บทที่ 2 : หัวมันเผาและข้อตกลงของคนแปลกหน้า
เสียงน้ำไหลเอื่อยๆ จากลำธารใสสะอาดช่วยชะล้างความขุ่นมัวในจิตใจของมู่หว่านชิงไปได้บ้าง
นางกวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ความเย็นสดชื่นทำให้สมองปลอดโปร่ง เมื่อก้มมองเงาสะท้อนในน้ำ นางก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้
ใบหน้าที่ปรากฏอยู่บนผิวน้ำนั้น แม้จะมอมแมมและซูบซีดจนแก้มตอบ แต่ก็ไม่อาจบดบังโครงหน้าอันงดงามได้ คิ้วเรียวสวยดั่งใบหลิว ดวงตากลมโตสุกใสที่แม้จะฉายแววอิดโรยแต่ก็ยังดูดื้อรั้น จมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อย และริมฝีปากบางที่ซีดเซียว หากได้รับการบำรุงที่ดี ร่างนี้คงจะงดงามล่มเมืองได้ไม่ยาก
"เสียดายที่ตอนนี้ผอมจนเหมือนไม้เสียบผี..."
นางพึมพำ พลางลูบหน้าท้องที่แฟบแบน เสียงท้องร้องประท้วงดังก้องจนน่าอาย ตอนนี้ความสวยเอาไว้ก่อน ปากท้องสำคัญที่สุด
มู่หว่านชิงกวาดตามองไปรอบๆ ป่าชายเลนริมลำธาร ด้วยสายตาของนักพฤกษศาสตร์ นางมองเห็นโลกใบนี้ต่างจากคนทั่วไป สำหรับชาวบ้าน นี่อาจเป็แค่พงหญ้ารกชัฏ แต่สำหรับนาง... นี่คือซูเปอร์มาร์เก็ต
"นั่นมัน..."
ดวงตาของนางเป็ประกายเมื่อมองเห็นเถาไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่มีใบรูปหัวใจสีเขียวเข้ม พันเกี่ยวอยู่กับต้นไม้ใหญ่ นางรีบเดินเข้าไปดูใกล้ๆ พลิกใบดูอย่างละเอียด
"ไดออสโคเรีย (Dioscorea) ... หรือก็คือ มันเทศป่า!"
นี่คือแหล่งคาร์โบไฮเดรตชั้นเยี่ยม! คนในยุคนี้อาจไม่รู้จักและคิดว่าเป็วัชพืช หรือกลัวว่ามันจะมีพิษเหมือนพืชหัวชนิดอื่น แต่สำหรับมู่หว่านชิง นางแยกแยะออกทันทีว่าสายพันธุ์นี้กินได้และรสชาติดีด้วย
ปัญหาคือ... นางไม่มีจอบ
หญิงสาวมองซ้ายมองขวา ก่อนจะไปคว้าท่อนไม้เนื้อแข็งปลายแหลมที่หักอยู่แถวนั้นมาใช้ต่างเสียม นางลงมือขุดดินรอบๆ โคนต้นอย่างทุลักทุเล ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ขุดไปได้ไม่กี่ทีก็ต้องหยุดพักหอบหายใจ เหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผาก
"อดทนไว้ มู่หว่านชิง ถ้าไม่ขุด ก็ไม่มีกิน"
นางกัดฟันสู้ต่อ ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ในที่สุดนางก็ได้หัวมันขนาดเท่ากำปั้นเด็กมา 4-5 หัว แม้จะไม่ใหญ่มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับมื้อเช้า
มู่หว่านชิงนำหัวมันไปล้างทำความสะอาดที่ลำธาร ก่อนจะหอบเสบียงกลับไปยังกระท่อมด้วยความหวัง
...
เมื่อกลับมาถึงกระท่อม นางพบว่า ‘ตัวอันตราย’ ผู้นั้นได้ย้ายตัวเองกลับเข้าไปนั่งขัดสมาธิอยู่บนกองฟางมุมห้องแล้ว ท่าทางของเขาดูสงบนิ่งราวกับรูปสลักหิน ลมหายใจสม่ำเสมอเหมือนกำลังเดินลมปราณ (ถ้าในนิยายกำลังภายในมีจริงน่ะนะ)
มู่หว่านชิงไม่อยากเสวนาด้วย จึงเดินเลี่ยงไปที่หน้าเตาไฟเก่าๆ กลางห้อง นางวางหัวมันลง แล้วเริ่มมองหาเชื้อไฟ
"แย่ล่ะ..."
นางลืมไปเสียสนิทว่ายุคนี้ไม่มีไฟแช็ก และในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม กระท่อมนี้ไม่มีหินเหล็กไฟเหลืออยู่เลย ฟืนที่มีก็ชื้นเพราะฝนสาดเมื่อคืน
นางพยายามจะลองใช้วิธีปั่นไม้แบบลูกเสือ แต่ด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด ปั่นจนมือพองควันก็ยังไม่ขึ้นสักแอะ
"ฮึ่ย! ชีวิตมันจะรันทดอะไรขนาดนี้!" นางสบถออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว โยนท่อนไม้ทิ้งด้วยความหงุดหงิด
แก๊ก...
เสียงวัตถุบางอย่างถูกโยนกลิ้งมาหยุดที่เท้าของนาง มู่หว่านชิงก้มลงมอง มันคือ ‘ชุดจุดไฟ’ (หินเหล็กไฟและเชื้อไฟแห้งในตลับไม้ไผ่) สภาพดูดีมีราคา แตกต่างจากข้าวของในกระท่อมลิบลับ
นางหันขวับไปมองที่มุมห้อง ชายหนุ่มยังคงนั่งนิ่งอยู่ในท่าเดิม ไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว ราวกับว่าของสิ่งนี้ลอยมาเอง
"ท่าน... ให้ข้าหรือ?" นางถามหยั่งเชิง
"ถ้าเ้ายังมัวแต่ขูดไม้เสียงดังหนวกหูอยู่แบบนั้น ข้าคงตายเพราะรำคาญก่อนตายเพราะพิษ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ โดยไม่หันหน้ามา
มู่หว่านชิงเม้มปาก อยากจะสวนกลับไปสักประโยค แต่เมื่อเห็นแก่ของในมือจึงยอมสงบปากสงบคำ "ขอบคุณก็แล้วกัน"
นางจุดไฟอย่างคล่องแคล่ว (ขอบคุณทักษะแคมป์ปิ้งจากโลกก่อน) เปลวไฟสีส้มเริ่มลุกโชน ให้ความอบอุ่นและแสงสว่าง นางโยนหัวมันลงไปหมกในกองขี้เถ้า
ไม่นานนัก กลิ่นหอมหวานของมันเผาก็เริ่มตลบอบอวลไปทั่วกระท่อมเล็กๆ มันเป็กลิ่นที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุดสำหรับคนที่ท้องว่าง
โครก...
เสียงท้องร้องดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้... มันไม่ได้มาจากท้องของมู่หว่านชิง
นางหันขวับไปมองชายชุดดำทันที แม้ใบหน้าของเขาจะยังคงเรียบเฉย แต่ใบหูของเขากลับขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย มู่หว่านชิงหลุดขำออกมาเบาๆ อย่างช่วยไม่ได้
"คนเก่งก็หิวเป็เหมือนกันนี่นา" นางเขี่ยหัวมันที่สุกแล้วออกมาจากกองไฟ ปัดขี้เถ้าออก แล้วเดินถือไปยื่นให้เขาที่มุมห้อง 2 หัว
"กินสิ"
เซียวเหยียนซานไม่ขยับ จมูกของเขาขยับเล็กน้อยเพื่อสูดดมกลิ่น "นี่คือหัว 'กงกง' (หัวมัน) ชาวบ้านบอกว่ามันเป็อาหารหมู และบางชนิดมีพิษ"
"ข้าเป็คนเก็บมาเอง ข้ารู้ว่าอะไรกินได้อะไรกินไม่ได้" มู่หว่านชิงฉีกมันเผาในมือตัวเองออกเป็สองซีก ควันสีขาวลอยกรุ่น นางกัดกินคำโตเคี้ยวตุ้ยๆ ให้เขาดู "เห็นไหม? ข้ากินแล้ว ไม่ตาย ถ้าท่านกลัวตายก็นั่งหิวต่อไปเถอะ"
แม่ทัพหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือออกมาคว้ามันเผาไปจากมือนาง ััจากปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบ ตัดกับความร้อนระอุของหัวมัน
เขากัดกินคำเล็กๆ อย่างระมัดระวัง แต่เมื่อรสชาติหวานหอมและความอุ่นร้อนแผ่ซ่านไปในปาก ความระแวงก็ดูเหมือนจะลดลง เขาเริ่มกินเร็วขึ้น แม้ท่าทางจะดูหิวโหย แต่กิริยาการกินกลับดูสง่างามผิดวิสัยชาวบ้านทั่วไป ยิ่งตอกย้ำว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา
"รสชาติดี..." เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ หลังกินหมดไปหนึ่งหัว "ข้าไม่เคยรู้ว่าหัวกงกงจะหวานขนาดนี้"
"มันอยู่ที่สายพันธุ์และวิธีปรุง" มู่หว่านชิงนั่งลงไม่ไกลจากเขา กินส่วนของตัวเองพลางมองสำรวจาแเขาไปด้วย "แผลท่านเืหยุดไหลแล้ว แต่พิษในตัวท่านยังน่าห่วง ข้าไม่มียาถอนพิษ แต่ข้ารู้จักสมุนไพรบางตัวที่พอจะระงับอาการปวดได้ เดี๋ยวบ่ายนี้ข้าจะไปหามาให้"
เซียวเหยียนซานวางเปลือกมันลง เขาหันหน้ามาทางนาง แม้จะมองไม่เห็น แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงตำแหน่งของนางอย่างแม่นยำ
"ทำไมเ้าถึงช่วยข้า?" เขาถามเสียงเข้ม "ทั้งที่เ้าเองก็ลำบากยากเข็ญ และข้าก็เกือบฆ่าเ้า"
มู่หว่านชิงชะงัก นางกลืนมันคำสุดท้ายลงคอ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เพราะข้าไม่อยากเห็นคนตายต่อหน้าต่อตา... และที่สำคัญ ตอนนี้ข้าตัวคนเดียว ร่างกายอ่อนแอ ข้า้าแรงงาน"
"แรงงาน?" คิ้วเข้มเลิกขึ้น
"ใช่ ข้าช่วยชีวิตท่าน ให้ที่พัก อาหาหาร และจะหาสมุนไพรมารักษาให้" มู่หว่านชิงยื่นข้อเสนอ "สิ่งตอบแทนที่ข้า้า ไม่ใช่เงินทองที่ท่านไม่มีในตอนนี้ แต่ข้า้าให้ท่านเป็ 'ลูกจ้าง' ของข้า จนกว่าท่านจะหายดี หรือจนกว่าญาติท่านจะมารับ"
"เ้าจะให้แม่ทัพ... เอ่อนักรบอย่างข้า เป็ลูกจ้าง?" น้ำเสียงเขาเจือแววขบขันและประหลาดใจ
"ทำไม? นักรบผ่าฟืนไม่เป็หรือ? แบกน้ำไม่ได้หรือ?" นางสวนกลับ "ข้าเป็ผู้หญิงตัวคนเดียว อยู่ในที่กันดารแบบนี้มันอันตราย มีผู้ชายสักคนไว้เฝ้าบ้าน ไว้ใช้แรงงาน แลกกับข้าวแดงแกงร้อน ก็ถือว่ายุติธรรมดีนี่"
เซียวเหยียนซานเงียบไป เขาประเมินสถานการณ์ในใจ ตอนนี้เขาาเ็หนัก ตาบอดชั่วคราว วรยุทธ์เหลือไม่ถึงสามส่วน แถมศัตรูยังลอบกัดจนเขาต้องหนีมาที่นี่ การซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมชาวนาที่ไม่มีใครสนใจอาจเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดในการรักษาตัวและรอให้องครักษ์เงาตามมาเจอ
อีกอย่าง... สตรีผู้นี้มีความรู้เื่พืชพรรณที่แปลกประหลาด และฝีปากกล้าไม่กลัวตาย นางอาจมีประโยชน์มากกว่าแค่คนทำอาหาร
"ตกลง" เขาตอบรับสั้นๆ
"ดี!" มู่หว่านชิงดีดนิ้ว "งั้นกฎข้อแรก... ข้าชื่อ มู่หว่านชิง ท่านต้องเรียกข้าว่า 'นายหญิง' หรือไม่ก็ 'คุณหนูมู่' ห้ามเรียกว่า 'เ้า' เฉยๆ ... ส่วนท่าน ชื่ออะไร?"
ชายหนุ่มนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เขาไม่สามารถบอกชื่อจริงที่ะเืฟ้าดินนั้นได้
"ข้าแซ่ 'เซียว' ... เรียกว่า 'อาเซียว' หรือ 'อาเหยียน' ก็ได้"
"งั้นเรียก 'อาเหยียน' ก็แล้วกัน" มู่หว่านชิงลุกขึ้นปัดเศษดินออกจากกระโปรง "เอาล่ะ อาเหยียน ตอนนี้หน้าที่แรกของเ้าคือนอนพักผ่อนซะ ส่วนข้าจะออกไปสำรวจป่าอีกรอบ หวังว่ากลับมาแล้วจะได้เห็นเ้าเฝ้าบ้านดีๆ ไม่ใช่หนีไปตายที่ไหนนะ"
นางหันหลังเดินออกจากกระท่อมด้วยท่าทีมั่นใจ ทิ้งให้แม่ทัพหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นต้าหยวนนั่งนิ่งอึ้งอยู่กับที่
เขา... เซียวเหยียนซาน ผู้ที่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจ... บัดนี้กลับกลายเป็ 'ลูกจ้าง' ของสตรีชาวนาผอมแห้งไปเสียแล้ว
ชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะผ้าพันแผลที่หน้าอก มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "น่าสนุก... ข้าจะรอดูนายหญิงมู่ ว่าเ้าจะใช้งานข้าได้สักกี่น้ำ"
