ไม่ช้าคณะทูตซีเหลียงก็เข้ามาในเมืองหลวง ได้ยินว่าวันเข้าเมืองมีผู้คนไปต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ยิ่งใหญ่เอิกเกริก ทั้งได้ยินว่าองค์ชายแห่งซีเหลียงรูปโฉมประหนึ่งเทพเซียนบนสรวง์ หล่อเหลาอย่างหาได้ยาก พูดมาถึงจุดนี้ เฉียวเยว่กลับไม่ค่อยรู้สึกเชื่อ ไม่มีเหตุผลที่ทุกคนจะหน้าตาดีมากถึงปานนั้น
แน่นอนว่าทุกสิ่งล้วนมาจากที่ได้ยินเขาเล่ามา รายละเอียดเป็เช่นไรพวกนางก็ไม่รู้เหมือนกัน เฉียวเยว่ต้องไปสำนักศึกษา เดิมทีนางนึกว่าสำนักศึกษาที่เปิดสำหรับสตรีชนชั้นสูงจะเพียงแค่การสร้างภาพ สามวันตกปลาสองวันตากแห [1] แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย!
ช่างน่าสะพรึงยิ่ง หากพวกนางไม่มา ก็จะทำให้การเรียนล่าช้าได้ บางเื่ไม่เรียนวันสองวันยังพอไหว แต่อย่างวิชาคำนวณ หากไม่เข้าเรียนจริงๆ ก็เป็อันจบสิ้น
ด้วยเหตุนี้สำนักศึกษาสตรีจึงไม่ค่อยมีใครขาดเรียน เหล่านักเรียนหญิงเองก็มักไม่ค่อยสันทัดวิชาคำนวณ หากต้องเรียนเสริมอย่างจริงจังเพิ่มขึ้นอีก ก็จบอีกเหมือนกัน
หลังเลิกเรียนเฉียวเยว่สะพายกระเป๋าใบเล็กกำลังจะไป ฉินอิ๋งก็เข้ามารั้งเฉียวเยว่ไว้ก่อน เฉียวเยว่มองนางอย่างประหลาดใจ "เป็อันใด?"
ฉินอิ๋งลังเลชั่วขณะก่อนเอ่ย "เฉียวเยว่ คือว่าข้าอยากถาม ปรกติเ้าใช้ตำราอันใดทบทวนเป็พิเศษบ้าง ได้ยินว่าตอนนี้คณะทูตซีเหลียงเข้าเมืองมาแล้ว ใจของข้าว้าวุ่นสับสนไปหมด หากสำนักศึกษาสตรีของพวกเราพ่ายแพ้ให้กับพวกเขา หากข้ากลายเป็ตัวถ่วงจริงๆ เช่นนั้น..."
ผลการเรียนของฉินอิ๋งอยู่ในระดับปานกลาง แท้จริงแล้วก็ไม่ด้อย แต่เนื้อแท้ของนางค่อนข้างจะธรรมดา ดังนั้นจึงตกอยู่ในภาวะวิตกจริตอย่างมากมาสองสามวันแล้ว
เฉียวเยว่ส่ายหน้า "ข้าก็ไม่เคยใช้ตำราทบทวนพิเศษอันใด เ้าเคยมาบ้านข้าก่อนหน้านี้ก็เห็นแล้วมิใช่หรือ แต่ถ้าเห็นตำราเล่มไหนน่าสนใจเป็พิเศษข้าก็จะซื้อกลับมาอ่านเท่านั้นเอง"
ฉินอิ๋งก็รู้เท่านี้ นางถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า "เช่นนั้นข้าไปร้านหนังสือกับเ้าได้หรือไม่ ช่วยข้าเลือกหน่อย ทุกคราที่เห็นตำรามากมายก่ายกองเ่าั้ ก็รู้สึกสับสนไม่รู้ควรเลือกเล่มไหนดี"
เฉียวเยว่เห็นนางดูร้อนใจ ก็ตบบ่าของนางโดยตรง แล้วเอ่ยเสียงดุ "เ้าเป็อันใด พวกเราเรียนกันมานานขนาดนี้ ต้องเก่งกว่าพวกเขาอยู่แล้ว ซีเหลียงของพวกเขาจะเท่าไรกันเชียว รบรายังสู้พวกเราไม่ได้ ด้านวิชาการจะไหวได้อย่างไร พวกเราไม่แพ้หรอก"
แท้จริงแล้วเฉียวเยว่ก็สังเกตเห็นความหวาดวิตกของทุกคนตลอดหลายวันมานี้ นี่นับได้ว่าเป็การให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
"เ้าลองคิดดู พวกเราเรียนกันมาั้แ่ยังเล็ก เมื่อเข้ามาเรียนในสำนักศึกษาก็ยิ่งเข้มงวดจริงจัง พวกเราไหนเลยจะอ่อนด้อย ในเมื่อมิได้ด้อยกว่า ไยพวกเราต้องกลัวคนซีเหลียง อย่าว่าแต่จะไม่แพ้ ต่อให้พวกเราปราชัย ข้าก็รู้สึกว่ายังมีเหตุผลให้น่าให้อภัย หากพวกเขาอยากใช้การศึกษามาตบหน้าพวกเรา ก็ต้องมีการคัดเลือกสุดยอดคนเก่งจากทั่วแคว้น ขณะที่พวกเราไม่ได้คัดเลือกคนที่มีความโดดเด่นเป็พิเศษมาประลองกับพวกเขา พวกเ้าว่าข้าพูดถูกหรือไม่? เอาล่ะ อย่ากังวลไปเลย ทำใจให้สบาย พวกเราเพียงแสดงพลานุภาพของแคว้นใหญ่ออกมาข่มหัวพวกเขาให้ได้ก็พอ"
เฉียวเยว่ทำเหมือนว่าสามารถกำจัดพวกเขาได้อย่างง่ายดายจริงๆ แต่ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ทุกคนสบายใจขึ้น
"ไปกันเถอะ เ้าไม่อยากซื้อตำราแล้วหรือ พวกเราไปด้วยกัน ข้าจะช่วยเลือกให้เ้าเอง"
"ข้าไปด้วยสิ"
โม่หลันรีบเดินเข้าไป นอกจากพวกนางสามคนยังมีคนอื่นๆ อีกสองสามคนที่ไปด้วยกัน ั้แ่เกิดเื่ของหร่วนหลี ความสัมพันธ์ระหว่างฉินอิ๋งกับสหายร่วมชั้นเหล่านี้ก็ใกล้ชิดกันมากขึ้น เมื่อก่อนนางเอาแต่เดินตามหลังหร่วนหลีต้อยๆ แม้จะคุยกับคนอื่นๆ ได้ แต่ไม่สนิทชิดเชื้อกับผู้ใดเลย
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว นับว่านางคบหาสมาคมกับสหายร่วมชั้นคนอื่นๆ มากขึ้น
พูดถึงหร่วนหลีตัวต้นเื่ แม้ว่าจะถูกสกุลโจวหาเื่ขนาดนั้น นางยังคงกัดฟันไม่ยอมรับความสัมพันธ์กับโจวเนี่ยน ยืนกรานว่าเขามาตามตอแยนางเอง เฉียวเยว่ไม่รู้ว่าโจวเนี่ยนจะคิดอย่างไร แต่นางกลับรู้สึกว่าหร่วนหลีไม่มีทางแต่งงานกับโจวเนี่ยนอย่างเด็ดขาด
หากอยากแต่งจริงก็คงยอมรับั้แ่ตอนนั้น ไม่ต้องรอมาถึงทุกวันนี้
ทุกคนต่างเล่าลือกันไปต่างๆ นานา ทว่าคนรู้เหตุการณ์จริงกลับมีน้อยยิ่ง และทุกคนต่างไม่กล้าถามฉินอิ๋ง ด้วยเหตุนี้จึงมีคนรู้ไม่มากนัก แต่หร่วนหลียังคงมาศึกษาตามปรกติ เพียงแต่มักไปไหนมาไหนเพียงลำพัง
เฉียวเยว่เอ่ยในใจว่าคุ้มแล้วหรือ แต่นางเองก็ไม่อยากเข้าไปสอดส่องเื่ของครอบครัวผู้อื่น
ทุกคนมาถึงร้านขายตำรา โม่หลันก็ถอนหายใจ "มาที่นี่คราใด ก็เสียเวลานานมากทุกที เห็นเล่มนี้ก็อยากอ่าน เล่มนั้นก็อยากอ่าน"
หลังจากนั้นก็หัวเราะ
สตรีล้วนเป็เช่นนี้ ไม่ว่าเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องประดับหรือตำรา ล้วนต้องเดินดูเพื่อมิให้คลาดสายตา
เฉียวเยว่หัวเราะ "ดังนั้นคุณหนูกระเป๋าหนักทั้งหลาย พวกเ้าจะเข้าไปได้หรือยัง?"
โม่หลันถลึงตาใส่นาง "ไร้สาระ เ้าเองชัดๆ ซื้อเยอะกว่าใคร"
แม่นางเ่าั้เข้าไปในร้านขายตำรา มีแต่ดรุณีน้อยร่าเริงสดใส ย่อมจะดึงดูดสายตาคนจำนวนไม่น้อยให้หันมามอง
ร้านตำรามีสามชั้น แต่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมเพียงสองชั้น
พอมาถึงสถานที่ ทุกคนต่างค่อยๆ เงียบเสียงแล้วเดินเลือกของตนเอง
เฉียวเยว่อยู่ชั้นหนึ่งยังเลือกที่ชอบไม่ได้ จึงเดินขึ้นไปชั้นสอง ตามคำอธิบายของคนทั่วไป ชั้นหนึ่งเป็ตำราเรียน ส่วนชั้นสองเต็มไปด้วยตำราจิปาถะและเื่สนุกน่าสนใจทั่วไป
เฉียวเยว่เดินเลี้ยวเข้าไปที่ตู้หนังสือก็ต้องชะงักไปชั่วขณะ หรงจ้านสวมอาภรณ์สีขาวยืนอยู่ข้างตู้หนังสือริมหน้าต่าง ทั่วร่างเปี่ยมไปด้วยความสงบเยือกเย็น
เฉียวเยว่เดินย่องเข้าไปใกล้หรงจ้าน เตรียมจะหลอกให้เขาใจากด้านหลัง แต่พอเดินไปถึง ก็ได้ยินหรงจ้านเอ่ยว่า "เ้าอย่าใเสียเองล่ะ"
เฉียวเยว่ร้องเฮ่อ หลังจากนั้นก็มายืนยิ้มหน้าระรื่น "พี่จ้านก็อยู่ด้วยหรือ บังเอิญยิ่งนัก"
หรงจ้านไม่เงยหน้า สายตายังคงอยู่ที่ตำรา เอ่ยเสียงเรียบเบา "ตอนอารมณ์ไม่ดีต้องหาอะไรมาอ่านหน่อย"
พอเฉียวเยว่ได้ยินก็ถามทันควัน "มีคนรังแกพี่จ้านหรือเ้าคะ?"
หลังจากนั้นก็ทำท่าเข้าใจ "ใช่พวกซีเหลียงหน้าไม่อายเ่าั้หรือไม่?"
นางทำท่าเข่นเขี้ยวอย่างไม่ได้รับความเป็ธรรม
หรงจ้านเงยหน้าขึ้นมองเฉียวเยว่ เห็นใบหน้ากราดเกรี้ยวดวงน้อยแยกเขี้ยวยิงฟันปานอยากจะกัดคน ก็หัวเราะออกมา "ท่าทางของเ้าน่ารักจริงๆ แต่อย่าออกไปทำที่ไหนข้างนอก มันน่าอายเกินไป"
ให้ตายสิ ในเมื่อน่ารักแล้วเหตุใดถึงน่าอายเล่า เห็นได้ว่าคำพูดของคนผู้นี้ไม่มีความจริงใจ เฉียวเยว่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า "ท่านชอบเป็แบบนี้อยู่เรื่อย ไม่น่ารักเลย"
หรงจ้านเลิกคิ้ว "ไม่น่ารัก?"
เขาเก็บตำราในมือแล้วเอ่ยถาม "จะไปดื่มชาชั้นบนหรือไม่?"
พอเห็นเฉียวเยว่ท่าทางลังเล ก็เสริมขึ้นอีกประโยค "วันนี้ข้าทำชานมมาด้วย"
"ข้าเอา" เฉียวเยว่ตอบทันควัน
เป็คำตอบที่เด็ดขาดอย่างไม่มีข้อแม้
หรงจ้านยกยิ้มน้อยๆ "เ้าบอกสหายของเ้าก่อนก็ได้ ไม่เสียเวลาพวกนางมากนักหรอก"
เฉียวเยว่พยักหน้าทันที
นางยังไม่เคยขึ้นไปชั้นสาม เมื่อเดินตามหรงจ้านมาถึงข้างบน ก็เห็นการประดับตกแต่งที่ดูสง่างามยิ่ง ประตูหน้าต่างล้วนเป็ไม้แดงชั้นยอด แกะสลักอย่างประณีต เมื่อชาติภพก่อนเฉียวเยว่เคยเรียนโบราณคดี ย่อมรู้ราคาสิ่งของเหล่านี้เป็อย่างดี
อย่าว่าแต่อย่างอื่น แค่จากยุคสมัยนี้ ราคาก็เป็พันตำลึงทองแล้ว
เฉียวเยว่กวาดมองไปโดยรอบเก็บภาพทั้งหมดเข้ามาไว้ในสายตา หลังจากนั้นก็นั่งลงฝั่งตรงข้ามกับหรงจ้าน เห็นหรงจ้านโยนผ้าผืนหนึ่งให้ นางก็เช็ดมือของตนเองแต่โดยดี ในเมื่อเขาเชื่ออย่างแน่วแน่ว่านางไม่สะอาด นางก็ต้องเช็ดให้ดี
บาลาลาภูตผ้าเช็ดหน้ากายสิทธิ์
ขณะนี้หรงจ้านรินชานมให้นางเสร็จเรียบร้อย
เฉียวเยว่เลิกคิ้ว แล้วจิบเบาๆ หนึ่งคำ "ยอดเยี่ยม ข้าว่าท่านรู้จักเสพสุขได้ดียิ่ง"
ในชานมมีกลิ่นหอมหวานของนมเคล้ากลิ่นหอมจรุงของดอกเหมยกุ้ยชวนให้จิตใจชื่นบาน นอกจากนี้ยังมีกลิ่นหอมของชาที่น่ารื่นรมย์ เมื่อผสมผสานรวมกันแล้วจึงกลายเป็การเติมเต็มที่ลงตัว
ลิ้นของเฉียวเยว่เฉียบคมที่สุด
"ในนี้มีกลิ่นดอกเหมยกุ้ย" นางเอ่ยอย่างมั่นใจ
หรงจ้านผงกศีรษะ "ใช่ เ้ามักพูดว่าการเติมกลีบดอกไม้ลงไปจะยิ่งดี วันนี้ข้าลองดูแล้ว"
เฉียวเยว่ยกถ้วยชานมขึ้นมาจิบอีกคำ "ข้าพูดไม่ผิดใช่หรือไม่ ดีมากจริงๆ ล่ะสิ? ถึงข้ากลัวว่าทำออกมาแล้วอาจไม่ดี แต่ตามเหตุผลก็น่าจะถูกต้อง"
หรงจ้านยิ้มมุมปากอ่อนจาง เขามองริมฝีปากของนาง สีปากจืดชืดมาก หากในมุมมองของหรงจ้าน เขากลับรู้สึกว่าชานมนั้นไม่หวาน แต่ที่หวานน่ารักกลับเป็เฉียวเยว่ นางมักทำให้คนััได้ถึงความหอมหวานอ่อนจางสายหนึ่งเสมอ
ถึงนางจะไม่ใช้สีผึ้งเครื่องหอมประทินผิว แต่ยังคงให้ความรู้สึกเดียวกัน
ริมฝีปากอ่อนจาง กลายเป็สีขาวเพราะถูกเคลือบด้วยน้ำนม ทั่วร่างจึงดูคล้ายคลึงกับแม่หนูน้อยซึ่งยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม
ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ หรงจ้านก็รู้สึกร้อนขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนอากาศค่อยๆ อบอุ่นขึ้น ทั้งที่วันนี้เขาสวมอาภรณ์ไม่เยอะมาก ก็ยังรู้สึกร้อน
หรงจ้านไล้นิ้วมือไปบนกาน้ำใบใหญ่ที่บรรจุชานมมาจนเต็ม เอ่ยว่า "ยังมีเหลืออีกครึ่ง หากเ้าชอบและไม่รังเกียจก็เอากลับไปได้ สตรีดื่มชานมมีประโยชน์ต่อร่างกาย เ้าสามารถแบ่งปันให้พี่สาวกับมารดาของเ้าได้ หากชอบ วันหน้าข้าจะส่งไปให้อีก"
เฉียวเยว่อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะยิ้มจนตาหยีเป็เส้นตรง นางเอานิ้วชนกันพลางถามเสียงเบา "ดะ.. ได้หรือ? ข้าเอากลับไปได้หรือ แล้วท่านจะทำอย่างไร?"
หรงจ้านแกล้งหยอกด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม "เ้าคงไม่คิดว่าที่นี่จะไม่มีแม้แต่น้ำชาหรอกกระมัง?"
พอเฉียวเยว่ได้ยินก็พยักหน้าอย่างเด็ดขาด "เช่นนั้นข้าจะเอากลับเ้าค่ะ"
นางรีบลุกขึ้นค้อมกายอย่างงดงาม "ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านพี่จ้าน"
นางรีบเข้าไปคว้ากาใบใหญ่ทันควันราวกับกลัวว่าหรงจ้านจะเปลี่ยนใจ "เช่นนั้นข้าขอไปหาสหายของข้าก่อนนะเ้าคะ พวกนางยังรอให้ข้าไปช่วยเลือกตำราอยู่"
หรงจ้านทอยิ้มอ่อนจาง แล้วเอ่ยว่า "ช่างเป็หมาป่าตาขาวน้อยจริงๆ พอได้ของของข้าแล้วก็จะไป ไม่สนใจแล้วว่าเหตุใดข้าถึงอารมณ์ไม่ดี มาพินิจดูแล้วเสียแรงจริงๆ ที่เอ็นดูเ้ามาหลายปี"
พอถ้อยคำนี้เอ่ยออกมา เฉียวเยว่จะไปก็ไม่ได้ ไม่ไปก็ไม่ได้
แต่สาวน้อยเครื่องหน้าแข็งแรงยังคงตอบทันควัน "แล้วเื่ที่ทำให้พี่จ้านไม่สบอารมณ์เป็เื่ใหญ่มากหรือไม่ ข้าถามได้หรือ? หากรู้เื้ัของราชสำนักมากไปก็คงไม่ดีกระมัง ยิ่งรู้ความลับมากเท่าไร ก็ยิ่งถูกคนกำจัดเร็วขึ้น จุดนี้ข้าเข้าใจถ่องแท้"
เฉียวเยว่พยักหน้าอย่างแรง แสดงถึงความฉลาดเฉลียวของตนเอง
หรงจ้านอดไม่ได้ที่จะยื่นมือมาลูบดวงหน้าน้อยของนาง "เ้ารู้มากที่ไหนกัน ข้าไม่เห็นว่าเ้าจะรู้อะไรเลย"
เขาลุกขึ้น เดินเข้ามาใกล้จนแทบจะชิดข้างกายของเฉียวเยว่ ขนอ่อนของนางลุกชันทั้งตัว เอ่ยเสียงเบา "ทะ...ทะ...ท่านจะทำอันใด?"
...
[1] สามวันตกปลาสองวันตากแห หมายถึงการกระทำที่จับจด ทำๆ หยุดๆ ไม่ต่อเนื่อง
