บุรุษรูปร่างสูงใหญ่เอ่ยถามเสียงสูงว่า “ขออภัยขอรับ ที่นี่คือบ้านของสองสามีภรรยาหวังเฮ่ากับหลี่ซื่อใช่หรือไม่?”
หลิวซื่อที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านหลังจากไปขายซาลาเปาที่อำเภอ นางกำลังนั่งพักให้หายเหนื่อยก็ได้ยินเสียงะโแว่วมา หญิงชราเดินออกมาพลางสอดสายตามอง เอ่ยตอบว่า “ย่อมใช่”
“พวกเราเป็บ่าวรับใช้ในจวนตระกูลหม่า มาส่งมอบวัวให้ตามคำสั่งของฮูหยินของพวกเราขอรับ”
หลิวซื่อทอดสายตาผ่านซี่รั้วมองวัวตัวนั้น ทันใดนั้นแววตาของนางพลันสว่างวาบ ในใจยินดีเป็ล้นพ้น ทว่าอย่างไรก็ตามนางก็ยังคงต้องถามให้ชัดเจน อย่าให้เกิดข้อผิดพลาด “ตระกูลหม่า ตระกูลหม่าไหนหรือ?”
ยังคงเป็ชายร่างสูงผู้นั้นที่ตอบว่า “นายท่านของพวกเราคือเถ้าแก่ร้านเซียงเยวี่ยไจ คือตระกูลหม่านั้นขอรับ”
“ที่แท้ก็คือนายท่านหม่าแห่งตระกูลหม่านี่เอง ข้ารู้จัก ข้าเองก็เคยได้พบหน้านายท่านหม่าเช่นกัน ฮ่าๆ ฮูหยินของนายท่านหม่ามอบวัวให้ชิงชิงของบ้านเรา!” หลิวซื่อยินดีจนหัวเราะเสียงดัง นางรีบสาวเท้าก้าวยาวๆ ออกไปต้อนรับทันที
หลี่ชิงชิงที่กำลังกวาดพื้นในห้องโถง ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวด้านนอกก็รีบก้าวออกไปดูทันที ก่อนที่นางจะเห็นบุรุษสองคนในชุดสีเขียวกำลังจูงวัวเข้ามาในลานเรือน เอ๋ บุรุษสองคนนี้หน้าตาช่างคุ้นตานัก อีกทั้งฮูหยินแห่งตระกูลหม่าผู้นั้น นี่มันเื่อันใดกันแน่?
หลิวซื่อเหลือบสายตามองวัวทีหนึ่ง มองหลี่ชิงชิงทีหนึ่ง สุดท้ายก็เอ่ยด้วยใจที่แสนจะชื่นมื่นว่า “ชิงชิง ฮูหยินของนายท่านหม่ามอบวัวให้เ้าหนึ่งตัว วัวตัวใหญ่ขนาดนี้ จะให้ไถนาหรือลากเกวียนก็ย่อมสบายมาก!”
บุรุษทั้งสองในอาภรณ์สีเขียวทราบั้แ่แรกแล้วว่า สตรีอายุน้อยที่แต่งกายด้วยเครื่องประดับน้อยชิ้นตรงหน้าคือหลี่ชิงชิง ภรรยาของนายทหารที่ได้รับคำยกย่องชื่นชมไม่หยุดจากนายท่านหม่าชิง พวกเขาทั้งสองรีบรุดเดินขึ้นมาโค้งกายทำความเคารพและเอ่ยพร้อมกันว่า “ข้าน้อยหม่าต้าจู้ ข้าน้อยหม่าซานเหลียน ขอคารวะหลี่ฮูหยินขอรับ”
หลี่ชิงชิงพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะทอดสายตาไปทางวัว นี่คือวัวทางใต้ เป็วัวที่โตเต็มวัยแล้ว วัวทางใต้จะมีขนาดเล็กกว่าวัวทางเหนือเล็กน้อย
วัวตัวนี้มีความยาวประมาณสองหมี่ สูงประมาณครึ่งหมี่ ขนส่วนใหญ่เป็สีเหลือง ขาหน้าสองข้างแซมไปด้วยขนสีดำเล็กน้อย บนหัวมีเขาสีดำสองเขา จมูกทั้งใหญ่ทั้งดำ สะบักไหล่ใหญ่เล็กน้อย นับว่าเป็วัวตัวผู้ที่โตเต็มวัยแล้ว
อายุขัยของวัวอยู่ที่ยี่สิบปี ไม่รู้ว่าวัวตัวนี้อายุเท่าไรแล้ว?
หลี่ชิงชิงเอ่ยถามตามตรง “ไม่มีรางวัลใดที่ไร้ที่มาที่ไป เหตุใดนายท่านกับฮูหยินของพวกเ้าถึงมอบวัวให้ข้าหรือ?”
วัวทนได้ทั้งความร้อนและความหนาว แรงเยอะ เลี้ยงง่าย ดูแลก็ง่าย เป็ผู้ช่วยที่ดีสำหรับชาวไร่ชาวนา
วัวที่โตเต็มวัยหนึ่งตัว อย่างน้อยก็ขายได้สิบตำลึง ทั้งยังเป็สินค้าที่มีราคาสูงทว่าคน้าน้อย จึงทำให้ขายต่อได้ยากยิ่ง
ในแคว้นต้าถังมีวัวอยู่น้อย และราชสำนักยังออกกฎเื่การเลี้ยงวัวเป็พิเศษ ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจสังหารวัวได้ตามใจชอบ มีเพียงวัวที่ตายด้วยสาเหตุที่มิได้มาจากมนุษย์เท่านั้น ที่จะสามารถนำมารับประทานได้
หม่าต้าจู้หันกลับไปเห็นว่าด้านนอกมีชาวบ้านหลายสิบคนที่พากันมามุงดูวัว เขาเอ่ยเสียงต่ำว่า “ฮูหยิน ขอให้ข้าได้เข้าไปอธิบายให้ท่านได้ฟังด้วยเถิดขอรับ”
หลี่ชิงชิงเชิญทั้งสองคนเข้าไปในห้องโถง ก่อนเอ่ยถามว่า “นายท่านหม่ากลับมาจากแดนเหนือแล้วหรือ?”
หม่าต้าจู้มิได้สบสายตาหลี่ชิงชิง เขาเอ่ยตอบว่า “เป็เช่นนั้นขอรับ นายท่านของพวกเรากลับมาถึงเมื่อวันก่อน เมื่อวานนี้นายท่านได้เอ่ยถึงท่านกับฮูหยิน ฮูหยินของพวกเราค่อนข้างให้ความสำคัญกับท่าน จึงได้สั่งให้ข้าน้อยทั้งสองนำวัวมามอบให้ถึงหมู่บ้านขอรับ”
หลี่ชิงชิงผลิยิ้มบางพลางเอ่ย “ดูท่าการค้าของนายท่านหม่าในแดนเหนือจะกำลังรุ่งเรือง”
หม่าซานเหลียนยังไม่มีโอกาสได้เอ่ยสักคำ เขาก็คือบุรุษในชุดเขียวอีกคนที่ตัวเตี้ยกว่าเล็กน้อย ชายหนุ่มเอ่ยด้วยท่าทางภาคภูมิใจว่า “หลี่ฮูหยินกล่าวได้ถูกต้องแล้ว ข้าน้อยขออนุญาตเอ่ยตามตรงไม่คิดปิดบัง ครานี้นายท่านของพวกเรายังมีโอกาสได้เข้าวัง เพื่อรับรางวัลจากใต้เท้าในวังหลวงด้วยขอรับ”
เมื่อครู่หลี่ชิงชิงคิดเพียงว่า หม่าชิงอาศัยไข่เค็มในการเริ่มต้นธุรกิจการค้าในแดนเหนือ นางจะนึกได้ที่ใดว่าหม่าชิงสามารถอาศัยไข่เค็มในการรับรางวัลจากใต้เท้าในวังหลวง
ที่แท้แล้วเื่ราวก็เป็เช่นนี้ มิน่าเล่าฮูหยินของหม่าชิงถึงได้มอบวัวหนึ่งตัวให้กับตน
เพียงแต่ว่าหม่าซานเหลียนปฏิเสธที่จะเอ่ยถึงเื่ราวในวังเพิ่มเติม ส่วนหม่าต้าจู้ก็ยิ่งไม่เอ่ยสิ่งใดสักคำ
เมื่อหลี่ชิงชิงเห็นว่าฮูหยินของหม่าชิงรู้จักที่จะตอบแทน ในใจก็ให้รู้สึกซาบซึ้ง นางเอ่ยว่า “ข้าขอถามแซ่ของฮูหยินพวกเ้าได้หรือไม่?”
“ฮูหยินของพวกเราแซ่เฟิ่งขอรับ”
“ต้องขอบคุณเฟิ่งฮูหยินสำหรับวัวที่มอบให้แล้ว” หลี่ชิงชิงกำลังครุ่นคิดว่า การค้าต่อจากนี้จะเป็การร่วมมือระหว่างนางกับเฟิ่งฮูหยิน หรือนางกับหม่าชิง?
“ไอหยา บ้านเรามีวัวแล้ว!”
“ช่างเป็วัวที่ตัวใหญ่เหลือเกิน มันสูงกว่าพัวลาลาเสียอีก”
“ข้าขอลูบวัวได้หรือไม่?”
หวังฉิวตี้สามพี่น้องเดินวนรอบตัววัวในสวน พัวลาลาเองก็วนเป็วงกลมรอบตัววัวเช่นกัน มันกระดิกหางส่ายไปมา คนที่ไม่รู้คงคิดว่าวัวตัวนี้กับพัวลาลารู้จักกันมาั้แ่แรก
เด็กๆ ในหมู่บ้านที่ยืนอยู่นอกประตู มองหวังพั่นตี้สามพี่น้องด้วยสายตาอิจฉาเป็อย่างยิ่ง
ในหมู่บ้านหวังไม่ปรากฏวัวให้เห็นมานานกว่าสิบปีแล้ว ยามนี้วัวตัวนี้ถือว่าเป็วัวเพียงตัวเดียวที่มีในหมู่บ้าน
ไม่เพียงเด็กเล็กเท่านั้นที่อิจฉา แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังอิจฉาครอบครัวสกุลหวังยิ่ง
ภารกิจที่หม่าต้าจู้และหม่าซานเหลียนได้รับยังไม่เสร็จสิ้นดี พวกเขาต้องจูงวัวและพาหลี่ชิงชิงไปยังศาลาว่าการเพื่อลงบันทึก
เมื่อวานนี้พวกเขาได้ไปเยือนศาลาว่าการในเมืองเซียง เพื่อลบนามของวัวตัวนี้ออกจากผังสกุลตระกูลหม่า วันนี้พวกเขาจึงเดินทางเข้าอำเภอเพื่อลงบันทึกนามของวัวตัวนี้ใหม่ภายใต้ชื่อของหลี่ชิงชิง หลังจากนำใบบันทึกที่ศาลาว่าการอำเภอจัดการเสร็จ ไปมอบให้ศาลาว่าการของเมืองเซียงก็เป็อันเรียบร้อย
การเลี้ยงวัวก็ยุ่งยากวุ่นวายเช่นนี้ ทว่ามันช่างเป็สัตว์ที่ทำงานได้ดีเหลือเกิน อีกทั้งเื่อาหารก็ยังทานเพียงหญ้า ต่อให้ตายไปทั้งเนื้อทั้งกระดูกก็สามารถนำมาทำเป็อาหารได้ ส่วนหนังก็สามารถนำมาทำเป็รองเท้าได้ด้วย
“ดีเหลือเกิน ในที่สุดบ้านเราก็มีวัวแล้ว” ผู้เฒ่าหวังวิ่งรุดจากแปลงผักในสวนที่หลังบ้านเพื่อมาดูวัว ชายชรายินดีจนเกือบจะขยับเท้าเต้นระบำ ทุกคราที่เขาเห็นวัวบนถนนเส้นหลัก ความอิจฉาที่มีต่อเ้าของวัวก็มักจะพุ่งริ้วขึ้นมาทุกที
หวังจวี๋เอ่ยถามอย่างตื่นเต้น “พี่สะใภ้สามเ้าคะ ข้าขอเลี้ยงวัวได้หรือไม่?”
หลี่ชิงชิงเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม “ได้สิ”
หวังจวี๋กลอกตาวนรอบก่อนเอ่ย “ดีเหลือเกินเ้าค่ะ หลังจากนี้ข้าจะได้เลี้ยงวัวแล้ว พี่สี่ก็สู้ข้าไม่ได้แล้ว!”
สมาชิกในครอบครัวสกุลหวังล้วนปีติเป็อย่างยิ่ง
หลิวซื่อไม่กลัวความเหน็ดเหนื่อย นางตื่นเต้นที่จะได้เดินทางไปยังอำเภอเป็เพื่อนหลี่ชิงชิงเพื่อลงบันทึกนาม
ผู้เฒ่าหวังต้องตามไปด้วยแน่นอนอยู่แล้ว
ยามที่สองสามีภรรยาเดินไปตามเส้นทางในหมู่บ้านนั้น คนที่ได้พบหน้าล้วนไม่มีผู้ใดที่ไม่ยินดีกับพวกเขา
“ชิงชิงของข้าคือดาวนำโชค ครอบครัวของพวกเราล้วนได้รับพรจากชิงชิง”
หลิวซื่อหาได้เหมือนแม่สามีคนอื่น นางมิได้กดขี่ข่มเหงลูกสะใภ้ ทว่ามักจะยกย่องหลี่ชิงชิงอย่างไม่คิดตระหนี่แม้แต่น้อย
ผู้เฒ่าหวังเปล่งเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานใจยิ่ง ราวกับว่าอายุของเขาลดลงไปหลายปีเลยทีเดียว
ในใจของหลี่ชิงชิงเองก็ดีใจอย่างถึงที่สุดเช่นกัน
วัวสามารถลากเกวียน สามารถไถนา มันมีประโยชน์มากมายนับไม่ถ้วน
ก่อนหน้านี้หลี่ชิงชิงเองก็กำลังวางแผนจะซื้อวัวเช่นกัน ทว่าการซื้อวัวนั้นยุ่งยากเหลือเกิน นางจึงลังเลและคิดจะซื้อลาแทน ทว่ายามนี้ช่างดีเหลือเกิน ตระกูลหม่ามอบวัวโตเต็มวัยให้นางหนึ่งตัว ช่างเป็เื่น่ายินดีที่สมปรารถนาดั่งใจจริงๆ
ระหว่างทางไปยังอำเภอ หม่าต้าจู้เปิดเผยว่าตระกูลหม่าค่อนข้างมีอำนาจในเมืองเซียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการทหาร เขายังเอ่ยอีกว่า “การรวมพลทหารถือเป็เื่ง่ายสำหรับนายท่านของเราขอรับ”
หลิวซื่อพลันสนใจหัวข้อนี้ทันที นางอดที่จะโน้มกายไปเอ่ยข้างหูหลี่ชิงชิงไม่ได้ว่า “หากหวังเฮ่าสามารถเลือกเข้าร่วมค่ายทหารที่บ้านได้ก็คงดี”
หลี่ชิงชิงย่อมรู้ดีว่าการได้เป็ทหารในแถบหมู่บ้านย่อมสะดวกสบายกว่ามาก ทว่าหวังเฮ่าจะยินดีออกจากค่ายทหารที่เขาคุ้นเคย มาอยู่ในค่ายทหารแห่งใหม่เพื่อเริ่มต่อสู้ใหม่ั้แ่ต้นหรือ?
หัวใจของหวังเฮ่าปรารถนาที่จะเป็ทหารที่ดี
ไม่ทันได้รู้ตัว พวกเขาก็เดินทางมาถึงศาลาว่าการอำเภอแล้ว เพียงครู่เดียววัวตัวนี้ก็ได้รับการบันทึกว่ามีหลี่ชิงชิงเป็เ้าของ
หลี่ชิงชิงมาถึงแคว้นต้าถังได้ไม่กี่เดือน ในมือนอกจากจะที่ดินสองหมู่แล้ว นางยังมีวัวเป็ของตนเองอีกด้วย
ทันทีที่หม่าต้าจู้กับหม่าซานเหลียนออกจากศาลาว่าการ ก็ตั้งใจจะกลับไปยังตระกูลหม่าที่เมืองเซียงเพื่อรายงานเกี่ยวกับภารกิจนี้
หลี่ชิงชิงเอ่ยขึ้นว่า “คราวที่แล้วข้าได้ฝากพริกสับดองไปกับหลงจู๊ของร้านเซียงเยวี่ยไจที่เมืองเซียง ให้เขาช่วยส่งไปให้จวนของพวกเ้าได้ลองทาน ไม่ทราบว่าทั้งนายท่านและฮูหยินของพวกเ้าชอบมันหรือไม่ ข้ามีอาหารจานใหม่ที่ทำจากพริกสับดองอยู่สองสามจาน...”
