สถานการณ์ตึงเครียด เลิกทำเป็เล่นได้หรือไม่?
แม้ใบหน้าจะรังเกียจ แต่ร่างกายกลับซื่อตรง ลูบศีรษะนางเบาๆ “ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว”
พูดจบ โจรในบ้านส่วนมากก็ถูกจับกุมหมด ส่วนด้านนอกยังคงมีเสียงเข่นฆ่ากันดังเป็พักๆ
เสิ่นม่านชักดาบออกมาเตรียมหนีอย่างระมัดระวัง แต่ถูกหนิงโม่ดึงคอเสื้อไว้ นางจึงหันไปบ่น “จะอยู่ให้ถูกฆ่าหรือ?”
หนิงโม่ “…”
ถูกฆ่าอะไร!
เขาตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “พวกใต้เท้าจางโจมตีจากด้านหน้าค่าย ส่วนคนของเราคอยประสานทั้งนอกใน ตอนนี้น่าจะควบคุมค่ายโจรไว้ได้แล้ว”
“เร็วเพียงนี้เชียวหรือ?”
ไร้สาระ! จะไม่เร็วได้อย่างไร?
หัวหน้าโจรทั้งสี่ถูกจับ กลุ่มโจรก็เป็ัไร้หัวยากจะประสานกันเป็กลุ่ม ค่ายโจรย่อมถูกโจมตีจนแหลกสลาย
จะว่าไป เื่นี้ต้องยกความดีให้เสิ่นม่าน
หนิงโม่เหลือบมองเสิ่นม่านอย่างลึกซึ้งและชมเชย “การปราบโจรครั้งนี้เ้าสร้างผลงานใหญ่”
เสิ่นม่านเองก็คิดเช่นนั้น “ยังต้องให้บอกอีกหรือ? ไม่รู้ว่าราชสำนักมีการมอบรางวัลสำหรับผู้ที่ปราบโจรหรือไม่? อย่างเช่น เงินทองจำนวนหนึ่ง ที่นาหรืออะไรเทือกนั้น หากไม่ได้จริงๆ ก็มอบทรัพย์ที่ยึดจากโจรก็ได้”
สมองนี่… หนีไม่พ้นเื่ทรัพย์สินเงินทอง
หนิงโม่กุมขมับ และตั้งใจอธิบายอย่างอดทน “ของโจรคือของสกปรก ต้องมอบให้คลังหลวง ห้ามเก็บไว้เอง เ้าห้ามมีความคิดสกปรก”
เสิ่นม่าน: ข้าไม่อยากได้สักหน่อย!
ชายชุดดำผ่านการฝึกมาอย่างดี จัดการเก็บกวาดซากและจับปลาที่เล็ดลอดออกจากแห
เสิ่นม่านหิวมาทั้งคืน สิ่งแรกที่ทำคือพาหนิงโม่พุ่งเข้าไปที่ครัวในค่ายโจร ทั้งสองทำบะหมี่ซีอิ๊วดำเนื้อหมูมาหนึ่งหม้อ บนโต๊ะมีแต่ร่างไร้ิญญา เสิ่นม่านจึงนั่งกินหน้าเตาทั้งอย่างนั้น
มีเพียงผีที่รู้ว่านางหิวมาทั้งวัน ตอนนี้แทบจะสามารถเขมือบหมูเข้าไปได้ทั้งตัว!
หนิงโม่ส่ายหน้าอย่างระอา คนบางคนแม้จะสวยขึ้น แต่ภาพลักษณ์ยังคงไม่ดีขึ้น ไม่เหลือความเป็กุลสตรีแม้แต่น้อย
หลังบ่นเสร็จ เขาก็ยกถ้วยไปนั่งข้างนางและกินบะหมี่ด้วยกัน
ฮือๆ นานแล้วที่ไม่ได้กินบะหมี่ที่หอมเช่นนี้!
ทั้งค่ายโจรและค่ายทหาร ฝีมือของพ่อครัวทั้งสองแสนจะธรรมดา หากไม่ใช่เพื่อประทังชีวิต เขาคงอาเจียนออกจนเกลี้ยง
พอทหารที่เข้ามาเก็บกวาดเห็นภาพนี้ ถึงกับตกตะลึง
เกิดอะไรขึ้น คนรูปงามสองคน แต่ตอนกินกลับ… ยากจะบรรยายได้!
ราวกับคนที่อยู่ในคุกนานหลายปีและเพิ่งออกมา
ทว่า… นี่บะหมี่อะไรกัน หอมเหลือเกิน! ทำเอาน้ำลายสอไม่หยุด!
จางหงอี้ก้าวเข้ามาในครัว เขามาตามหาหนิงโม่
“อาจารย์หนิง… เฮ้อ พวกเ้ากำลังกินของอร่อยอะไร? หอมน่ากินยิ่ง!”
เมื่อเห็นทั้งสองคนที่กำลังสวาปามกันอยู่หน้าเตา เขากลืนน้ำลายและถาม “ยังมีบะหมี่เหลือหรือไม่? ข้ามองจนเริ่มหิวแล้วเหมือนกัน”
เสิ่นม่านแก้มป่องและชี้ไปทางหม้อพร้อมกับพูดอู้อี้ “ยังเหลือครึ่งหม้อ ท่านตักเองหนึ่งชาม เหลือไว้ให้ข้าหน่อย”
หนิงโม่ “ตักได้เพียงหนึ่งชาม หากตักมากกว่านั้นข้าจะจัดการเ้า”
จางหงอี้ “…”
จัดการข้าอะไรเล่า! ไหนบอกว่าคนที่เลือกกินที่สุดในเมืองหลวงคือเ้าหนุ่มนี่ไม่ใช่หรือ? แล้วชายหนุ่มที่ตอนนี้มานั่งกินบะหมี่อย่างไม่เหลือมาดคือใครกัน?!
เขาตักบะหมี่ด้วยความหงุดหงิด เมื่อเห็นด้านข้างยังมีไข่ดาว จึงเพิ่มไข่ให้ตนเอง แล้วทั้งสามก็นั่งกินด้วยกัน
หอมจริง!
ลูกน้องที่วิ่งเข้าวิ่งออก “…”
โอ้ ท่านนายอำเภอผู้สง่างาม ตอนนี้กำลังนั่งยองกินบะหมี่ด้วยใบหน้าพึงพอใจกับหนุ่มสาวสองคน ภาพนี้ช่างประหลาดนัก!
เมื่อกินจนอิ่มพอดี จางหงอี้ลุกขึ้นและเรอออกมาอย่างพึงพอใจ
จากนั้นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงหันกลับไปถามหนิงโม่
“นาย… อาจารย์หนิง เมื่อครู่ปล่อยหญิงสาวยี่สิบกว่าคนในคุกใต้ดินออกมาแล้ว สมควรจัดการอย่างไรดี?”
หญิงสาวที่ถูกลักพาตัวขึ้นมาที่ค่ายโจร ย่อมถูกย่ำยีไปแล้ว ร่างกายจึงมีแต่รอยบอบช้ำ โดยทั่วไปแล้ว ต้องส่งข่าวให้ครอบครัวของพวกนางมารับกลับไปเอง
แต่กลับไปเช่นนี้ เกรงว่าชีวิตในอนาคตคงไม่ดีเท่าใด
จางหงอี้ทำใจไม่ค่อยได้ จึงมาถามหนิงโม่
หนิงโม่พินิจอยู่นานและเอ่ย “พาพวกนางไปรักษาตัวก่อน จากนั้นลองติดต่อครอบครัวของพวกนาง คนที่ครอบครัวยังมีชีวิตอยู่ก็ให้มารับตัว แล้วหาดูว่าในละแวกนี้มีคนยินดีสู่ขอพวกนางหรือไม่”
บนโลกนี้มีคนที่เห็นแก่ภาพลักษณ์ชื่อเสียง แต่ก็มีคนไม่ถือสา
หากแต่งงานในบ้านเกิดคงถูกคำติฉินนินทา แต่ถ้าแต่งไปนอกพื้นที่ นอกจากสามีของพวกนาง ย่อมไม่มีใครรู้ว่าพวกนางเคยผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้าง
นี่นับว่าเป็การลงเอยที่ดีที่สุดสำหรับพวกนางแล้ว
จางหงอี้รับคำสั่งและเตรียมออกไป แต่แล้วก็เหมือนจะนึกอะไรได้จึงหันกลับไปทางเสิ่นม่าน “แม่นางเสิ่น ครั้งนี้เ้ามีความดีความชอบใหญ่หลวง คิดได้หรือยังว่า้ารางวัลอะไร?”
เสิ่นม่านแววตาสว่างขึ้นทันใด “!”
ได้รางวัลจริงหรือ?
นางชี้มาที่ตนเอง “ข้าเลือกเองได้หรือ?”
จางหงอี้ส่ายหน้า “โดยหลักการแล้วทำไม่ได้ แต่ความดีของเ้าเป็ที่ประจักษ์ เช่นนั้นข้าจึงอนุญาตให้เ้าเลือก”
ยังมีเื่ดีเช่นนี้ด้วยหรือ!
เสิ่นม่านไม่ลังเล “ท่านไม่ต้องให้รางวัลเป็สิ่งอื่นแก่ข้า ขอแค่เงินก็พอ ตั๋วเงิน เงินเป็สิ่งที่ข้าไม่เคยปฏิเสธ จะน้อยจะมากก็ไม่เป็ไร ข้าไม่เกี่ยง”
หนิงโม่กุมขมับ ไม่เอาไหนจริงๆ!
จางหงอี้อึ้งไป ผู้หญิงคนนี้เดาทางไม่ถูกจริงๆ
เขาชำเลืองมองหนิงโม่ อีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆ เขาจึงหัวเราะ
“แม่นางเสิ่น ความ้าของเ้าช่างเรียบง่ายนัก”
เสิ่นม่านโบกมืออย่างใจกว้าง “จะอะไรได้อีกเล่า? ่นี้ข้าขาดเงินเปิดร้าน รอจัดการเื่นี้จบ ข้าก็จะกลับไปหาเงินเลี้ยงลูกต่อแล้ว”
เมื่อเอ่ยถึงลูก เสิ่นม่านถาม “ใต้เท้าจาง ต้าเป่าของข้าล่ะ?”
จางหงอี้ตอบโดยไม่ต้องคิด “อยู่ในค่ายทหารตรงตีนเขา วางใจได้ เขาเป็เด็กดีว่าง่าย ไม่สร้างปัญหาให้ทหารแต่อย่างใด”
ต้าเป่าเป็เด็กดีจริงๆ เพียงแค่คิดเสิ่นม่านก็เ็ปใจ
กลุ่มโจรถูกปราบจนราบเป็หน้ากลอง เสิ่นม่านไม่อยากอยู่บนค่ายโจรต่อแล้ว นางขี่ม้าลงไปยังค่ายทหารที่ตีนเขา
นางอยากรีบไปหาบุตรชายแสนดีของนาง หลายวันมานี้ไม่รู้ว่าได้กินอยู่ดีหรือไม่ ลำบากหรือเปล่า?
ท้องฟ้าเพิ่งสว่าง เสิ่นม่านก็มาถึงหน้าประตูค่ายทหาร
เหล่าทหารเห็นป้ายข้างเอวที่จางหงอี้มอบให้นาง ก็รีบพานางตรงไปยังกระโจมหลังหนึ่ง
ในกระโจมมีเตียงหลายเตียง ด้านในมีทหาราเ็นอนอยู่ อากาศปะปนไปด้วยกลิ่นขมของสมุนไพร
เสิ่นม่านขยับเท้าไปใกล้เตียงของต้าเป่า เด็กน้อยขอบตาดำคล้ำเป็วง กำลังนอนหลับสบาย ริมฝีปากยังพึมพำ
“ท่านแม่ ท่านแม่…”
เสิ่นม่านขอบตาแดงในทันใด นางสูดจมูกและััใบหน้าของเขาเบาๆ จากนั้นกระซิบ
“แม่อยู่นี่แล้ว ต้าเป่า แม่มารับเ้าแล้ว”
ไม่รู้เพราะจิตใจเชื่อมถึงกันหรือถูกเสียงรบกวนจนตื่น เด็กน้อยที่หลับตาอยู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เมื่อเห็นเสิ่นม่านที่ใบหน้าเปลี่ยนไป ต้าเป่าที่กำลังสะลึมสะลือเผยสีหน้าประหลาดใจ
“พี่สาวเทพธิดา ท่านเข้ามาได้อย่างไร?”
เสิ่นม่านกลั้นหัวเราะไม่ไหว บีบจมูกน้อยๆ ของเขา
“เด็กโง่ ข้าคือแม่เ้าอย่างไรเล่า จำข้าไม่ได้หรือ?”
“ท่านแม่?” ต้าเป่าลืมตาโตทันใด
-----
