เจิงเทียนตามหวงเวยเจี้ยนมาติดๆอาวุธของเจิงเทียนคือดาบอ่อนที่ถูกสร้างขึ้นจากตระกูลเหวินแห่งเขาชู่ชานไม่เหมือนกับผู้เป็พ่อที่สามารถควบคุมต้นหนามเหล็กได้ เขาหยิบมันออกมาจากเข็มขัดแม้แต่พวกนักต่อสู้มือฉมังต่างก็พึงพอใจกับดาบนี้ดังนั้นอย่าได้พูดถึงเจิงเทียนที่เป็เพียงนักฝึกศาสตร์ระดับเบื้องต้นแบบนี้เลย
คุณชายเจิงเทียนเองก็รู้จักที่จะทำตัวให้ธรรมดา เขาดึงเอาผืนผ้าขึ้นปกปิดใบหน้า ก่อนที่จะพุ่งเข้าไปโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
“พวกนายรีบหนีไปเร็วเข้า!”
เขาใช้แรงลมผลักพวกหลินลั่วตงทั้งสามออกไปมีเพียงหรงตงหลินเท่านั้นที่สามารถรับรู้ได้ว่า รูปร่างและน้ำเสียงของคนคนนี้ช่างดูเหมือนกับคุณชายแห่งบริษัทเจิงชื่อที่บาร์ม่านเหยาเสียเหลือเกินเมื่อได้ยินดังนั้น เขาก็ลากเอาหลินลั่วตงและเหยียนเฟิงวิ่งออกไปทางด้านนอกและเพราะรู้ว่าหลินลั่วตงคือเป้าหมายของเ้างูั์ พวกเขาเห็นนายตำรวจคนหนึ่งถูกกัดหัวจนขาดด้วยตาของตัวเองเขาจึงไม่กล้าที่จะสร้างความลำบากให้กับคนอื่นจึงทำได้เพียงแค่วิ่งไปยังทางที่ว่าง
เจิงเทียนปักปลายดาบลงที่พื้นก่อนที่จะใช้แรงในส่วนนี้ช่วยในการะโร่อนไปยังบริเวณด้านข้างของเ้างูั์
อยู่ๆ เสี่ยวจินก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงขึ้นมา ดังนั้นผู้เป็พ่อจึงต้องแบกรับการใช้เวทอยู่เพียงแค่คนเดียวหนามเหล็กนั้นแข็งแกร่งมากแต่ผู้เป็พ่อก็ยังคงขาดประสบการณ์ในการต่อสู้ที่แท้จริงเมื่อสักครู่เป็่เวลาที่ดีที่สุดในการทำการโจมตีแต่เขาก็ยังคงโจมตีออกไปได้ไม่ทัน ตอนนี้เขาจึงต้องรับหน้าที่ในการบังคับจับตัวของเ้างูเอาไว้และไม่สามารถอาจจะปล่อยมือออกมาจัดการกับเ้างูได้
ดาบของเจิงเทียนดูราวกับสายรุ้ง มันขยับล่องลอยไปในอากาศดาบอ่อนในมือของเขาเปล่งประกายแสงออกมาก่อนจะทิ่มแทงเข้าไปในบริเวณดวงตาข้างขวาของงู!
ปลายดาบที่ว่องไวขยับเคลื่อนไหวราวกับงู แต่ว่าตัวเองสิ่งที่เจิงเทียนกำลังต่อสู้ด้วยอยู่ นั่นคืองูจริงๆ เขาจะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่?
ดูเหมือนว่าจะเป็เพียงเวลาสั้นๆ ไม่กี่วินาทีแต่ความหวังจากผู้คนมากมาย กลับรวมกันอยู่ที่นี่
หัวหน้าหน่วยตำรวจกำลังขอกำลังเสริมอยู่เมื่อเห็นว่ามีคนเข้าไปร่วมกันต่อสู้ เขาก็สั่งให้หยุดการยิงลงเนื่องจากเกรงว่าจะสร้างปัญหาขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
ในตอนนี้ แม้กระทั่งนักข่าวนอกสถานที่ ที่เอาแต่พูดโวยวายอยู่ตลอดเวลาก่อนหน้านี้ตอนนี้ก็ยังเข้าไปหลบอยู่ที่บริเวณมุมหลืบ โดยแทบที่จะลืมหายใจไปแล้ว
ท่าทางที่เกิดขึ้น แม้ว่ามองด้วยตาเปล่าจะเป็เพียงชั่ววินาทีแต่จุดสีแดงที่เด่นขึ้นมาบนกล้อง ทำให้เห็นว่ามันกำลังบันทึกภาพดาบที่หลังจากนี้คงจะถูกผู้คนชาวจีนมากมายทั้งชายและหญิงจดจำไปโดยไม่มีวันลืมความจริงในตอนนี้เจิงเทียนที่ปิดหน้าปิดตาดูน่าตลก กำลังควบคุมอนาคตของตัวเขาเอาไว้
ไม่ใช่เพียงแค่หลินลั่วตงและหรงตงหลิน แต่ที่สำคัญตอนนี้คนที่พยายามจะจับกุมตัวของเ้างูประหลาดเอาไว้ คือผู้เป็พ่อของ ‘อาจารย์พี่หลิน’ เจิงเทียนรู้สึกว่าในร่างกายของเขาถูกบางอย่างที่เรียกว่า‘เืไก่อ่อน’ ไหลเวียนเข้ามาหลังจากพี่เขาตวัดดาบนี้ลงไปแล้ว เมื่อนึกย้อนกลับไปเขาก็รู้สึกใอยู่ไม่น้อยนี่ทะลุข้ามผ่านระดับปกติของเขาไปแล้ว!
งูั์ดิ้นรนไปมา มือของเจิงเทียนออกแรงมากขึ้น ในทุกบริเวณที่ปลายดาบขยับไปอากาศก็จะถูกตัดผ่านให้ขาดออก
“ฉับ!”
เสียงอาวุธมีคมตัดผ่านเนื้อดังขึ้นดาบอ่อนที่ถูกสร้างขึ้นจากเหล็กแท้ปักลงไปในบริเวณที่บอบบางที่สุดของเ้างูประหลาดอย่างตาขวาของมัน!
เืงูกระจายไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็คนที่อยู่ลานหน้าห้างเอง ตำรวจหรือว่าผู้ชมที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสดจากสถานีโทรทัศน์อยู่ในตอนนี้ทุกคนต่างก็ส่งเสียงร้องดีใจขึ้นมาพร้อมกัน
ดีจริงๆ!
เจิงเทียนเองก็รู้สึกว่ามันดีมากจริงๆภายในดวงตาของงูก็คือส่วนสมอง แม้ว่าเ้างูประหลาดจะเก่งมากแค่ไหนแต่หากว่าเขาสามารถฟันดาบลงไปทำให้สมองของมันแตกกระจายได้อีกครั้งมันจะยังคงมีชีวิตได้อยู่อีกจริงหรือ?
ข้อมือของเจิงเทียนขยับสั่นไหว รอยยิ้มที่ยังไม่ทันได้คลี่ออกของเขาก็แข็งทื่อขึ้นมา
ให้ตายเถอะ ดาบอ่อนของเขาติดอยู่ในกระดูกงูเสียแล้ว!
เ้างูั์หันหน้ามาพ่นไอสีเหลืองใส่เจิงเทียนเขารู้ได้ถึงความอันตรายของมันจึงรีบปล่อยมือจากดาบและะโหลบหนีออกมาทางด้านข้าง
เืของงูกระจายไปทั่วทั้งพื้นที่ซินหยวนผิงรู้สึกว่ามันช่างดูน่าเบื่อเสียเหลือเกินเธอยืนเด่นอยู่บนยอดไม้แต่ภายในกล้องวิดีโอกลับบันทึกได้เพียงแค่ต้นไม้ใหญ่และไม่เห็นแม้แต่เงาร่างของเธอ
เจิงเทียนขบริมฝีปากแน่นแต่กลับไม่อาจจะกั้นเืสีดำที่ไหลทะลักออกมาทางปากเขาไม่ได้แม้ว่าเขาจะรีบถอยออกมาแล้ว แต่ก็ยังได้รับพิษมาอยู่ดี...
ทุกคนต่างก็บอกให้เขาหนี แต่ว่าพ่อของเขายังต่อสู้อยู่กับงูั์นั่นแล้วหลินลั่วตงจะสามารถวิ่งหนีไปอย่างสบายใจได้อย่างไร เมื่อมาถึงด้านหลังรถตำรวจให้ตายอย่างไรหลินลั่วตงก็ไม่ยอมขยับไปไหนอีกดังนั้นหรงตงหลินและเหยียนเฟิงเองก็ไม่สามารถจะทิ้งเด็กเอาไว้คนเดียวได้
ทั้งสามเพ่งความสนใจไปที่สถานการณ์บริเวณลานหน้าห้าง พวกเขารู้สึกดีใจกับดาบที่ดูน่าใของเจิงเทียนแต่เมื่อเห็นว่าดาบอ่อนของเจิงเทียนติดอยู่ในดวงตาของเ้างูั์และตัวเขาเองก็ต้องขยับตัวหนีออกไป ทั้งสามก็รู้สึกกังวลขึ้นมา
แล้วหวงเวยเจี้ยนลูบเอาเศษดินบนใบหน้าออกก่อนที่จะพุ่งออกมาจากด้านหลังของรถตำรวจ เขามองไปยังหลินลั่วตงที่ยืนนิ่งอยู่พร้อมกับพูดออกมาด้วยความจริงจังกว่าปกติ “ทำไมนายถึงยังไม่หนีไปอีก?”
หลินลั่วตงคิดอยู่สักพักก่อนจะพบว่านี่คือเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขาเองแม้จะไม่รู้ว่าทำไมหวงเวยเจี้ยนถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แต่เมื่อเขาได้สติรับรู้ขึ้นมาแล้วเขาก็รีบดันตัวของหวงเวยเจี้ยนโดยพลัน
“ที่นี่อันตรายเกินไปหวงเวยเจี้ยน นายรีบออกไปเร็วเข้า!”
ราวกับเด็กน้อยแสนเ็าคนนี้ไม่ได้ยินคำพูดเร่งเร้าของหลินลั่วตงเลยแม้แต่น้อยเขาถามต่อด้วยความรำคาญใจ “หลินลั่วตง ทำไมนายถึงยังไม่หนีไปอีก?”
หรงตงหลินและเหยียนเฟิงต่างก็อดหันมองไปทางเด็กชายที่ตั้งคำถามนี้ขึ้นมาไม่ได้หลินลั่วตงได้สติกลับมาในทันที คนที่พูดกับเขาอยู่ในตอนนี้คือหวงเวยเจี้ยนคนที่ไม่เคยมีการตอบรับกลับมา ไม่ว่าตัวเขาจะพยายามเข้าไปทำความรู้จักมากมายเท่าไรคนนั้น
“พ่อของฉันอยู่ตรงนั้น ฉันไปไหนไม่ได้หรอก!” หลินลั่วตงชี้ไปยังผู้เป็พ่อที่กำลังปล่อยพลังแบกรับอยู่เพียงแค่คนเดียวในบริเวณจุดเกิดเหตุแววตาของเขาปรากฏความดื้อรั้นของเด็กน้อยออกมา
แววตาที่ถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้เรือนผมของหัวเหว่ยเจี้ยนแสดงถึงบางอย่างที่ยากที่จะเข้าใจออกมาเขาเพียงแค่ส่งเสียงพึมพำกับตัวเองว่า “ยุ่งยากจริงๆ”
ซินหยวนผิงยืนอยู่ที่้า ความใกลัว ความดีใจและความสิ้นหวังของทุกๆ คนต่างก็ถูกพบเห็นอยู่ในสายตาของเธอเมื่อนึกไปถึงมือขวาที่ถูกหลินลั่วหรานะเิขาดแม้ว่าจะทำการผ่าตัดมือใหม่มานานแล้ว แต่ตอนนี้มันก็ยังคงรู้สึกไม่สบายเท่าไรนักเธอยกมือขึ้นสูง และในตอนที่เธอตวัดมือลงมาไอหมอกสีดำที่ผู้คนทั่วไปมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นก็ตัดลงบนเถาวัลย์ต้นหนามเหล็กราวกับมีดคม
เมื่อผู้เป็พ่อรู้สึกถึงแรงดึงที่เบาลงเขาก็ััได้ถึงความไม่ดีนัก เขารีบโปรยเมล็ดพันธุ์ออกไปแต่ดูเหมือนว่ามันจะสายไปแล้ว
เ้างูตัวใหญ่ไม่ได้รีบพุ่งไปทางหลินลั่วตงแต่กลับหันกลับมาตั้งใจจะกัดคนที่พันรัดมันเอาไว้ตลอดอย่างผู้เป็พ่อสถานการณ์ดูอันตรายมาก คนที่อยู่ตรงนั้นด้วยนอกจากเสี่ยวจินที่ร่างกายอ่อนแรงไร้พลัง ก็ยังมีเด็กน้อยเ็าที่พูดถึงความน่ารำคาญออกมา
เสี่ยวจินรู้สึกว่าพลังในสายเืของมันกำลังเรียกร้องก่อนที่จะพุ่งเข้ามาที่เส้นเืของมัน ปีกทั้งสองเปล่งประกายแสงออกมาและกรงเล็บอินทรีเองก็รู้สึกราวกับถูกเติมเต็มไปด้วยพลังมันรีบจับหางของเ้างูตัวใหญ่เอาไว้ ก่อนจะดึงให้ถอยมาข้างหลัง
เด็กชายที่สวมเสื้อผ้าขาดวิ่นมองดูจากภายนอกแล้วช่างดูน่าสงสารและน่าหัวเราะเขาะโพุ่งตัวออกมาท่ามกลางผู้คน ในขณะที่พวกตำรวจต่างก็พากันใร้อง “เด็กน้อย ตรงนั้นอันตราย” เขาวิ่งตรงไปยังทางของเ้างูประหลาดแล้วเด็กตัวน้อยหยิบเอาพู่กันขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายแสงออกมาจากกระเป๋าผ้ามองดูแล้วมันก็ดูน่าตลกขบขันเหมือนกับตัวเขา
ในขณะที่วิ่งผ่าน แรงลมทำให้ผมที่ปิดบังใบหน้าของเขาปลิวสยายออกดวงตาที่ถูกปกปิดเอาไว้ตลอด ดูดำสนิทเปล่งประกาย ผู้เป็พ่อใขึ้นมาก่อนจะรู้สึกว่าลักษณะท่าทางและสีหน้าแววตาของเขาดูเหมือนกับใครสักคน
เหมือนกับใครกันนะ?
หวงเวยเจี้ยนไม่ได้สนใจความคิดของคนอื่น เขาหยิบเอาพู่กันเก่าๆที่เปล่งประกายแสงสลัวออกมา ก่อนจะเขียนเป็ตัวอักษรขึ้นในอากาศ ในระหว่างที่ผู้คนที่มุงมองอยู่กำลังพากันคาดเดาว่ามันคือสัญลักษณ์อะไรเด็กชายก็พูดท่องออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างช้าๆ
“ห่านเอ๋ย ห่าน โก่งคอส่งเสียงร้องเรียกสู่ฟ้า...”
ในตอนแรกเด็กผู้ชายคนนี้ยังมีความรู้สึกว่าเขาอาจจะเก่งกาจไม่เหมือนภายนอก แต่เมื่อหวงเวยเจี้ยนท่องกลอนออกมาท่าทางการขยับปลายพู่กันที่ดูลึกลับของเขาก็ถูกทำลายลงไม่เหลือซาก
หลินลั่วตงไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขาเป็บ้าอะไรขึ้นมาคำพูดที่นักข่าวนอกสถานที่ได้เตรียมเอาไว้อย่างสวยงามมากมายแต่สุดท้ายเขาก็ได้แต่พูดว่า อืมๆ อาๆ ออกมา เขานึกคำพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
มีเพียงคนที่ใเสียจนเข่าอ่อนอย่างเหยียนเฟิง ที่ได้แต่ลอบกลืนน้ำลายลงไปพร้อมกับพูดบ่นขึ้นมากับตัวเอง “คลื่นซัดเข้ามาทีระลอกแบบนี้นี่จะต้องตายอยู่หาดทรายจริงๆ สินะ? นี่เพิ่งจะอายุเท่าไรเองแต่ก็รู้จักจะแกล้งบ้าบ้างแล้ว...”
แน่นอนว่าหวงเวยเจี้ยไม่ได้ทำอะไรบ้าๆ คนที่สามารถเห็นได้ถึงพลังที่อัดแน่นอยู่บริเวณปลายพู่กันของเขาก็มีเพียงแค่คนที่ยืนอยู่บนต้นไม้อย่างซินหยวนผิง
“เด็กคนนี้ดูน่าสนใจดีนี่สู้มาเล่นกับพี่สาวน่าจะดีกว่านะ!”
อักษรคลื่นที่หวงเวยเจี้ยนเพิ่งจะท่องออกมาเมื่อสักครู่มีชื่อว่า ‘ลวดลายแดงขยับเคลื่อนคลื่นใส’ พลังการโจมตีเกิดขึ้นเป็รูปร่างบริเวณปลายพู่กันแม้ว่าเขาจะไม่เคยได้ต่อสู้จริงๆ แต่ตัวเขาก็มีความมั่นใจในตัวเองมากเขามั่นไว้ว่าจะสามารถหยุดยั้งเ้างูประหลาดนี่เอาไว้ได้แน่!
และในตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะที่ถูกส่งมากับคลื่นของอากาศ หวงเวยเจี้ยนเงยหน้าขึ้นซินหยวนผิงในชุดสีดำยืนอยู่บนยอดไม้ รอยยิ้มของเธอดูอบอุ่นไร้ซึ่งอันตรายราวกับพี่สาวข้างบ้าน
