ฟู่ถิงเย่คิดว่าลูกผู้ชายอกสามศอก ศักดิ์ศรีนั้นสำคัญยิ่ง หากครั้งนี้ยอมก้มหัวให้แล้ว วันหน้าแต่งงานกันไป จะเอาความน่าเกรงขามที่ไหนไปผงาด!
แต่ถ้าหากยังหาทางออกกันไม่ได้อยู่แบบนี้ มันจะมีความหมายอะไรกัน?
ทหารองครักษ์ในบ้านพักล้วนเป็คนของเขา หวาชิงเสวี่ยทำอะไรบ้างในแต่ละวัน เขารู้หมดทุกอย่าง
หลังจากได้รู้ว่าหวาชิงเสวี่ยไปบ้านตระกูลหลู ฟู่ถิงเย่ก็เริ่มนั่งไม่ติดแล้ว
ถึงแม้ว่าหลูเจิ้งชิงจะแต่งงานแล้ว แต่ความสัมพันธ์ของเขากับหวาชิงเสวี่ยก็ดูซับซ้อน ทำให้แม่ทัพฟู่เกิดความรู้สึกวิตกกังวลอย่างยิ่ง
ใน่เวลาเช่นนี้ นางไปบ้านตระกูลหลูทำไม?
ฟู่ถิงเย่นั่งอยู่ในห้องหนังสือ มือถือหนังสืออ่าน แต่กลับอ่านไม่เข้าหัวสักตัว ในหัวมีแต่ภาพหวาชิงเสวี่ยกับหลูเจิ้งชิงพูดคุยกันอย่างมีความสุข!
จะไปดูที่บ้านตระกูลหลูสักหน่อยดีหรือไม่?
เขาเกิดความสับสนในใจ
ในตอนนั้นเอง ทหารองครักษ์ข้างนอกก็มารายงานว่า คุณหนูเฉิงมาแล้ว
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว รู้สึกไม่พอใจที่เฉิงหว่านเมี่ยววิ่งแจ้นมาที่ห้องหนังสือบ่อยๆ
ทหารองครักษ์รายงานว่า “คุณหนูเฉิงบอกว่าฮูหยินผู้เฒ่าสุขภาพไม่ค่อยดี อยากเชิญท่านแม่ทัพไปดูหน่อยขอรับ”
สองสามวันนี้ สุขภาพของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ไม่สู้ดีนัก หมอต้องมาทุกวัน ต้องกินยาต้มทุกวัน แถมยังชอบชวนฟู่ถิงเย่รำลึกถึงเื่ราวในอดีต ทำให้ฟู่ถิงเย่รู้สึกเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง
ถึงแม้ภายนอกจะเป็คนหยาบกระด้างแต่เขาก็เป็คนที่มีจิตใจละเอียดอ่อน และรู้ดีว่าฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันกับเขาแม้แต่น้อย เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องแสดงละครแม่ลูกรักกันกับเขาซ้ำๆ ซากๆ เช่นนี้?
หรือว่า เมื่อย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว จึงอยากจะทำอะไรเพื่อทดแทนความผิด?
ฟู่ถิงเย่ออกจากห้อง เห็นเฉิงหว่านเมี่ยวที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องหนังสือ นางสวมชุดสีเหลืองดอกบัว สดใสมีเสน่ห์ เพียงแต่ขนตาเปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำตา คล้ายเพิ่งร้องไห้มาไม่นาน ช่างน่าสงสารเสียจริง
“ญาติผู้พี่ ท่านรีบไปดูท่านป้าเถอะเ้าค่ะ...” เฉิงหว่านเมี่ยวพูดเบาๆ พร้อมกับเสียงสะอื้น “ท่านป้าแน่นหน้าอก ปวดหัว เมื่อคืนนอนไม่หลับทั้งคืน วันนี้ไม่ยอมกินยา ถ้าหากเป็เช่นนี้ต่อไป จะทำอย่างไรดี...”
ตามเหตุผลแล้ว เฉิงหว่านเมี่ยวช่วยดูแลอาการป่วยของมารดาแทนเขา เขาควรจะรู้สึกซาบซึ้งใจ แต่ฟู่ถิงเย่กลับไม่ชอบสตรีที่ร้องห่มร้องไห้
เขาเหลือบมองเฉิงหว่านเมี่ยวแวบหนึ่งอย่างหงุดหงิด แล้วขมวดคิ้วเดินนำหน้าไป
เฉิงหว่านเมี่ยวไม่ได้รับคำปลอบใจสักคำ ก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจ กัดริมฝีปากวิ่งตามฟู่ถิงเย่ไป
ในห้องของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่อบอวลไปด้วยกลิ่นยา
ไม่รู้ว่าแกล้งป่วยมานานจนป่วยจริงๆ หรือว่าเป็กังวลเื่บรรดาศักดิ์โหวที่ว่างเปล่าอยู่กันแน่ บนใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เริ่มมีร่องรอยความเสื่อมโทรม ใบหน้าเหลืองซีด ดวงตาคล้ำ
ยาต้มบนโต๊ะเห็นได้ชัดว่าเย็นชืดหมดแล้ว ไม่เหลือไออุ่นแม้แต่น้อย
ฟู่ถิงเย่มองยาที่ไม่ได้ถูกแตะต้องแล้วถอนหายใจ “ท่านแม่จะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน?”
“จะกินหรือไม่กินก็ไม่ได้แตกต่างกัน ในเมื่อเป็เช่นนี้ เหตุใดจะต้องทรมานลิ้นด้วยรสขมๆ พวกนี้ด้วย...” ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ถอนหายใจยาว มองฟู่ถิงเย่ “ลำบากเ้าต้องมาดูคนแก่ๆ อย่างข้า”
เฉิงหว่านเมี่ยวเดินตามเข้ามาด้านหลัง ฟู่ถิงเย่บอกนางว่า “เอายาไปอุ่นหน่อยเถอะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ห้ามพวกเขา “ไม่ต้องแล้ว เอามาเถอะ อุ่นแล้วยิ่งขม”
เฉิงหว่านเมี่ยวเอายาไปป้อนสองสามคำ ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็โบกมือ ไม่ยอมกินอีกแล้ว
ฟู่ถิงเย่กล่าวว่า “ท่านแม่ดูแลสุขภาพด้วย”
“อืม ข้ารู้ว่าเ้ากตัญญู ไม่ต้องเป็ห่วงข้าหรอก” ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ถามเขา “เื่ของหว่านเมี่ยว มีความคืบหน้าบ้างหรือยัง?”
ฟู่ถิงเย่ตอบว่า “ท่านแม่ไม่ต้องรีบร้อน เื่นี้ข้าได้สั่งการไปแล้ว อีกสองสามวันคงจะมีข่าว”
เฉิงหว่านเมี่ยวรู้สึกไม่สบายใจ “ญาติผู้พี่มีธุระมากมาย เหตุใดท่านป้าต้องเอาเื่พวกนี้ไปรบกวนญาติผู้พี่ด้วยเ้าคะ...ข้า ข้าไม่อยากแต่งงานเ้าค่ะ...”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ส่ายหน้าไปมา พร้อมกับเอ่ยน้ำเสียงเนิบช้า “ป้าก็ไม่อยากเสียเ้าไป แต่มีหรือที่สตรีจะไม่ต้องแต่งงาน...ตอนนี้สิ่งที่ป้า้ามากที่สุด คือการหาคู่ครองที่ดีให้เ้า เพื่อที่จะฝากฝังเ้าให้เขาดูแล จะได้สบายใจเสียที...”
พูดคุยกันได้สักพัก ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็เริ่มเหนื่อย จึงโบกมือแล้วกล่าวว่า “ถิงเย่ ส่งญาติผู้น้องของเ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ สองสามวันนี้ นางดูแลข้าอยู่ที่นี่ กลางคืนแทบไม่ได้นอน อย่าให้ต้องเหนื่อยอ่อนไปอีกคน”
คำขอร้องของมารดาที่กำลังป่วย จะปฏิเสธก็คงไม่ดี
“ท่านแม่พักผ่อนเถอะขอรับ” ฟู่ถิงเย่พาเฉิงหว่านเมี่ยวจากไป
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่มองทั้งสองเดินออกไป แล้วเรียกสาวใช้มาด้วยสีหน้าเรียบเฉย สั่งให้เทยาที่เหลือทิ้งไป
ยาที่นางกินใน่นี้ล้วนเป็ยาบำรุงประสาทและช่วยในการนอนหลับ ซึ่งยาที่ไม่ว่าดีอย่างไร ก็ย่อมมีพิษในตัว ไม่มีใครอยากกินยาทุกวันหรอก
...
ระหว่างทาง ฟู่ถิงเย่ถามเฉิงหว่านเมี่ยวว่า “ท่านแม่ป่วยหนักถึงเพียงนี้ได้อย่างไร? อย่าได้ปิดบังอาการป่วย ถ้าหากไม่ดีขึ้น ข้าจะไปเชิญหมอหลวงมา”
เฉิงหว่านเมี่ยวก้มหน้าลงก่อนจะตอบ “เปลี่ยนหมอไปหลายคนแล้ว พวกเขาบอกว่าท่านป้าป่วยทางใจ เก็บกดจนล้มป่วย...คงเป็เพราะเื่ของข้า ท่านป้าถึงได้กังวล”
ฟู่ถิงเย่พยักหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เ้าถูกเลี้ยงให้เติบโตมาในจวนโหวั้แ่เล็ก มีความผูกพันกับท่านแม่ การที่ท่านแม่เป็ห่วงเ้าย่อมเป็เื่ธรรมดา”
“ท่านป้าก็เป็ห่วงญาติผู้พี่มากนะเ้าคะ” เฉิงหว่านเมี่ยวหยุดฝีเท้า มองฟู่ถิงเย่ด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรู้สึก “ถ้าหากญาติผู้พี่มีเวลาว่าง โปรดมาเยี่ยมท่านป้าบ้าง จริงๆ แล้วท่านป้า...เป็ห่วงท่านมากเ้าค่ะ ทุกวันก็มักจะพูดถึงท่านให้ข้าฟัง”
ฟู่ถิงเย่เงียบไปครู่หนึ่ง ไม่ได้ตอบตรงๆ เพียงแต่กล่าวว่า “ข้ารู้แล้ว”
...
หวาชิงเสวี่ยนั่งรถม้าไปบ้านตระกูลหลู
หลูเจิ้งชิงกับหลัวมู่อวี่เดินออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง หวาชิงเสวี่ยให้ทหารองครักษ์รออยู่ข้างนอก แล้วถือกล่องของขวัญเดินตามพวกเขาเข้าไป
ครั้งนี้ไม่มีการเตรียมหม้อไฟให้ยุ่งยาก เป็อาหารที่แม่ครัวคนใหม่ทำไว้ให้ นอกจากนี้หวาชิงเสวี่ยยังสังเกตเห็นว่าข้างกายหลัวมู่อวี่มีสาวใช้เพิ่มมาอีกสองคน
เมื่อเทียบกับตอนที่มาครั้งก่อน ตอนนี้บ้านตระกูลหลูมีคนรับใช้เพิ่มมากขึ้นแล้ว
หลูเจิ้งชิงบอกว่ามีของจะให้หวาชิงเสวี่ยดู จึงเดินหายเข้าไปในห้องด้านใน โถงรับแขกจึงเหลือเพียงหวาชิงเสวี่ยกับหลัวมู่อวี่สองคนที่สนทนากันอยู่
หลัวมู่อวี่เอามือข้างหนึ่งวางไว้ที่หน้าท้อง พูดด้วยความรู้สึกขัดเขิน “่นี้สามีไม่ยอมให้ข้าทำอาหาร กลัวข้าจะเหนื่อย เลยซื้อคนรับใช้กลับมาเ้าค่ะ...”
สายตาของหวาชิงเสวี่ยเหลือบมองที่หน้าท้องของหลัวมู่อวี่แล้วพูดพึมพำด้วยความใ “เร็วถึงเพียงนี้เชียว...”
เหมือนว่าครั้งที่แล้วเพิ่งพูดว่าจะเริ่มเตรียมตัวตั้งครรภ์ไปเอง...
ใบหน้าของหลัวมู่อวี่แดงก่ำ พูดด้วยเสียงเบาราวกับเสียงยุง “จริงๆ แล้ว เริ่มั้แ่เดือนที่แล้ว...”
พูดยังไม่ทันจบ พอรู้สึกว่าตนกำลังพูดเื่ส่วนตัวเช่นนี้ หลัวมู่อวี่ก็รู้สึกเขินอายจนพูดไม่ออก
หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างเข้าใจ “เป็เื่ปกติ พวกเ้าสองคนร่างกายแข็งแรงมาก หมอหลวงหลูก็เป็หมอ เขาต้องรู้แน่ๆ ว่า่ไหนเป็่ไข่ตกของเ้า โอกาสตั้งครรภ์ย่อมสูงมากอยู่แล้ว”
แต่ก็ทำให้คนอื่นอิจฉาจริงๆ ...
หวาชิงเสวี่ยมองหลัวมู่อวี่ที่มีแต่ความสุข ก็รู้สึกดีใจ สามารถได้รับการเอาใจใส่รักใคร่จากบุรุษผู้หนึ่งั้แ่เป็สาวน้อย สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียวกันมานานหลายปีโดยไม่มีความทุกข์ใดๆ แม้แต่น้อย
ในยุคสมัยที่สตรีมีสถานะต่ำต้อย หลัวมู่อวี่ได้พบกับหลูเจิ้งชิง ถือเป็โชคดีอย่างหนึ่งจริงๆ
หวาชิงเสวี่ยคิดๆ ดูแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองใจแคบไปหน่อย
โชคดีของหลัวมู่อวี่คือการได้พบกับหลูเจิ้งชิง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับยุคสมัยสักเท่าไร เพราะแม้แต่ในยุคปัจจุบันก็ยังมีผู้ชายเลวๆ มากมาย...
เมื่อในใจนางคิดเช่นนี้ ก็อดนึกถึงฟู่ถิงเย่ไม่ได้
จริงๆ แล้ว...ฟู่ถิงเย่ก็ถือว่าเป็คนดี ถึงแม้จะมีความคิดเื่ชายเป็ใหญ่อยู่มาก เอาแต่ใจและเผด็จการ ไม่ยอมฟังเหตุผล เอาแต่สั่งให้นางทำในสิ่งที่เขา้า ควบคุมชีวิตของนางให้ยึดถือชื่อเสียงอันดีงามของสตรีมากเกินไป และมักจะมีท่าทีดูถูกความรู้สึกของนางกับหลี่จิ่งหนานอยู่เสมอ...
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกขัดใจเล็กน้อย ใช่แล้ว พอคนรักทะเลาะกันแล้ว เมื่อนึกถึงอีกฝ่าย ก็จะมีแต่เื่ไม่ดี
ทั้งสองคนคุยกันเื่ลูกกันอีกสักพัก
เมื่อถามถึงว่าพ่อแม่ของอีกฝ่ายรู้เื่นี้หรือไม่ หลัวมู่อวี่กล่าวว่า “เพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ เขายังไม่ให้ข้าบอกคนที่บ้านเ้าค่ะ”
“สมควรเป็เช่นนั้น” หวาชิงเสวี่ยพยักหน้า “ถ้าหากพ่อแม่ของเ้ารู้ น่าจะเป็ห่วงจนต้องเดินทางมาดูแลเ้าแน่ การเดินทางลงมาจากทางเหนือมีระยะทางไกล อีกทั้งตอนนี้จะเข้าหน้าหนาวแล้ว เดินทางก็ลำบาก รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิก่อนค่อยว่ากัน”
สีหน้าของหลัวมู่อวี่เริ่มไม่สบายใจ “เขาบอกว่าจะรอคลอดเสร็จแล้วค่อยบอกท่านพ่อกับท่านแม่”
“หา? จะไม่ช้าเกินไปหน่อยหรือ?” หวาชิงเสวี่ยคิดในใจว่าหลูเจิ้งชิงระวังตัวมากเกินไปแล้ว
“ท่านพี่บอกว่าธรรมเนียมการอยู่ไฟหลายอย่างนั้นไม่ถูกต้อง เขา...เขาบอกว่าจะดูแลการอยู่ไฟของข้าด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพ่อกับท่านแม่มาถึงก่อน คงจะหลีกเลี่ยงการโต้เถียงไม่ได้” หลัวมู่อวี่กัดริมฝีปาก รู้สึกทั้งดีใจระคนกังวลใจ คนที่นางสามารถระบายความรู้สึกด้วยได้ก็มีแต่หวาชิงเสวี่ยเท่านั้น
หากเป็เื่อื่น หลัวมู่อวี่คงไม่ต้องคิดมากก็จะเลือกเชื่อสามี แต่การอยู่ไฟเป็เื่ของผู้หญิง ความคิดดั้งเดิมฝังรากลึก หลัวมู่อวี่ก็อดรู้สึกไม่มั่นใจไม่ได้
หวาชิงเสวี่ยเข้าใจทันที แล้วก็หัวเราะออกมา
หมอเป็คนละเอียดอ่อนกันเช่นนี้ทุกคนเลยหรือเปล่านะ? เพิ่งตั้งครรภ์ได้ไม่นาน หลูเจิ้งชิงกลับคิดไปถึงเื่การอยู่ไฟแล้ว!
“มีเื่เช่นนั้นจริง” หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ตอนนี้เ้าตั้งครรภ์ กว่าจะคลอดก็คงจะเป็เดือนเจ็ดหรือเดือนแปดในปีหน้า ตามธรรมเนียมของที่นี่ ต่อให้ร้อนแค่ไหน การอยู่ไฟก็ไม่ควรจะอาบน้ำสระผม แต่จริงๆ แล้วมันไม่ถูกต้อง ควรจะต้องรักษาความอบอุ่นให้ดี แล้วทำความสะอาดทุกวันเพื่อป้องกันเชื้อโรค”
หลัวมู่อวี่เห็นหวาชิงเสวี่ยพูดเหมือนกับสามีของตน ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา นางจึงถอนหายใจ “แม่นางหวา คนทางนั้นของพวกท่าน อยู่ไฟแบบนี้กันหมดหรือ? อาบน้ำทุกวันก็ได้ แถมไม่ต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลาด้วย?”
“ใช่แล้ว ที่บ้านเดิมของเรายังมีศูนย์ดูแลคุณแม่หลังคลอดโดยเฉพาะด้วย เป็สถานที่ที่เอาไว้ดูแลคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตร” หวาชิงเสวี่ยคิดแล้วก็กล่าวต่อ “แต่ในที่ที่ห่างไกลบางแห่ง ก็ยังคงทำตามธรรมเนียมดั้งเดิม มีคุณแม่ที่อยู่ไฟในหน้าร้อน แต่แม่สามีไม่ให้เปิดหน้าต่าง ไม่ให้เปิดเครื่องปรับอากาศ สุดท้ายก็เป็ลมแดดตาย...”
หลัวมู่อวี่ใ “...จะร้อน...จนตายเลยหรือ?”
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะฝืดๆ “หมอหลวงหลูเป็หมอเชียวนะ เขาคงจะเห็นมามากกว่าข้าเสียอีก ความจริงแล้วในหน้าหนาวทุกปี จะมีเด็กแรกเกิดถูกส่งโรงพยาบาลเพราะเป็ลมแดดด้วย”
“ลมแดดในหน้าหนาว? เป็ไปได้อย่างไร?” หลัวมู่อวี่อุทาน
พอดีกับที่หลูเจิ้งชิงเดินเข้ามาพอดี กล่าวว่า “ไม่ใช่เื่แปลก ระบบประสาทของเด็กแรกเกิดยังเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ ต่อมเหงื่อบนผิวกายก็ยังทำงานไม่เต็มที่ มือเท้าเย็นก็เป็เื่ปกติ แต่พ่อแม่กลับเข้าใจผิดว่าลูกหนาว จึงเอาเสื้อผ้ามาใส่ให้หนาๆ การห่อตัวหนาๆ นอกจากจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวแล้ว ยังทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน และเป็ลมแดดได้ในที่สุด”
สีหน้าของหลัวมู่อวี่เริ่มซีดเผือด มือข้างหนึ่งวางอยู่บนหน้าท้อง ท่าทางตื่นตระหนก
หลูเจิ้งชิงถอนหายใจเบาๆ เดินเข้าไปจับมือนาง กล่าวเสียงเบาว่า “ข้าไม่ได้จะทำให้เ้าใ เมื่อก่อนตอนที่ข้าฝึกงานในโรงพยาบาล ข้าเห็นเื่น่าเศร้าเช่นนี้มามาก ดังนั้นข้าจึงอยากใช้วิธีของข้าเองมาดูแลเ้า ดูแลลูกของเรา เ้าว่าดีหรือไม่? รอพ่อกับแม่ของเ้ามาแล้ว ข้าจะอธิบายให้พวกเขาฟังเอง”
หลัวมู่อวี่มองเขาด้วยความรักใคร่ แล้วก็พยักหน้า
