สายตาเอ็นดูของคนมีอายุมากว่ายังคงไม่เสื่อมคลายยามมองร่างบอบบางที่ไม่เคยทำงานหนักมาก่อน แต่บัดนี้กลับตั้งใจช่วยเหลืออย่างขะมักเขม้น อีกทั้งนับั้แ่เกิดเื่มาตัวเธอยังอดอึ้งกับการเปลี่ยนแปลงของหญิงสาวไม่ได้ที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วแม้จะผ่านเื่ราวอันโหดร้ายที่ถาโถมเข้ามามากมายก็ตาม
จากนั้นสองสาวก็ร่วมด้วยช่วยกันจัดร้านเพื่อเตรียมรอรับลูกค้าทันที แต่เพราะด้วยร้านที่เปิดใหม่และยังไม่เป็ที่รู้จักนั่นจึงทำให้หญิงสาวเกิดไอเดียออกไปเรียกลูกค้ายังหน้าร้านเพื่อเชิญชวนให้มาชิมกับข้าวในร้านอาหารใหม่แห่งนี้...
และแล้วทุกอย่างก็เป็ไปอย่างที่ตัวของหญิงสาวคาดการณ์เอาไว้...ด้วยรสชาติฝีมือการทำอาหารของอดีตแม่บ้านที่การันตีด้วยนักชิมอย่างตัวเธอแล้วว่าอร่อย นั่นจึงทำให้หลังจากที่มีคนมากินแล้วไปบอกกันปากต่อปากภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงอาหารก็หมดเกลี้ยงทันที แถมตัวหญิงสาวเองยังมีเวลาเหลือเฟือในการเตรียมตัวไปสมัครงานอีกด้วย
“แงๆๆ ทุกอย่างหมดเลยลูกจันอดกินของอร่อยเลยค่ะ”
ฉันแสร้งร้องพูดกับพี่นิดก่อนที่พี่นิดจะหัวเราะน้อย ๆ ด้วยความเอ็นดูให้กับท่าทางของฉัน
“คริคริ...ใครว่าอดกันค่ะ นี่พี่เก็บส่วนของเราเอาไว้ในตู้กับข้าวแล้วเดี๋ยวพี่ไปหยิบมาให้นะคะจะได้กินพร้อมกันเลย”
“ว้าว ~~ จริงหรอคะ พี่นิดสุดยอดเลยค่ะ”
ดวงตากลมใสประกายวาววับทันทีที่ได้ยิน พร้อมยกนิ้วโป้งเพื่อแสดงความยอดเยี่ยมให้กับคนตรงหน้า
“งั้นรอสักครู่นะคะ...” (^-^)
“ไม่เป็ไรเลยค่ะ พี่นิดนั่งเฉย ๆ เลยนะคะ เดี๋ยวลูกจันบริการเองค่ะ” (^-^)
จากนั้นเราก็จัดการกินอาหารที่พี่นิดแบ่งเอาไว้ให้กันจนอิ่มแปล้ ก่อนที่ฉันก็ขอตัวไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวไปสัมภาษณ์งานทันที
“ขอให้วันนี้เป็วันที่ดีของคุณลูกจันนะคะ ขอให้คุณลูกจันสมหวังดั่งปรารถนานะคะ” (^-^)
พี่นิดเอ่ยอวยพรฉันยกใหญ่จนหัวใจฉันพองฟูมีพลังขึ้นมา
“ขอบคุณค่ะพี่นิด ฝากคุณพ่อด้วยนะคะ วันนี้ลูกจันต้องเอาข่าวดีมาบอกพี่นิดกับคุณพ่อให้ได้เลยค่ะ” (^-^)
ใบหน้าสวยหวานโดยเฉพาะยามที่มันถูกแต่งแต้มได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ความงามที่ว่าจะเป็คุณก็เป็คุณจะเป็ภัยก็เป็ภัยทำให้คนที่ผ่านโลกมามากมายอย่างนิดอดเป็ห่วงไม่ได้
“ระวังตัวด้วยนะคะ มีอะไรรีบโทรมาหาพี่เลยนะ”
พี่นิดเอ่ยพูดด้วยความเป็ห่วงก่อนที่ฉันจะยิ้มกว้างพยักหน้าแล้วก้าวเท้าออกจากบ้านด้วยความมั่นใจ
ณ เคาน์เตอร์โรงแรมยามาซูมิ
“สวัสดีค่ะ ดิฉันขอสอบถามได้ไหมคะว่าตำแหน่งพนักงานต้อนรับยังเปิดรับสมัครอยู่ไหมคะ พอดีดิฉันจะมาสมัครในงานค่ะสามารถติดต่อท่านใดได้บ้างคะ” (^-^)
ใบหน้าสวยยิ้มแย้มอย่างเป็มิตรเอ่ยถามพนักงานต้อนรับที่อยู่ตรงหน้าฟอนต์โรงแรม
“เอ...ได้ติดต่อผู้จัดการเอาไว้หรือเปล่าคะ”
พนักงานสาวใบหน้าจิ้มลิ้มยิ้มแย้มตอบก่อนจะเอ่ยถามฉันด้วยใบหน้าเป็มิตรไม่ต่างกัน
“เอ่อ...ทางดิฉันยังไม่ได้ติดต่อกับทางผู้จัดการก่อนมาค่ะ พอดีดิฉันไม่ทราบว่าจะต้องติดต่อผ่านทางไหนเห็นทางหน้าเว็บไซต์แจ้งว่าสามารถ Walk in เข้ามาได้เลย”
ฉันอธิบายออกไปตามข้อมูลการรับสมัครงานหน้าเว็บไซต์ที่ได้แจ้งแค่ว่าเปิดรับสมัครงานและสามารถ Walk in เข้ามาได้เท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีช่องทางการติดต่อฝ่ายบุคคลทิ้งไว้เลย
และด้วยคำอธิบายของฉันที่เอ่ยออกไปพนักงานสาวที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยรู้เื่การรับสมัครก็ได้หันไปคุยกับเพื่อนที่อยู่ด้านข้างเพื่อขอความคิดเห็น ก่อนจะหันมาแจ้งฉันด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
“ต้องขอโทษด้วยนะคะ ถ้าไม่ได้นัดกับผู้จัดการไว้ก่อนคงต้องมาโอกาสหน้าแล้วล่ะค่ะเพราะวันนี้ผู้จัดการจะเข้ามา่บ่าย ๆ เลย อีกอย่างทางเราเองต้องขออภัยด้วยที่ไม่สามารถให้นั่งรอในล็อบบี้ได้ด้วย”
พนักงานสาวบอกด้วยสีหน้าจนใจแม้ว่าตัวฉันจะเข้าใจดีแต่มันก็อดที่จะผิดหวังไม่ได้
และในขณะที่ฉันกำลังยืนลังเลอยู่ว่าจะเอายังไงดีกับชีวิต ในจังหวะเดียวกันนั้นก็ได้มีลูกค้าโรงแรมเข้ามาติดต่อสอบถามเกี่ยวกับห้องพักพอดีและด้วยภาษาที่ไม่ค่อยพบได้บ่อย ๆ ในแถบนี้ นั่นจึงทำให้พนักงานต้อนรับออกอาการเลิ่กลั่กมองกันไปมา
ส่วนบทสนทนาของลูกค้าที่มีต่อพนักงานสาว...คำพูดที่บอกถึงความ้าที่จะเข้าพักยังคงถามพนักงานต้อนรับไม่หยุดด้วย้ารู้ว่าทั้งสองจะสามารถพักที่นี่เป็ระยะเวลาครึ่งเดือนได้ไหมและทางโรงแรมจะมีโปรแกรมพิเศษอะไรสำหรับคู่ฮันนีมูนบ้างหรือเปล่า และถึงแม้ว่าพนักงานสาวจะพอรู้ภาษาสากลอยู่บ้าง แต่ทว่า...ลูกค้านักท่องเที่ยวที่เป็คู่สามีภรรยากลับไม่สะดวกพูดภาษาสากลได้นอกจากภาษาบ้านเกิดตัวเอง
ความตื่นตระหนกและอาการประหม่ามาพร้อมกับอารมณ์ที่เริ่มมาคุของคู่รักนักท่องเที่ยวทันที อีกทั้งความ้าที่จะมาเข้าพักยังโรงแรมหรูกว่าครึ่งเดือนนั้นเป็เสมือนดีลใหญ่พอสมควรที่ถ้าหากพลาดไปแล้วละก็คงมีผลกระทบต่อการประเมินอย่างแน่นอน
และด้วยสถานการณ์ตรงหน้าที่ดูจะกระอักกระอ่วนมากขึ้นทุกขณะ ฉันที่ฟังภาษาของสองสามีภรรยาคู่นี้ออกก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปช่วย แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้งานในวันนี้ก็ตาม...
“Bonjour, คุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายมีอะไรให้ดิฉันช่วยเหลือสามารถแจ้งได้เลยนะคะ”
ฉันเปิดปากถามด้วยภาษาบ้านเกิดของทั้งสองลูกค้านักท่องเที่ยวไปจนทำให้ทั้งลูกค้าและพนักงานต่างเหวออึ้งไปตาม ๆ กัน
“Wow...พระเ้าช่วยคุณพูดภาษาเราได้ด้วยหรอคะดีจริง ฉันกับสามีชอบที่นี่มากเลยค่ะตั้งใจว่าจะมาฮันนีมูนที่นี่เลย แต่ติดตรงที่พวกเราเองไม่สะดวกพูดภาษาสากล”
ลูกค้าที่แสดงอาการดีใจออกมาอย่างไม่ปิดบังหลังจากรู้ว่าฉันสามารถสื่อสารกับเขาได้
จากนั้นฉันก็จัดการติดต่อประสานงานจนกระทั่งคู่ฮันนีมูนทั้งสองเข้าพักได้พร้อมกับแจ้งโปรโมชั่นเกี่ยวกับการมาฮันนีมูนตามที่สอบถามจากพนักงานจนคู่รักนักท่องเที่ยวทั้งสองพึงพอใจ
และด้วยการเซอร์วิสที่เป็มืออาชีพของฉันทำให้แม้กระทั่งก่อนที่ลูกค้าทั้งสองจะจากไปก็ยังเอ่ยขอบคุณฉันซ้ำ ๆ ไม่หยุด อีกทั้งยังแสดงเจตนารมณ์้าให้ฉันอยู่เป็ล่ามให้อีกด้วย...เพียงแต่น่าเสียดายที่ฉันไม่อาจทำตามปรารถนาของคนทั้งสองได้...
ส่วนฉันเองก็ทำได้แค่ส่งยิ้มหวานกลับเพื่อเป็การแสดงออกถึงไมตรีจิตให้กับคู่รักนักท่องเที่ยวแทน เพราะในเมื่อฉันไม่ได้งานแล้วในวันนี้ฉันก็ไม่สามารถที่จะรับปากที่จะเป็ล่ามให้กับคู่รักคู่นี้ได้
กระทั่งเมื่อทุกอย่างได้คลี่คลายลงแล้ว พนักงานต้อนรับก็ได้แต่โค้งตัวขอบคุณฉันกันเป็การใหญ่ นั่นก็เพราะโดยปกติแล้วจะมีแค่ผู้จัดการของพวกเธอเท่านั้นที่สามารถสื่อสารภาษานี้ได้เพียงแต่ว่าเพราะวันนี้เขาไม่อยู่
“ขอบคุณมากนะคะ...ขอบคุณจริง ๆ” (^-^)
พนักงานสาวสองคนที่อยู่ตรงฟอนต์โค้งตัวปลก ๆ เพื่อแสดงความขอบคุณ
“ไม่เป็ไรเลยค่ะ...ถ้าไม่มีอะไรแล้วดิฉันขอตัวก่อนนะคะ” (^-^)
ก่อนที่ฉันเองจะโค้งตัวตอบรับกลับเช่นกันก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินจากไป
เพียงแต่...เมื่อโชคชะตาได้กำหนดแล้วว่าฉันจะได้ทำงานที่นี่ ฉันเลยไม่รู้ว่าทุกการกระทำทุกอย่างของฉันได้ตกอยู่ในสายตาผู้จัดการหนุ่มที่มาถึงโรงแรมนี้ได้สักพักใหญ่ ๆ แล้ว...
