หลังจากผ่านค่ำคืนอันอบอุ่นที่หมู่บ้านบนูเากับโม่เชี่ยนนี หยางเฉินก็อาสาพาเธอไปส่งที่บริษัทในเวลาไม่นาน หลังจากที่เขาส่งเธอไปแล้วหยางเฉินก็พลันนึกขึ้นมาได้ถึงเื่สำคัญเื่หนึ่ง
เขาไม่ได้โทรศัพท์ไปบอกที่บ้าน
เนื่องจากหยางเฉินไม่คิดว่าเขาจะต้องมาค้างคืนกับโม่เชี่ยนนีใน่ก่อนหน้านี้ ทำให้าแเก่าที่เขาไม่ค่อยจะกลับบ้านกำลังจะฉีกขาดอีกเป็ครั้งที่สอง
บางทีภรรยาของเขาอาจจะไม่ให้ความเชื่อถือหยางเฉินอีกก็เป็ได้!
หลังจากที่บอกลาโม่เชี่ยนนีเสร็จเรียบร้อย หยางเฉินพยายามแค่นรอยยิ้มที่ดีที่สุดออกมาจากก้นบึ้งหัวใจเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ลง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาหลินรั่วซี
นี่อาจจะเป็จุดเริ่มต้นของาเย็นระหว่างทั้งคู่อีกครั้ง บางทีเธออาจจะเงียบใส่หรือไม่ก็แค่ถามว่าเขาไปไหนมาเท่านั้น
เมื่อคิดได้อย่างนั้นหยางเฉินก็โทรศัพท์ไปหาหลินรั่วซีทันที ไม่นานนักเสียงปลายสายก็ดังขึ้น
“มีอะไร?...” เสียงของหลินรั่วซีดูเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าซึ่งไม่เหมือนกับน้ำเสียงที่เธอพูดกับหยางเฉินแบบปกติ
ในตอนนี้น้ำเสียงของเธอดูเจือไปด้วยความเ็าเล็กน้อยเท่านั้น
“เอ่อ... คือเื่เมื่อวานตอนเย็นน่ะครับ” หยางเฉินกลืนน้ำลายลงคอ “เมื่อวานผมไม่ได้กลับบ้าน ผมเลยโทรมาขอโทษภรรยาที่รักของผมน่ะครับ”
หลินรั่วซีเงียบไปเป็เวลานานก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง “เมื่อวานนายไม่ได้กลับบ้าน?”
หยางเฉินรู้สึกแปลกใจ ทำไมเธอถึงไม่รู้เื่นี้?
“เมื่อคืนฉันทำงานล่วงเวลาเลยไม่ได้กลับบ้าน” หลินรั่วซีกล่าว
หยางเฉินแทบจะพ่นเืรดพวงมาลัย เขาเกือบเสียหน้าบอกเื่ของตนเองไปแล้วไหมล่ะ!
หยางเฉินเอ่ยถามหลินรั่วซีอีกครั้ง “คุณคิดว่าตัวเองทำงานล่วงเวลาได้ตลอดเลยหรือไงครับ? คุณบ้างานถึงขนาดนั้นเลยเหรอ? คุณคิดว่าตัวเองเป็พวกบ้าพลังที่กำลังคิดค้นผลงานใหม่ๆ จนไม่รู้เวล่ำเวลาหรือไง ถ้าคุณเป็อะไรขึ้นมา คุณคิดว่าจะมีใครเข้าไปช่วยคุณที่ออฟฟิศทันมั้ย?”
“นั่นมันไม่เหมือนกัน ฉันไม่ได้ทำงานตอนบ่ายสักหน่อย เมื่อคืนนายก็ไม่ได้กลับบ้าน คิดว่าทำอย่างนั้นมันดีกว่าฉันนักหรือไง?” หลินรั่วซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า
หยางเฉินยังคงเถียงเธอต่ออย่างไม่ลดละ “ก็เพราะว่ามันไม่เหมือนกันไงล่ะ ที่ผมทำไปผมก็บอกแล้วว่ามันผิด แต่ที่คุณทำมันเป็การทำร้ายร่างกายของคุณโดยตรง ต่อให้บางคนที่แข็งแรงกว่าคุณก็ยังพลาดล้มป่วยมาแล้ว ถ้าคุณทำต่อไปก็ไม่ต่างอะไรจากการตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง คุณเป็พวกสมองหมูหรือไง?!”
“นายกล้าด่าฉันว่าสมองหมูงั้นเหรอ!?” เสียงของหลินรั่วซีดังขึ้นอีกหลายเดซิเบล เธอแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าหยางเฉินจะกล้าด่าเธอจริงๆ
แต่หลินรั่วซีก็คิดคำด่าผ่านโทรศัพท์ไม่ออก เธอจึงได้แต่พูดว่า ”นาย...” ออกมาเป็เวลานานเนื่องจากไม่รู้จะด่าหยางเฉินกลับว่าอย่างไรดี
หยางเฉินค่อนข้างตื่นเต้นที่ได้ประชันฝีปากกับหลินรั่วซี “อะไรครับ? ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะผมกลัวว่าพฤติกรรมนี้จะทำลายร่างกายของคุณเข้าสักวัน ผม้าให้คุณปรับปรุงตัวและหันมาดูแลร่างกายให้มากขึ้น คนบ้างานอย่างคุณกล้าพูดว่าตอนเย็นไม่ได้ทำงานแต่มาทำตอนดึกแทน ข้าวเย็นน่ะได้กินบ้างมั้ย? ทำตัวเป็พวกสัตว์เซลล์เดียวไม่กินไม่นอนไปได้ คอยดูเถอะ เดี๋ยวรอยย่นกับรอยตีนกาก็ขึ้นบนใบหน้าคุณ สักพักประจำเดือนของคุณก็จะหมดลงไม่ช้าก็เร็ว!”
“นาย... นายมันอันธพาล! กล้าดียังไงมาบอกว่าฉันกำลังจะหมดประจำเดือน?!” หลินรั่วซีเถียงเขากลับจนเธอแทบจะเป็ลม
“นี่... ผม” หยางเฉินกระแอมไอเล็กน้อย “หลังจากนี้ผมไม่อนุญาตให้คุณทำงานล่วงเวลาอีกต่อไป ถ้าผมรู้ว่าคุณทำอีกผมจะเข้าไปถีบประตูออฟฟิศคุณแล้วฉุดคุณออกมาทันที หรือไม่ผมก็อาจจะยืนอยู่เป็เพื่อนคุณทั้งคืน ผมอยากจะรู้จริงๆ ว่าที่งานล่วงเวลานี่เขาทำกันยังไง!”
“นายไม่ต้องมาสั่งสอนฉันเื่นี้ นายอย่าลืมว่าเราต้องไปงานเลี้ยงตระกูลหลิวในคืนนี้ตอนบ่ายสาม ฉันจะโทรมาอีกครั้งเมื่อถึงเวลา จำไว้ ห้ามลืมโดยเด็ดขาด!” หลินรั่วซีวางสายโทรศัพท์ในทันทีที่พูดจบ
ที่สำนักงาน หลินรั่วซีกำลังเหม่อลอยจนลืมเสียงต่างๆ ที่ดังอยู่รอบๆ ตัว ถึงแม้ว่าหยางเฉินจะทำตัวเหมือนอันธพาลกับเธอแต่เขาก็พูดถูกในบางเื่ โดยเฉพาะเื่ที่หลินรั่วซีไม่เคยคิดมาก่อน... เื่การเจ็บป่วย...
หลินรั่วซีเองก็ไม่คิดที่จะอยากทำงานล่วงเวลา แต่เอกสารกองใหญ่กำลังรอให้เธอจัดการอยู่ตรงหน้า เธอจึงกลับมาตั้งหน้าตั้งตาอ่านเอกสารอีกครั้ง
หยางเฉินค่อนข้างจะรู้สึกหดหู่ เขากลับมาที่บริษัทบันเทิงอวี้เหล่ยก่อนจะพบว่าหวังจี้และจ้าวเถิงกำลังรอเขาอยู่ที่สำนักงาน
“ตอนเช้ามีเื่อะไรหรือเปล่าครับ?” หยางเฉินเอ่ยถาม
จ้าวเถิงตอบเขาด้วยรอยยิ้ม “ผู้อำนวยการหยางครับ ทางเราตัดสินใจจะเซ็นสัญญาความร่วมมือกับคุณซื่อถูใน่บ่ายของวันนี้ที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท งานนี้สำเร็จได้เพราะท่านประธานล้วนๆ เลยนะครับ”
หยางเฉินไม่คิดว่าเฉียงเวยจะสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วถึงขนาดนี้ เขาอ่านสัญญาที่จ้าวเถิงส่งมาให้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็ข้อกำหนดด้านการลงทุนทั่วไป แต่ในส่วนของความร่วมมืออย่างเป็รูปธรรมนั้นยังไม่ได้กำหนดมา
“สัญญาฉบับนี้จะทำให้เรามีเงินอย่างน้อยก็ 200ล้าน เมื่อเรามีเงินจำนวนมากเราก็สามารถเริ่มต้นโครงการได้ พวกคุณได้คิดไว้บ้างหรือยัง?” หยางเฉินเอ่ยถาม
จ้าวเถิงและหวังจี้มองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่หวังจี้จะเป็คนตอบคำถามของเขา “ผู้อำนวยการคะ จริงอยู่ที่เราสามารถสร้างโปรเจกต์ใหม่ได้ทันทีด้วยเงิน 200ล้านนี่ เพียงแต่การจะทำอย่างนั้นก็จำเป็ที่จะต้องสร้างชื่อเสียงให้กับบริษัทก่อน เช่นการโฆษณาผ่านทางโทรทัศน์ เพราะทางบริษัทของเราไม่เชี่ยวชาญด้านโฆษณาชวนเชื่อสักเท่าไหร่ เนื่องจากการแข่งขันของบริษัทบันเทิงภายในวงการก็มีมาก ดิฉันคิดว่าเราควรที่จะโปรโมทบริษัทเพื่อสร้างความนิยมให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็อันดับแรกค่ะ”
“ผมสนับสนุนแินี้ มันเป็ทางเลือกที่ดีเลยล่ะครับ” หยางเฉินกล่าวพร้อมพยักหน้าให้กับเธอ
หวังจี้ดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น “แต่ก็มีบางส่วนที่ทางเรากำลังปวดหัวอยู่ค่ะ คืออีกไม่นานคณะกรรมการประเมินคุณภาพของผู้ผลิตสื่อกำลังจะมาประเมินพวกเราในไม่ช้านี้ ดูเหมือนพวกเขาจะเป็นักดนตรีและนักแสดงาุโที่มีประสบการณ์ บางทีพวกเขาอาจจะหัวเราะเยาะเราในทันทีที่เห็นนักแสดงหน้าใหม่ เราเลยอยากให้ผู้อำนวยการหยางช่วยคิดว่าเราควรจะทำยังไงให้คะแนนการประเมินออกมาดีได้น่ะค่ะ”
หยางเฉินรู้สึกว่าเขากำลังจะเจอเื่ปวดหัวอีก เนื่องจากทั้งคู่พบเจอปัญหาที่กำลังจะเข้ามาในไม่ช้า แต่หยางเฉินก็ไม่ได้คิดอะไรมากสำหรับเื่นี้ ปัญหาที่พบดูเหมือนจะไม่ได้ยากอย่างที่คิด
“ผมรู้ว่าพวกคุณมีปัญหาบางอย่างที่ต้องแก้ แต่มันไม่ใช่วันนี้ หลังจากนี้อีกหนึ่งเดือนผมจะกลับมาสรุปแผนงานทั้งหมดให้พวกคุณฟัง ส่วนเื่การจัดการที่เหลือพวกคุณเริ่มจัดการได้ั้แ่วันนี้เลย” หยางเฉินกล่าว
จ้าวเถิงและหวังจี้ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ทั้งคู่เผยรอยยิ้มโล่งใจออกมาก่อนที่จะขอตัวลาหยางเฉินกลับบ้านไป
หลังจากผ่าน่การวิเคราะห์อันน่าปวดหัวหยางเฉินก็รู้สึกมึนงงและง่วงนอนเล็กน้อย เขาวิ่งข้ามฝั่งไปยังบริษัทอวี้เหล่ยที่อยู่ตรงข้ามเพื่อกลับมาทานอาหารกลางวันกับจ้าวหงเยี่ยนและผู้หญิงคนอื่นๆ พร้อมทั้งพูดคุยเรื่อยเปื่อยไปด้วย
หลังจากนั้นเขาก็กลับมารอหลินรั่วซีจนกระทั่งเกือบถึงบ่ายสามของวัน และด้วยความตรงต่อเวลา ทันทีที่เวลาถึงบ่ายสาม โทรศัพท์ของหยางเฉินก็ดังขึ้นอย่างแม่นยำ หยางเฉินรับโทรศัพท์ด้วยความว่องไว เสียงของหลินรั่วซีดังขึ้นที่ปลายสายด้วยน้ำเสียงเ็า
“มาหาฉันที่ลานจอดรถ” หลังจากนั้นเธอก็วางสายทันที
หยางเฉินแค่นรอยยิ้มออกมา ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้คงจะไม่เคยเอ่ยคำว่า “แค่นี้นะ” หรือ "ลาก่อน” ให้กับอีกฝ่ายได้ยิน
แต่หยางเฉินก็ไม่ยี่หระกับเื่เล็กๆ น้อยๆ เช่นนั้น หากเขามัวแต่สนใจเื่หยุมหยิมแบบนี้อยู่ล่ะก็ เขาคงจะเป็บ้าตายไปก่อนแน่
หยางเฉินรีบวิ่งไปยังลานจอดรถด้วยความรวดเร็ว เมื่อเขามาถึงหลินรั่วซีก็มารอเขาอยู่ก่อนแล้ว
ในตอนนี้หลินรั่วซีสวมเสื้อผ้าสไตล์ตะวันตกเข้ากับรองเท้าส้นสูงของเธอ ทำให้บรรยากาศของเธอดูเต็มไปด้วยความงดงามและความเ็าของผู้หญิงสูงศักดิ์ ข้างๆ ของเธอมีรถเบนท์ลีย์สีแดงจอดรอเขาอยู่
