน่อย ท่านก็เป็แค่คนที่เหลิงเพราะถูกชื่อเสียงและภรรยาตัวเองตามใจแต่ถ้าพูดตรงไปตรงมา ท่านก็เป็แค่คนเห็นแก่ตัวที่น่ารังเกียจเท่านั้นเอง”
“ข้าเหลิงรึ?ข้าเห็นแก่ตัวรึ?”
ลีเหยียนเนียนมองเขม่นอันเจิงแล้วคำรามออกมา“ข้าอยู่ในราชสำนักมานานขนาดนี้ ข้าเคยทำเื่ที่เห็นแก่ตัวงั้นรึ!”
อันเจิงเบ้ปาก “ดูสินี่ก็คือสีหน้าท่าทางของท่าน ทุกอย่างนี้ก็เพื่อชื่อเสียงและเป็การแสดงความซื่อตรงเท่านั้นนี่เป็สิ่งที่ท่านสร้างมันขึ้นมาเอง ข้าไม่มีสิทธิ์วิจารณ์ท่าน แต่ท่านกลับนำความเห็นแก่ตัวแบบนี้มาทำร้ายคนในครอบครัวของตัวเองเป็ถึงขุนนางระดับห้า แต่คนในครอบครัวกลับไม่เคยได้กินเนื้อดี ๆ...นี่คือความสำเร็จในชีวิตของท่านหรือ?”
อันเจิงเดินไปมาแสดงให้เห็นว่าเขากำลังโมโหถึงขีดสุด
“ท่านทำเพื่อชื่อเสียงต่อให้จะทำงานในราชสำนักด้วยความซื่อตรง แต่การทำแบบนี้เพื่ออะไรกัน?นั่นไม่ใช่เพราะทำแบบนี้แล้วคนอื่นจะชมว่าท่านเป็คนที่เที่ยงตรงเท่านั้นหรอกรึ! แต่บุตรภรรยาท่านเล่าพวกเขาไม่ได้มีเสื้อผ้าใหม่ ๆ มานานเท่าไหร่แล้ว? คนในครอบครัวท่านไม่ได้กินของดีๆ มานานเท่าไหร่แล้ว? เพื่อหาเงินมารักษาบุตรชายท่าน ภรรยาท่านต้องเอาสินเดิมออกไปจำนำครั้งแล้วครั้งเล่าแม้กระทั่งที่คาดผมอันสุดท้ายก็เอาไปจำนำมาจ่ายค่ายาที่ติดไว้!”
“เพื่อรักษาชื่อเสียงของท่าน ลีฮูหยินประหยัดกินประหยัดใช้นำเงินที่มีมาใช้กับเื่ของท่าน โดยปกติแล้วท่านอาจใส่ชุดที่ไม่ได้ใหม่นักนั่นเพราะท่านตั้งใจทำแบบนี้ให้คนอื่นเห็น แต่หากออกไปทำธุระสำคัญ มีครั้งไหนที่ท่านไม่ได้ใส่ชุดใหม่ไปบ้าง?และต่อให้ลีฮูหยินจะเอาของไปจำนำ ก็จะให้สาวใช้ไปที่โรงรับจำนำไกลจากจวนนั่นก็เพื่อรักษาหน้าท่าน”
อันเจิงยกมือขึ้นแล้วชี้หน้าของลีเหยียนเนียน “ท่านเล่า ท่านทำอะไรเพื่อพวกเขาบ้าง?”
ลีเหยียนเนียนอ้าปากราวกับอยากพูดอะไรบางอย่างแต่กลับพูดไม่ออกสีหน้าของเขาดูสูญเสียความมั่นใจไปจนหมด
อันเจิงหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นะเื“ข้าไม่ใช่คนในครอบครัวของท่าน และไม่จำเป็ต้องมาสนใจเื่พวกนี้ บุตรชายท่านเด็กขนาดนี้ยังรู้คิดช่วยรักษาศักดิ์ศรีท่านเลยแล้วท่านเล่า ท่านให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีแล้วหรือยัง?”
ลีเหยียนเนียนเดินขึ้นไปด้านหน้าจากนั้นก็ยื่นมือออกไปผลักอันเจิง “หลบไปซะ! เื่พวกนี้ไม่เกี่ยวกับเ้าพวกเขาคือคนในครอบครัวข้า ทุกคนต่างก็เตรียมใจเอาไว้ั้แ่แรกแล้ว”
เพียะ!
อันเจิงตบเข้าที่หน้าของลีเหยียนเนียนอย่างจัง
“ห้ามทำร้ายบิดาข้า!”ลีผิงเวยพุ่งออกมา จากนั้นก็ใช้หมัดชกเข้าไปตามร่างกายของอันเจิง
อันเจิงมองลีผิงเวยด้วยความเ็ปใจและปล่อยให้ลีผิงเวยชกตัวเองอยู่อย่างนั้น จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองลีเหยียนเนียน“ตอนนั้นาาองค์ก่อนชมท่านในท้องพระโรงว่าท่านเป็คนซื่อสัตย์สุจริตคำนั้นได้กลายเป็สิ่งที่ฝังในใจ ท่านคิดว่าตัวเองต้องรักษาความซื่อสัตย์นี้ไว้จนถึงตอนนี้ใจท่านก็เปลี่ยนไป คงรู้สึกว่าการที่ฮูหยินต้องมาลำบากนั่นก็เป็การแสดงความซื่อสัตย์ด้วย...ถุย”
อันเจิงพ่นน้ำลายใส่หน้าของลีเหยียนเนียนเต็มๆ
“ไม่ได้โดนดูถูกมานานมากแล้วสิ?ไม่ได้ถูกต่อว่ามานานมากแล้วใช่หรือไม่?”
อันเจิงพูดด้วยน้ำเสียงเ็า “จริง ๆแล้วคนอย่างท่านตายไปเสียดีกว่า จะไปตายตอนนี้เลยก็ยังได้ ป่วยตาย หิวตายหรือฆ่าตัวตายก็ได้ หากเป็แบบนั้น คำว่าซื่อสัตย์ก็จะตายไปพร้อมท่านคนเดียว คนในราชสำนักอาจชื่นชมท่านแต่ทว่าในใจกลับด่าว่าท่านโง่เง่า และชาวบ้านก็คงรู้สึกเสียดายที่สูญเสียคนดี ๆ ไปแต่พวกเขาก็ยังใช้ชีวิตตามปกติ อีกสองสามวันก็คงลืมท่านไปแล้ว รู้หรือไม่ว่าทำไมพวกเขาถึงชื่นชมท่าน?เพราะเขารู้สึกว่าคนแบบท่านหาไม่ได้ง่าย ๆ ฉะนั้นจึงยกย่องและชื่นชมแต่ในความเป็จริง ชาวบ้านทุกคนอาจรู้สึกว่าท่านเป็คนโง่เสียด้วยซ้ำ”
“ไม่มีใครบังคับให้ท่านคดโกง”
อันเจิงมองลีเหยียนเนียนที่มีใบหน้าขาวซีดเหมือนไก่ต้มคำพูดของอันเจิงเหมือนดาบที่ทิ่มแทงใจเขา “ท่านคิดว่าที่ฮูหยินไม่ออกไปไหนไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่เพราะรู้จักใช้ชีวิตใช่หรือไม่? สำหรับคนที่รู้จักใช้ชีวิตเป็แบบนี้ก็คงไม่แปลกอย่างนั้นสิ?”
ลีเหยียนเนียนมองอันเจิงด้วยแววตาเคียดแค้นแต่กลับถูกอำนาจความโมโหของอันเจิงกดทับเอาไว้
อันเจิงให้ชวีหลิวซีพาลีผิงเวยเข้าไปในห้องจากนั้นก็พูดต่อ “ร่างกายของบุตรชายท่านแย่ลงเรื่อย ๆ แล้วเงินรักษาเล่า?ทำงานในราชสำนักจะได้เงินตอบแทน ท่านไม่คดโกงก็ช่างเถอะ แต่ท่านจำเป็ต้องนำเงินส่วนตัวมอบให้ราชสำนักหรือ?เงินของราชสำนักก็ส่วนหนึ่ง เงินส่วนตัวก็อีกส่วนหนึ่งหากเื่แค่นี้ยังไม่สามารถแยกแยะได้ ท่านก็เป็แค่ผู้แพ้”
“ข้าได้ยินมาว่า่ก่อนหน้านี้มีคนเสนอให้บริจาคเงินช่วยเหลือเหล่าทหารที่าเ็จากาเื่นี้...ท่านเป็คนเสนอและบริจาคเงินคนแรกใช่หรือไม่?”
ลีเหยียนเนียนพูด“เหล่าทหาราเ็จากการดูแลปกป้องแคว้นเยี่ยน ข้าเป็คนของทางการ ทำแบบนี้ไม่ถูกหรืออย่างไร?”
อันเจิงเดินเข้าไปชกที่จมูกของลีเหยียนเนียนจนเืออก“ถูกบ้าถูกบอน่ะสิ”
ลีเหยียนเนียนล้มลงไปกองอยู่กับพื้นในจมูกมีเืไหลออกมาไม่หยุด
อันเจิงก้มหน้ามองไปที่เขา“เพื่อช่วยทหารที่าเ็ แน่นอนว่าได้อยู่แล้ว แต่เป็ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ท่าน...แค่คำพูดคำเดียวของท่านฮูหยินก็ต้องประหยัดมากขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น เพื่อสนับสนุนการกระทำของท่าน นางต้องเอาของของตัวเองไปจำนำเพิ่มแต่งกับท่านมายี่สิบปี นางเคยได้รับอะไรกลับมาบ้าง? ไม่ใช่แค่ไม่ได้รับอะไรจากท่านนะของที่มีก่อนแต่งงานนางก็เอามาจำนำจนหมด ขนาดนี้แล้ว...ท่านยังไม่สำนึกอีก!”
อันเจิงเหยียบไปที่หน้าอกของลีเหยียนเนียนจากนั้นก็มองตาของลีเหยียนเนียนแล้วพูด “การบริจาคแบบนี้ หากข้ามีเงินสิบตำลึงข้าจะบริจาคออกไปเพียงหนึ่งหรือสองตำลึง ไม่มีทางให้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวแน่นอนตอนข้าอยู่ชายแดนข้าบริจาคเงินให้เหล่าทหารหลายแสนตำลึง นั่นเพราะข้ามีเงินหลายล้านตำลึงหากข้าไม่มีเงินมากพอก็คงไม่ทำแบบนั้น เพราะข้าต้องเก็บไว้เลี้ยงดูคนอีกหลายร้อยคนและยังต้องเก็บไว้ช่วยเหลือคนอื่น ๆ อีก”
“แล้วท่านเล่า?ทั้ง ๆ ที่มีเงินเพียงน้อยนิด ยังจะกดดันให้ฮูหยินต้องเอาของไปจำนำ!”
ลีเหยียนเนียนพูดกลบเกลื่อน“ข้าไม่ได้กดดันนาง!”
ตุบ! อันเจิงกระทืบเท้าที่อยู่บนอกของลีเหยียนเนียน“แน่นอนว่าท่านไม่ได้ใช้มีดจี้ให้นางทำแบบนั้น แต่ตัวท่านรู้ดีว่านางบูชาท่านเหมือนเทพเ้าฉะนั้นหากท่านถอนหายใจเมื่อไหร่ ต่อให้ต้องขายตัวเองนางก็ยอมเพื่อสนับสนุนสิ่งที่ท่านอยากทำยิ่งท่านเป็แบบนี้ยิ่งน่าสมเพช”
“ข้าพูดจี้ใจเข้าแล้วล่ะสิ?”
อันเจิงนั่งยอง ๆแล้วมองตาของลีเหยียนเนียน “อย่ามองข้าด้วยสายตาโกรธแค้นราวกับตัวเองไม่ผิด ท่านไม่มีสิทธิ์ทำแบบนั้นที่ท่านมีก็แค่ชื่อเสียงจอมปลอม”
ลีเหยียนเนียนะโอย่างต่อต้าน“แต่เ้าก็ไม่มีสิทธิ์พาตัวบุตรชายข้าไป!”
“เช่นนั้นท่านมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินใจแทนบุตรชายสิ่งที่เขาชอบกลับไม่ให้ทำ สิ่งที่เขาไม่ชอบดันบังคับให้ทำ ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้ยามาทำร้ายร่างกายเขาอีก ทั้งหมดนี้ก็เพราะท่านเป็บิดาเขาหรือ?”
ลีเหยียนเนียนพูด “เขายังเด็กยังไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ไม่รู้ว่าโลกนี้โหดร้ายแค่ไหน เขายังคิดไม่เป็ข้าก็ต้องช่วยตัดสินใจอยู่แล้ว”
“อย่าอ้างไปหน่อยเลย!”
อันเจิงยังคงนั่งยอง ๆแล้วจ้องลีเหยียนเนียน “บุตรชายท่านคิดไม่เป็หรือ? อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าตัวเองชอบอะไรและไม่ชอบอะไร! ช่างเถอะ คนอย่างท่านไม่ว่าทำอย่างไรก็คงไม่ได้สติแล้วล่ะบุตรชายท่านต้องอยู่ที่นี่ ก่อนจะรักษาหายท่านจะไม่ได้เห็นหน้าเขาอีก และต่อให้รักษาหายท่านก็จะไม่ได้เห็นหน้าเขาอีกแล้วข้าเตรียมให้ลีฮูหยินพาสาวใช้และเหล่าเจิ้งไปจักรวรรดิต้าซีกับบุตรชายทั้งสองของท่านแล้ววันมะรืนพวกเขาจะออกเดินทางไปวัดฟ่าฉานที่จักรวรรดิต้าซีค่าใช้จ่ายทั้งหมดข้าจะออกให้เอง ส่วนท่านก็อยู่ตัวคนเดียวที่นี่แหละ อยู่กับความมัวเมาในชื่อเสียงต่อไปข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่า หากไม่มีพวกเขาแล้วท่านจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร”
“ครั้งก่อนที่พีซือหนูบอกว่าอยากกินซือจือโถวท่านตอบกลับไปว่าอย่างไร? ก็แค่เนื้อทนเอาหน่อยไม่ได้หรือ?”
อันเจิงลุกขึ้นยืนและจัดระเบียบเสื้อผ้าตัวเอง“ข้าจะให้เขาเข้าไปอยู่ในวัดฟ่าฉานเพียงแค่ชื่อ ไม่โกนหัว ไม่ถือศีลอยากกินเนื้อก็ได้กิน อยากดื่มเหล้าก็ได้ดื่ม เขาแค่้าบทสวดในวัดฟ่าฉานมารักษาทะเลปราณเท่านั้นอีกอย่างซือจือโถวในจักรวรรดิต้าซีถึงจะเป็ต้นตำรับที่แท้จริง ส่วนท่าน...แค่ไม่มีบุตรชายกับภรรยาเท่านั้นแต่ท่านยังมีชื่อเสียงจอมปลอมอย่างไรเล่า จะทนสักหน่อยไม่ได้เลยรึ?”
อันเจิงโบกมือส่ง ๆ “ไสหัวไปได้แล้ว”
ลีเหยียนเนียนประคองตัวลุกขึ้นและมองไปที่อันเจิงตอนนี้สายตาเคียดแค้นได้หายไปแล้วเหลือเพียงแค่ความเ็ปและผิดหวังที่ปนไปด้วยความสับสนเล็กน้อย
เขาเดินโซซัดโซเซออกไปด้านนอกท่าทางที่เขาเดินออกไป ดูแล้วก็อดสงสารไม่ได้
ในห้องด้านในสำนัก ชวีเฟิงจื่อกับเสี่ยวชีเต้าขัดขวางไม่ให้ลีฮูหยินออกไปช่วยสามีตัวเองแม้กระทั่งสาวใช้ก็ยังดึงตัวนางไว้ไม่ให้ออกไป ลีฮูหยินร้องไห้อยู่หลายครั้งจึงสามารถสงบสติอารมณ์ได้สุดท้ายนางก็พูดขึ้น “เขา...ก็ควรคิดเสียบ้าง ส่วนข้า...ข้าก็เหนื่อยแล้วจริง ๆ”
ตู้โซ่วโซ่ววิ่งมาหาอันเจิง “สนุกหรือไม่?”
อันเจิงส่ายหัว “ไม่สนุกไม่สนุกเลยสักนิด เพราะคนแบบนี้ไม่มีทางเข้าใจ การกระทำที่บอกว่าช่วยบุตรชาย จริงๆ แล้วมันคือการทำร้ายพวกเขาต่างหาก”
