ใจกลางลานกว้างผู้คนล้อมวงจับกลุ่มกัน
หลังจากจั๋วอวิ๋นเซียนทักทายเหมาปู้เอ้อแล้ว ก็ตรงไปในลานกว้างทันที ที่ตรงนี้วางชิ้นส่วนกลไกจำนวนมากกับอาวุธแปลกประหลาดหายากต่างๆ เอาไว้
“ไป๋เฮ่อ ของที่เ้า้าข้าทำเสร็จหมดแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเ้าแล้ว”
เหมาปู้เอ้อมิได้พักผ่อนมาเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ถึงแม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าเขายังคงมีท่าทางกระตือรือร้นเป็พิเศษ เพราะต่อจากนี้จะเป็่เวลาที่เขาได้เป็พยานกับปาฏิหาริย์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
จั๋วอวิ๋นเซียนมิได้พูดมาก ภายใต้ความช่วยเหลือของฉินตงหวู่กับอาเจ๋อ จึงประกอบชิ้นส่วนกลไกชิ้นแล้วชิ้นเล่าเข้าด้วยกัน
ยุทธภัณฑ์วิถีเซียน มีการสร้างอาวุธเป็พื้นฐาน มีอักขระเป็เส้นชีพจร มีค่ายกลเป็แกนกลาง ประกอบรวมกันด้วยกลไก
……
เวลาครึ่งชั่วยามผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
จั๋วอวิ๋นเซียนจดจ่อเป็พิเศษ ชิ้นส่วนกลไกนับร้อยชิ้นประกอบรวมกันอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยฝีมือของเขา
ขั้นตอนทั้งหมดในสายตาของคนภายนอก ทั้งลึกลับซับซ้อน และไหลลื่นดุจสายน้ำ เรียกได้ว่าเป็ผลงานจาก์ มีเพียงเหมาปู้เอ้อกับอาเจ๋อถึงจะเข้าใจความอัศจรรย์ของมัน
ผ่านไปอีกสักพักหนึ่ง เมื่อชิ้นส่วนกลไกชิ้นสุดท้ายประกอบเสร็จ เสาโลหะยาวห้าจั้ง สูงสามจั้ง ก็ปรากฏต่อหน้าทุกคน
ทุกคนจึงรีบล้อมวงเข้าไปมุงดูของสิ่งนี้
กงหยางอวี่ซ่านขมวดคิ้ว เขาอดกล่าวด้วยความแปลกใจมิได้ “ไป๋เฮ่อ ท่อนเหล็กแบบนี้จะเก่งกาจอย่างที่เ้าเล่ามาจริงหรือ? เหตุใดข้าจึงดูไม่ออกเลยเล่า?”
พวกหวู่อันถงก็เผยสีหน้าสงสัย พวกเขาไม่คิดว่าจั๋วอวิ๋นเซียนจะโอ้อวด เพียงแต่พวกเขามองไม่เห็นถึงโครงสร้างภายในของเสาโลหะ ไม่เข้าใจหลักการของมัน และััถึงความผันผวนของพลังิญญามิได้เลย
ท่อนเหล็กขนาดเช่นนี้ รูปลักษณ์ภายนอกประณีตมากจริงๆ แต่มิอาจใช้ในการต่อสู้ได้ ต่อให้ดูดีเพียงใดแต่ก็ไร้ประโยชน์?
“ไป๋เฮ่อ ของสิ่งนี้คืออะไรกันแน่?”
เหมยซิ้งหงถามจั๋วอวิ๋นเซียนด้วยความอดทน ตอนนั้นอีกฝ่ายเพียงแค่เอาแผนภาพออกแบบเซียนยุทธ์ให้พวกเขาดูและอธิบายพลังของเซียนยุทธ์คร่าวๆ พวกเขาจึงไม่รู้ประโยชน์ของสิ่งนี้
“สิ่งนี้มีนามว่า…” จั๋วอวิ๋นเซียนครุ่นคิดแล้วกล่าวออกไปลวกๆ ว่า “เรียกมันว่าค่ายกลหอคอยรวมิญญาเพลิงอัสนีทำลาย์แล้วกัน ขอแค่ความหมายถูกต้องก็พอแล้ว”
ทำลาย์อะไรกัน? รวมิญญาอะไรกัน? แล้วค่ายกลหอคอยอะไรกัน?
ทุกคนล้วนเผยใบหน้าสับสน ชื่อยาวเช่นนั้นเชียวหรือ? ฟังแล้วรู้สึกเหมือนมันเก่งมาก!
ความจริงแล้วชื่อ ‘ค่ายกลหอคอยรวมิญญาเพลิงอัสนีทำลาย์’ จั๋วอวิ๋นเซียนเพียงแค่ตั้งขึ้นมาลวกๆ เท่านั้น เซียนยุทธ์ชิ้นนี้ยังไม่มีชื่อ แต่เป็สิ่งที่เกิดจากทักษะของมรดกสืบทอดสำนักเทียนกงรวมกับความคิดและการออกแบบของเขา
สำหรับเื่ของพลังทำลายแล้ว มีเพียงทดลองแล้วถึงจะรู้
“ทุกคนอย่าเพิ่งรีบร้อน…”
จั๋วอวิ๋นเซียนตรวจสอบค่ายกลหอคอยรวมิญญาซ้ำไปซ้ำมา ท้ายที่สุดถึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “รบกวนขอแรงเ้าเกาะทั้งสามท่าน ยกค่ายกลหอคอยรวมิญญาอันนี้ไปที่กำแพงเมืองด้วยขอรับ อีกเดี๋ยวจะแสดงให้ทุกท่านเห็น”
“ข้าเอง”
กงหยางอวี่ซ่านร้อนใจมากจึงยกค่ายกลหอคอยรวมิญญาวิ่งไปทางกำแพงเมือง
การกระทำของเกาะสามเซียนมิอาจซ่อนสายตาคนอื่นได้ ขั้วอำนาจมากมายจึงรับรู้ทันที พวกเขาสงสัยว่าเกาะสามเซียนคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ ด้วยเหตุนี้ต่างคนต่างส่งคนไปสืบหาข้อมูล
……
ในกำแพงเมืองทางทิศใต้ มีหอคอยแห่งหนึ่งตั้งอยู่คู่กับกำแพงเมือง
ผ่านไปไม่นาน กงหยางอวี่ซ่านก็ยกค่ายกลหอคอยรวมิญญาขนาดใหญ่มาตรงพื้นที่โล่งบนหอคอย จากนั้นทุกคนก็มารวมตัวกันที่นี่ แม้แต่พวกจี้ไป๋อี้เมื่อได้ยินข่าวก็ตามมาด้วย
“ท่านเ้าหอเหมา รบกวนท่านใส่ศิลาเซียนที่เตรียมเอาไว้เข้าไป!”
“รับทราบ!”
เมื่อได้ยินคำสั่งของจั๋วอวิ๋นเซียน เหมาปู้เอ้อลงมืออย่างรวดเร็ว เขารู้สึกตื่นเต้น ตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าตอนสร้างอาวุธิญญาเสียอีก
ทุกคนมองเขาเอาศิลาเซียนนับแสนก้อนใส่เข้าไปในเตาหลอมด้านในค่ายกลหอคอยรวมิญญา จากนั้นเปิดใช้งานทีละขั้นตอนตามคำสั่งของจั๋วอวิ๋นเซียน
“ฮึมๆ!!!”
เมื่อกลไกค่ายกลหอคอยรวมิญญาถูกเปิดใช้งาน ศิลาเซียนนับแสนก้อนค่อยๆ หลอมละลายกลายเป็พลังิญญา…เมื่อพลังิญญาควบแน่นจนถึงระดับหนึ่งแล้ว จึงค่อยๆ กลายเป็ของเหลว…
ความผันผวนพลังิญญายิ่งมายิ่งรุนแรง ยิ่งนานยิ่งบ้าคลั่ง
ผู้คนไม่น้อยที่เห็นแล้วใจสั่นกลัว จนต้องถอยหลังไปหลายก้าว เพราะกลัวว่าค่ายกลหอคอยรวมิญญาจะะเิ แม้แต่เ้าเกาะสามเซียนทั้งสามคนก็ตื่นตระหนกเล็กน้อย ทั้งสามจดจ้องการเปลี่ยนแปลงของค่ายกลหอคอยรวมิญญาอย่างไม่วางตา หากเกิดปัญหาอะไรขึ้น พวกเขาจะลงมือควบคุมสถานการณ์ทันที
เมื่อเทียบกันแล้ว จั๋วอวิ๋นเซียนกับเหมาปู้เอ้อใจเย็นมาก นี่เป็สิ่งประดิษฐ์ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาด้วยมือ มีประสิทธิภาพเพียงใดมีผลลัพธ์อย่างไร พวกเขารู้ดีอยู่แก่ใจ จึงมั่นใจอยู่บ้าง
ความจริงแล้วถึงแม้พลังิญญาด้านในจะผันผวนอย่างรุนแรง แต่โครงสร้างโดยรวมยังมั่นคงมาก ไม่มีเค้าลางปั่นป่วนแม้แต่น้อย อักขระและแผนผังค่ายกลทั้งหมดล้วนส่องสว่างทีละตัวๆ
……
และเมื่อจั๋วอวิ๋นเซียนพยักหน้าให้สัญญาณ เหมาปู้เอ้อจึงใส่ลูกกลมๆ ขนาดเท่าศีรษะวัวไว้้าค่ายกลหอคอยรวมิญญา หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับตัวค่ายกล
“เ้าหอเหมา มันคือสิ่งใดกัน?”
กงหยางอวี่ซ่านทนไม่ไหวจึงถามด้วยความสงสัย คนอื่นต่างก็รอฟังอยู่เช่นกัน
เ้าหอเหมากล่าวด้วยรอยยิ้มประหลาด “นี่คือะเิเพลิงอัสนีทลาย์ ในนั้นมีลูกปัดเพลิงอัสนีสิบลูก โดยใช้ศาสตร์ทักษะสำนักเทียนกงผสานมันเข้าด้วยกัน พลังทำลายรุนแรงและน่ากลัวยิ่งกว่า…เ้าเกาะรองอยากจะทดสอบดูหรือไม่?”
ทดสอบหรือ? ทดสอบบ้านเ้า!
กงหยางอวี่ซ่านเกือบหลุดปากด่าออกไปแต่เขายังคงกลืนคำพูดกลับไป
เมื่อเหมยซิ้งหงกับจวงซวี่เหยาได้ยินคำอธิบายของเหมาปู้เอ้อ ก็อดหนังตากระตุกมิได้ หวู่อันถงกับฉินตงหวู่ก็เหงื่อไหลท่วมเช่นกัน! หากของสิ่งนี้ะเิ ไม่แน่ว่าเมืองอาจถูกทำลายไปครึ่งเมือง!
“พอได้แล้วเ้าหอเหมา ท่านอย่าขู่ให้ทุกคนกลัวเลย”
จั๋วอวิ๋นเซียนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ เขากล่าวอธิบายว่า “ทุกคนวางใจเถอะ ะเิเพลิงอัสนีทลาย์นี้ปลอดภัยมาก พลังจากภายนอกปกติมิอาจกระตุ้นการทำงานของกลไกภายในได้ และมันจะไม่ะเิด้วย มิเช่นนั้นจะแบกรับแรงกระแทกจากค่ายกลหอคอยรวมิญญาได้อย่างไร?”
“เหอะเหอะ”
เ้าเกาะทั้งสามหัวเราะอย่างอึดอัด พวกหวู่อันถงผ่อนลมหายใจออกมา
“ไป๋เฮ่อเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว เริ่มกันเถอะ!”
เหมาปู้เอ้อกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง พร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
จั๋วอวิ๋นเซียนมิได้รีบร้อน แต่หันไปกล่าวกับเหมยซิ้งหง “รบกวนท่านเ้าเกาะใหญ่ช่วยดูหน่อยว่าโจมตีตรงไหนจึงจะเหมาะสม…ระยะโจมตีครอบคลุมสิบลี้”
จากนั้นจั๋วอวิ๋นเซียนชี้แนะเหมยซิ้งหงเล็กน้อยถึงวิธีการใช้งาน เหมยซิ้งหงทำตามด้วยความระมัดระวัง
“ยิง!”
เมื่อเหมยซิ้งหงออกคำสั่ง แสงิญญาขนาดใหญ่พุ่งขึ้นฟ้า มุ่งตรงไปทางคลื่นน้ำสีเืที่ห่างออกไปหนึ่งพันจั้ง ตรงนั้นเป็แหล่งรวมของเผ่าสมุทร
ตอนนี้เผ่าสมุทรกำลังจัดทัพเตรียมตัวโจมตีเมืองครั้งต่อไป จึงคิดไม่ถึงว่ากำลังจะเกิดหายนะขึ้น
และเมื่อเผ่าสมุทรรู้ตัว รอบด้านก็กลายเป็ทะเลเพลิงอัสนีไปแล้ว ูเาสั่นไหวแผ่นดินสั่นะเื ตะวันจันทราดับแสง
“ตูม…”
“ตูมมม…”
พื้นที่ระยะร้อยจั้งถูกทำลายจนราบเป็หน้ากลอง คลื่นน้ำสีเืถูกทำลายหมดสิ้น
คลื่นพลังน่ากลัวกระจายออกไปไกลพันจั้ง เผ่าสมุทรที่อยู่โดยรอบล้วนตกตะลึง ไม่รู้ว่าเกิดเื่อันใดขึ้น
